JJNY : ไม่ตื่นเต้น เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.│คนไทยอ่วม!‘อาหารจานเดียว’แห่ขึ้นราคา│สเปนเตรียรับเรือไวรัสฮันตา│เตือน 38 จว.ฝนตก

นิด้าโพล เผย คนกรุงส่วนใหญ่  ชี้พอเดาได้ใครจะชนะ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5711473
.

.
นิด้าโพล เผย คนกรุงส่วนใหญ่ ไม่ตื่นเต้น เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ชี้พอเดาได้ใครจะชนะ 33% เชื่อ การเมืองระดับประเทศไม่กระทบการตัดสินใจ
.
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 น่าตื่นเต้นไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานคร ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจ เมื่อถามถึงการเมืองระดับประเทศส่งผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานคร ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า
.
• ตัวอย่าง ร้อยละ 33.97 ระบุว่า ไม่ส่งผลเลย
• รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า ค่อนข้างส่งผล
• ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ส่งผลมาก
• ร้อยละ 20.99 ระบุว่า ไม่ค่อยส่งผล
• และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ด้านรายชื่อและประวัติของผู้ที่จะเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครส่งผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานคร ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า
.
• ตัวอย่าง ร้อยละ 30.61 ระบุว่า ไม่ส่งผลเลย
• รองลงมา ร้อยละ 24.20 ระบุว่า ค่อนข้างส่งผล
• ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ส่งผลมาก
• และร้อยละ 21.60 ระบุว่า ไม่ค่อยส่งผล
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความน่าตื่นเต้นในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า
.
• ตัวอย่าง ร้อยละ 32.59 ระบุว่า ไม่น่าตื่นเต้น เพราะพอจะคาดเดาได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับการเลือกตั้ง
• รองลงมา ร้อยละ 29.24 ระบุว่า ไม่น่าตื่นเต้น เพราะใครได้รับการเลือกตั้งก็เหมือนกัน
• ร้อยละ 22.06 ระบุว่า น่าตื่นเต้น เฉพาะผู้สมัครประมาณ 2-4 คนเท่านั้น ที่มีสิทธิได้รับการเลือกตั้ง
• และร้อยละ 16.11 ระบุว่า น่าตื่นเต้น เพราะผู้สมัครทุกคนมีสิทธิได้รับการเลือกตั้ง
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.50 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.50 เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 10.92 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.09 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.17 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.73 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 28.09 อายุ 60 ปีขึ้นไป
.
โดยตัวอย่าง ร้อยละ 93.21 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 5.19 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.60 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ ตัวอย่าง ร้อยละ 45.42 สถานภาพโสด ร้อยละ 51.83 สมรส และร้อยละ 2.75 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.15 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 7.18 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 26.03 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.71 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 47.56 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 11.37 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 7.33 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 29.31 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 27.94 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.15 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 7.86 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 21.30 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.11 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 21.98 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 3.59 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 27.18 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 16.79 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 8.55 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.42 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 4.58 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.76 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 3.13 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.02 ไม่ระบุรายได้
.

.
คนไทยอ่วม! ‘ อาหารจานเดียว’ แห่ขึ้นราคา รับพิษน้ำมันพุ่ง
https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232959
.
• ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นสาเหตุหลัก ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับขึ้นราคาอาหาร
• อาหารจานเดียวยอดนิยมหลายรายการ เช่น ข้าวผัดกะเพรา ข้าวมันไก่ และก๋วยเตี๋ยว มีการปรับราคาขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ปรับขึ้นสูงสุดถึง 25%
• การขึ้นราคาอาหารเป็นส่วนหนึ่งของภาวะเงินเฟ้อเดือนเมษายนที่พุ่งสูงสุดในรอบ 38 เดือน ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง
• นอกจากราคาน้ำมัน สภาพอากาศที่ร้อนจัดยังทำให้ราคาผักสดแพงขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น
.
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า   ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 103.03 เทียบกับเดือน เม.ย.2568 เพิ่มขึ้น 2.89% ถือเป็นระดับที่ สูงที่สุดในรอบ 3 ปี 2 เดือน (38 เดือน) โดยกระโดดขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดือนมี.ค.ที่ขยายตัวเพียง 0.08%
.
สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้น และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และยอดรวม 4 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) เพิ่มขึ้น 0.32%
.
เงินเฟ้อในเดือนเม.ย. 2569  ที่ปรับสูงขึ้น 2.89 % ชี้ให้เห็นว่าราคาสินค้าหลายหมวดปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอาหารพร้อมทาน  +2.51%  น้ำมันเชื้อเพลิง  +30.23% ค่าโดยสารสาธารณะ  +8.82% – +24.09%  และค่าโดยสารรถตู้ระหว่างจังหวัด  +10.12% ส่วนสินค้าที่ได้รับผลกระทบไม่มาก ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์  +1.35%  และ สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด (+0.04%)
.
สนค.ได้สำรวจการปรับราคาอาหารจานเดียว ที่เป็นเมนูยอดฮิต ขยับราคาใน  7 รายการหลัก ประกอบด้วย ข้าวผัด, ผัดซีอิ๊ว/ราดหน้า, ข้าวหมูแดง, ข้าวมันไก่, ส้มตำ, ก๋วยเตี๋ยว, ข้าวราดผัดกะเพรา ในเดือนเม.ย.พบว่า จากการสำรวจจำนวนรายการทั้งหมด 1,396 รายการ  มีราคาสูงขึ้น 136 รายการ (9.74%)   โดยราคาปรับสูงสุดอยู่ในช่วง 30–40 บาท และ 41–50 บาท  ซึ่งภูมิภาคที่มีการปรับราคาสูงสุดคือ ภาคใต้มีการปรับราคาสูงสุด +25%   ตามมาด้วย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ +15.18%และกรุงเทพฯ/ปริมณฑล +14.87%  
.
สาเหตุหลักที่ทำให้ "ของกิน" แพงหูฉี่ มาจากต้นทุนวัตถุดิบ (Supply Shock) สภาพอากาศที่ ร้อนจัด ทำให้ผักสดเสียหายและขาดตลาด ส่งผลให้ราคาผักพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าขนส่งที่แบกไม่ไหว โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นกว่า 30% ทำให้ต้นทุนการส่งวัตถุดิบจากไร่นามาสู่ร้านอาหารแพงขึ้น ผู้ประกอบการอั้นไม่อยู่ หลังจากแบกรับต้นทุนมานาน ร้านอาหารเริ่มเข้าสู่ภาวะ "ส่งผ่านต้นทุน" คือการปรับราคาขายหน้าร้านเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
.
“นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์”  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)  ให้ความเห็นว่า  ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันเงินเฟ้อ คือ ราคาอาหาร โดยเฉพาะ “อาหารจานเดียว” ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง คาดว่า อาหารจานเดียวจะปรับขึ้นเฉลี่ยราว 3% และอาจสูงถึง 6% โดยจะส่งผลกระทบในวงกว้างทั่วประเทศ
.
จากการปรับขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนเม.ย. ปรับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 38  เดือน มาจากการพลังงานและอาหาร โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าโดยสารขนส่งสาธารณะสูง ส่งผลต่อค่าครองชีพโดยรวม   ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเพราะการปรับราคาสินค้าและบริการบางหมวดสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลต่อกำลังซื้อและค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยเฉพาะในภาคใต้และกรุงเทพฯ
.
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจากเดือนมี.ค.ที่อยู่ที่ 0.08 % มาเป็น 2.89 % และมีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่องในเดือน พ.ค. โดยสนค.คาดว่า จะอยู่ที่ 3.06% สาเหตุหลักมา คือ ค่าพลังงาน และต้นทุนการส่งผ่านที่เริ่มอั้นไม่ไหว ต้องส่งผ่านต้นทุนมายังปลายทาง ทั้งค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้เริ่มมีเสียงหนาหูขึ้นว่า ไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวหรือหยุดชะงัก แต่อัตราเงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สนค.ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าองค์ประกอบ  คือ เศรษฐกิจหยุดชะงัก (Stagnation)  GDP ขยายตัวต่ำหรือแทบไม่ขยาย  เงินเฟ้อสูง (Inflationว่างงานสูง (High Unemployment) และ การจ้างงานลดลง
.
แต่ภาวะการณ์แบบนี้เป็นภาวะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ  เงินเฟ้อสูง สาเหตุหลักเกิดจาก Supply Shock เช่น ต้นทุนพลังงานและน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการบางประเภทพุ่งสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง +30.23% YoY), ค่าโดยสารเครื่องบินต่างประเทศ +24.09%  แม้ว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation แต่มีความเสี่ยงสูงมาก 
.
แต่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ คือ  "อาหารจานเดียว" ที่เป็นอาหารยอดฮิตสำหรับคนไทย เพราะสะดวก ง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยาก จะต้องเผชิญกับราคาที่ปรับขึ้นต่อเนี่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคกลับถดถอยลงสวนทางกับราคาอาหาร ทำให้ความสามารถในการบริโภคของครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน  แต่คงไม่ใช่แค่ อาหารจานเดียว เพราะจะลามไปถึงอาหารประเภทอื่นๆด้วย ซึ่งคนไทยต้องเตรียมรับมือกับของแพงที่จะลามไปทั้งระบบ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่