อวสานร้านยา คนซื้อกินแล้วหาย แต่คนขายทำไม่รอด

ถ้าถามว่าตอนนี้ทำธุรกิจไหนน่าจะดีที่สุด หลายคนคงตอบว่า “ร้านขายยา” เพราะความรู้สึกว่า “ยา” คือสิ่งที่จำเป็น
.
คือหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิต ยิ่งมีคนป่วยมากร้านยาก็ยิ่งขายดี ต่อให้ราคาแพงแค่ไหน คนเราก็ต้องยอมซื้อเพื่อมารักษาตัวเอง
.
อย่างไรก็ดีความคิดนี้อาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะในโลกของธุรกิจ ความจำเป็น อาจไม่ใช่ กำไรเสมอไป ร้านยาหลายแห่งเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่คล้ายกันนี้แต่สุดท้ายเหนื่อยหนักถึงขั้นยอมแพ้และปิดกิจการกันไป
.
📌ยุคทองของ “ร้านขายยา” ธุรกิจแบบเสือนอนกิน
.
ยุคทองของร้านยาอยู่ในช่วงปี 2540 – 2555 ร้านยาขนาดใหญ่ (Chain Store) ยังกระจุกตัวในห้างสรรพสินค้าหรือย่านธุรกิจเป็นหลัก
.
ร้านยาขนาดเล็กหรือร้านยาประจำชุมชนยังหาได้ง่ายและมีทั่วไป ผสมผสานกับความเป็นร้านยาในพื้นที่ทำให้รู้จักคนจำนวนมาก ลูกค้าเกิดความเกรงใจและภักดีต่อแบรนด์สูง การจะไปซื้อยาที่อื่นจึงเกิดขึ้นได้ยาก
.
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าในยุคนั้น การบังคับใช้กฎหมายเรื่องเภสัชกรประจำร้านตลอดเวลาทำการ (GPP) ยังไม่เข้มงวด ทำให้เจ้าของร้านที่ไม่ได้เป็นเภสัชกรสามารถ เช่าใบอนุญาต มาติดไว้เฉยๆโดยจ่ายค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยหลักไม่กี่พันบาทต่อเดือน แล้วให้พนักงานทั่วไปขายแทนทำให้มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำมาก
.
ที่สำคัญสุดคือร้านยาในยุคนั้นมีกำไรที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะยาชุดเป็นที่นิยมมาก ร้านยาสามารถนำยาหลายตัวมาจัดรวมกันเพื่อรักษาอาการ
.
เช่น แก้ปวด + คลายเส้น + เคลือบกระเพาะ แล้วตั้งราคาขายเป็นชุดได้ตามใจชอบ ยาบางตัวต้นทุน 20 บาท อาจขายได้ถึง 60-80 บาท โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าแพงเพราะ กินแล้วหาย
.
📌ธุรกิจร้านยา “แข่งขันดุเดือด” ไม่แน่จริง! ไม่รอด
.
แม้สถานการณ์ของร้านยาในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีต แต่ถ้าดูมูลค่าตลาดยาในไทยปี 2569 ยังโตได้ 6-7% มูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านบาท
.
ผู้ที่จะอยู่รอดได้ต้องแกร่งจริง เหตุผลหนึ่งที่กระทบกับร้านยาทำให้ไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีตส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎกระทรวงการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2556 (GPP) ที่เริ่มประกาศใช้จริงจังในปี 2557
.
กฎหมายนี้กำหนดให้ร้านยาเปิดใหม่ทุกร้าน ตั้งแต่วันที่ประกาศ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GPP ส่วน ร้านยาเก่า ที่เปิดอยู่ก่อนมิถุนายน 2557 อนุโลมให้เวลาปรับตัวเป็นระยะเวลา 8 ปี มาถึงตอนนี้คือปี 2569
.
มีร้านยาแผนปัจจุบันประมาณ 19,000 - 22,000 แห่ง บรรดาร้านยาเดี่ยวๆ (Standalone) ลดลงประมาณ 10-15%
.
ขณะที่ ร้านยาขนาดใหญ่ (Chain Store) กลับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีส่วนแบ่งสาขารวมกันมากกว่า 25-30% ของตลาดทั้งหมด
.
ถ้าให้วิเคราะห์ต่อไปว่าการทำร้านยาในยุคนี้ทำไมถึงรอดยาก ก็มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยได้แก่
.
💊อำนาจการต่อรองของร้านยาขนาดเล็กที่สู้รายใหญ่ไม่ได้ บรรดาร้านยาขนาดใหญ่มักจะซื้อยาล็อตใหญ่จึงได้ส่วนลด 20-30% ในขณะที่ร้านรายย่อยซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางหรือตัวแทนจำหน่ายอีกทีต้นทุนจึงสูงกว่าราคาขายปลีกของร้านใหญ่
.
💊 ภาระต้นทุนพนักงาน โดยเฉพาะค่าจ้างเภสัชกรตามกฎหมายใหม่ เฉลี่ย 35,000 - 50,000 บาท/เดือน กลายเป็น Fixed Cost ที่สูงเกินไปสำหรับร้านขายยาที่มียอดขายต่อเดือนต่ำ
.
💊 กำไรต่อหน่วยที่น้อยมาก คนส่วนใหญ่มองว่ายาเป็นสินค้าจำเป็น ยังไงคนก็ต้องซื้อ แต่ความจริงคือ ยาคือสินค้าคุมราคายาบางตัวที่ขายดี มีกำไรบางเฉียบเพียง 5-10% ถ้าคุมสต็อกไม่ดี หรือซื้อยาล็อตเล็กมาในราคาสูง แทบไม่เหลืออะไรเลยหลังหักต้นทุนอื่นๆ
.
💊 ขาดวิธีการสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้า เพราะไม่ใช่แค่ทำเลดีแล้วจะขายได้ร้านยาต้องอาศัยความเชื่อใจจากลูกค้า บางร้านเปิดมานานรู้ประวัติลูกค้า รู้อาการเจ็บป่วย การจะให้ลูกค้าเหล่านี้ย้ายมาร้านที่เปิดใหม่จึงเป็นไปได้ยาก
.
💊 ไม่รู้จักวิธีบริหารร้านอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดร้านยาจำเป็นต้องมีทักษะทางธุรกิจร่วมด้วย ร้านที่อยู่รอดไม่ใช่อาศัยรายได้จากการขายยาเท่านั้นแต่ต้องมีสินค้าเพิ่มรายได้เช่น วิตามิน, เวชสำอาง, หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกำไรสูงกว่าการขายยา
.
นอกจากนี้ควรใช้ระบบ POS วิเคราะห์ว่าช่วงไหนยาอะไรขายดี ควรสต็อกเท่าไหร่ เพื่อป้องกันการขาดทุน
.
📌ลงทุนเปิดร้านยา 1 แห่งมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
.
เพื่อให้เห็นภาพเราจึงจำลองข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเปิดร้านขายยาให้เห็นตัวเลขสำคัญๆ ที่ต้องขอบอกก่อนว่าเป็นตัวเลขโดยประมาณที่การเปิดร้านบางแห่งอาจน้อย หรือมากกว่านี้ก็ได้
.
📌เงินลงทุนเริ่มต้น ประมาณ 800,000 - 1,500,000 บาท
.
💰 ค่าเช่า/มัดจำ (3 เดือน) 60,000 - 150,000 บาท
💰 ค่าตกแต่งร้านตามมาตรฐาน GPP 200,000 - 400,000 บาท (ตู้ยา, ระบบแอร์, เคาน์เตอร์, ป้ายไฟ)
💰 ค่าสินค้า/ยาล็อตแรก 400,000 - 700,000 บาท
💰 ระบบ POS และอุปกรณ์สำนักงาน 30,000 - 50,000 บาท
💰 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต/อื่นๆ: 10,000 - 20,000 บาท
.
📌ค่าใช้จ่ายรายเดือน (Monthly Expenses)
.
สมมติร้านที่มียอดขายระดับปานกลาง ประมาณ 10,000 - 15,000 บาท/วัน
.
💰 ต้นทุนสินค้า (COGS) ประมาณ 70% ของยอดขาย (เช่น ยอดขาย 300,000 ต้นทุนยาคือ 210,000 บาท)
💰 ค่าจ้างเภสัชกร: 40,000 - 55,000 บาท (หากเจ้าของไม่ใช่เภสัชกรเอง)
💰 ค่าเช่าร้าน 20,000 - 40,000 บาท (ตามทำเล)
💰 ค่าไฟ (ต้องเปิดแอร์ 24 ชม. หรือตามเวลาเปิดเพื่อคุมอุณหภูมิยา) 5,000 - 8,000 บาท
💰 ค่าพนักงานช่วยขาย (1 คน) 12,000 - 15,000 บาท
💰 ค่าจิปาถะ/ภาษี/การตลาด 5,000 บาท
.
ถ้ามียอดขายต่อเดือนประมาณ 350,000 บาทในกรณีที่จ้างทุกอย่างและไม่ได้เป็นเภสัชเอง กำไรสุทธิจะเหลือน้อยมากจนแทบไม่พอให้ดำเนินธุรกิจต่อ
.
แต่ถ้ากลับกันเราเป็นเภสัชกรเองเท่ากับว่าไม่มีต้นทุนค่าจ้างเภสัชประจำร้านสามารถยกรายจ่ายส่วนนั้นมาเป็นกำไรสุทธิได้ทำให้มีรายได้มากพอสำหรับดำเนินธุรกิจต่อ
.
🔔 ทางรอดร้านขายยา! ต้องพัฒนาเป็น Health & Wellness
.
นอกเหนือจากการเป็นเภสัชกรเองและมีทักษะในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ยุคนี้หากจะทำร้านขายยาให้รอดต้องเป็นมากกว่านั้นควรพัฒนาให้ถึงขั้นเป็น Health & Wellness ที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มสินค้าในร้าน
.
แต่คือการเปลี่ยน Business Model จากการรอให้คนป่วยมาซื้อยา สู่การดูแลสุขภาพแบบครบวงจร เช่นตรวจคัดกรองเบื้องต้น , ตรวจวัดไขมัน , หาค่าน้ำตาลสะสม หรือการให้คำแนะนำด้านการคุมน้ำหนัก การเลิกบุหรี่ หรือการจัดยาสำหรับคนไข้โรคเรื้อรัง
.
รวมถึงอาจร่วมมือกับโรงพยาบาลหรือหน่วยงานรัฐ เป็นจุดฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนตามให้คนในชุมชน
.
การใช้วิธีเหล่านี้คือการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ได้เป็นอย่างดีและหนีจากสงครามราคาที่สู้กันด้วยความเชี่ยวชาญ
.
ใช้ประสบการณ์ในการดึงดูดให้ลูกค้าทั่วไปกลายมาเป็นลูกค้าประจำ พัฒนาให้ร้านยาของเรากลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของคนในชุมชนซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอดในยุคที่การแข่งขันสูงได้
.
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media
อวสานร้านยา คนซื้อกินแล้วหาย แต่คนขายทำไม่รอด
ถ้าถามว่าตอนนี้ทำธุรกิจไหนน่าจะดีที่สุด หลายคนคงตอบว่า “ร้านขายยา” เพราะความรู้สึกว่า “ยา” คือสิ่งที่จำเป็น
.
คือหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิต ยิ่งมีคนป่วยมากร้านยาก็ยิ่งขายดี ต่อให้ราคาแพงแค่ไหน คนเราก็ต้องยอมซื้อเพื่อมารักษาตัวเอง
.
อย่างไรก็ดีความคิดนี้อาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะในโลกของธุรกิจ ความจำเป็น อาจไม่ใช่ กำไรเสมอไป ร้านยาหลายแห่งเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่คล้ายกันนี้แต่สุดท้ายเหนื่อยหนักถึงขั้นยอมแพ้และปิดกิจการกันไป
.
📌ยุคทองของ “ร้านขายยา” ธุรกิจแบบเสือนอนกิน
.
ยุคทองของร้านยาอยู่ในช่วงปี 2540 – 2555 ร้านยาขนาดใหญ่ (Chain Store) ยังกระจุกตัวในห้างสรรพสินค้าหรือย่านธุรกิจเป็นหลัก
.
ร้านยาขนาดเล็กหรือร้านยาประจำชุมชนยังหาได้ง่ายและมีทั่วไป ผสมผสานกับความเป็นร้านยาในพื้นที่ทำให้รู้จักคนจำนวนมาก ลูกค้าเกิดความเกรงใจและภักดีต่อแบรนด์สูง การจะไปซื้อยาที่อื่นจึงเกิดขึ้นได้ยาก
.
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าในยุคนั้น การบังคับใช้กฎหมายเรื่องเภสัชกรประจำร้านตลอดเวลาทำการ (GPP) ยังไม่เข้มงวด ทำให้เจ้าของร้านที่ไม่ได้เป็นเภสัชกรสามารถ เช่าใบอนุญาต มาติดไว้เฉยๆโดยจ่ายค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยหลักไม่กี่พันบาทต่อเดือน แล้วให้พนักงานทั่วไปขายแทนทำให้มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำมาก
.
ที่สำคัญสุดคือร้านยาในยุคนั้นมีกำไรที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะยาชุดเป็นที่นิยมมาก ร้านยาสามารถนำยาหลายตัวมาจัดรวมกันเพื่อรักษาอาการ
.
เช่น แก้ปวด + คลายเส้น + เคลือบกระเพาะ แล้วตั้งราคาขายเป็นชุดได้ตามใจชอบ ยาบางตัวต้นทุน 20 บาท อาจขายได้ถึง 60-80 บาท โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าแพงเพราะ กินแล้วหาย
.
📌ธุรกิจร้านยา “แข่งขันดุเดือด” ไม่แน่จริง! ไม่รอด
.
แม้สถานการณ์ของร้านยาในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีต แต่ถ้าดูมูลค่าตลาดยาในไทยปี 2569 ยังโตได้ 6-7% มูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านบาท
.
ผู้ที่จะอยู่รอดได้ต้องแกร่งจริง เหตุผลหนึ่งที่กระทบกับร้านยาทำให้ไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีตส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎกระทรวงการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2556 (GPP) ที่เริ่มประกาศใช้จริงจังในปี 2557
.
กฎหมายนี้กำหนดให้ร้านยาเปิดใหม่ทุกร้าน ตั้งแต่วันที่ประกาศ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GPP ส่วน ร้านยาเก่า ที่เปิดอยู่ก่อนมิถุนายน 2557 อนุโลมให้เวลาปรับตัวเป็นระยะเวลา 8 ปี มาถึงตอนนี้คือปี 2569
.
มีร้านยาแผนปัจจุบันประมาณ 19,000 - 22,000 แห่ง บรรดาร้านยาเดี่ยวๆ (Standalone) ลดลงประมาณ 10-15%
.
ขณะที่ ร้านยาขนาดใหญ่ (Chain Store) กลับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีส่วนแบ่งสาขารวมกันมากกว่า 25-30% ของตลาดทั้งหมด
.
ถ้าให้วิเคราะห์ต่อไปว่าการทำร้านยาในยุคนี้ทำไมถึงรอดยาก ก็มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยได้แก่
.
💊อำนาจการต่อรองของร้านยาขนาดเล็กที่สู้รายใหญ่ไม่ได้ บรรดาร้านยาขนาดใหญ่มักจะซื้อยาล็อตใหญ่จึงได้ส่วนลด 20-30% ในขณะที่ร้านรายย่อยซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางหรือตัวแทนจำหน่ายอีกทีต้นทุนจึงสูงกว่าราคาขายปลีกของร้านใหญ่
.
💊 ภาระต้นทุนพนักงาน โดยเฉพาะค่าจ้างเภสัชกรตามกฎหมายใหม่ เฉลี่ย 35,000 - 50,000 บาท/เดือน กลายเป็น Fixed Cost ที่สูงเกินไปสำหรับร้านขายยาที่มียอดขายต่อเดือนต่ำ
.
💊 กำไรต่อหน่วยที่น้อยมาก คนส่วนใหญ่มองว่ายาเป็นสินค้าจำเป็น ยังไงคนก็ต้องซื้อ แต่ความจริงคือ ยาคือสินค้าคุมราคายาบางตัวที่ขายดี มีกำไรบางเฉียบเพียง 5-10% ถ้าคุมสต็อกไม่ดี หรือซื้อยาล็อตเล็กมาในราคาสูง แทบไม่เหลืออะไรเลยหลังหักต้นทุนอื่นๆ
.
💊 ขาดวิธีการสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้า เพราะไม่ใช่แค่ทำเลดีแล้วจะขายได้ร้านยาต้องอาศัยความเชื่อใจจากลูกค้า บางร้านเปิดมานานรู้ประวัติลูกค้า รู้อาการเจ็บป่วย การจะให้ลูกค้าเหล่านี้ย้ายมาร้านที่เปิดใหม่จึงเป็นไปได้ยาก
.
💊 ไม่รู้จักวิธีบริหารร้านอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดร้านยาจำเป็นต้องมีทักษะทางธุรกิจร่วมด้วย ร้านที่อยู่รอดไม่ใช่อาศัยรายได้จากการขายยาเท่านั้นแต่ต้องมีสินค้าเพิ่มรายได้เช่น วิตามิน, เวชสำอาง, หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกำไรสูงกว่าการขายยา
.
นอกจากนี้ควรใช้ระบบ POS วิเคราะห์ว่าช่วงไหนยาอะไรขายดี ควรสต็อกเท่าไหร่ เพื่อป้องกันการขาดทุน
.
📌ลงทุนเปิดร้านยา 1 แห่งมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
.
เพื่อให้เห็นภาพเราจึงจำลองข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเปิดร้านขายยาให้เห็นตัวเลขสำคัญๆ ที่ต้องขอบอกก่อนว่าเป็นตัวเลขโดยประมาณที่การเปิดร้านบางแห่งอาจน้อย หรือมากกว่านี้ก็ได้
.
📌เงินลงทุนเริ่มต้น ประมาณ 800,000 - 1,500,000 บาท
.
💰 ค่าเช่า/มัดจำ (3 เดือน) 60,000 - 150,000 บาท
💰 ค่าตกแต่งร้านตามมาตรฐาน GPP 200,000 - 400,000 บาท (ตู้ยา, ระบบแอร์, เคาน์เตอร์, ป้ายไฟ)
💰 ค่าสินค้า/ยาล็อตแรก 400,000 - 700,000 บาท
💰 ระบบ POS และอุปกรณ์สำนักงาน 30,000 - 50,000 บาท
💰 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต/อื่นๆ: 10,000 - 20,000 บาท
.
📌ค่าใช้จ่ายรายเดือน (Monthly Expenses)
.
สมมติร้านที่มียอดขายระดับปานกลาง ประมาณ 10,000 - 15,000 บาท/วัน
.
💰 ต้นทุนสินค้า (COGS) ประมาณ 70% ของยอดขาย (เช่น ยอดขาย 300,000 ต้นทุนยาคือ 210,000 บาท)
💰 ค่าจ้างเภสัชกร: 40,000 - 55,000 บาท (หากเจ้าของไม่ใช่เภสัชกรเอง)
💰 ค่าเช่าร้าน 20,000 - 40,000 บาท (ตามทำเล)
💰 ค่าไฟ (ต้องเปิดแอร์ 24 ชม. หรือตามเวลาเปิดเพื่อคุมอุณหภูมิยา) 5,000 - 8,000 บาท
💰 ค่าพนักงานช่วยขาย (1 คน) 12,000 - 15,000 บาท
💰 ค่าจิปาถะ/ภาษี/การตลาด 5,000 บาท
.
ถ้ามียอดขายต่อเดือนประมาณ 350,000 บาทในกรณีที่จ้างทุกอย่างและไม่ได้เป็นเภสัชเอง กำไรสุทธิจะเหลือน้อยมากจนแทบไม่พอให้ดำเนินธุรกิจต่อ
.
แต่ถ้ากลับกันเราเป็นเภสัชกรเองเท่ากับว่าไม่มีต้นทุนค่าจ้างเภสัชประจำร้านสามารถยกรายจ่ายส่วนนั้นมาเป็นกำไรสุทธิได้ทำให้มีรายได้มากพอสำหรับดำเนินธุรกิจต่อ
.
🔔 ทางรอดร้านขายยา! ต้องพัฒนาเป็น Health & Wellness
.
นอกเหนือจากการเป็นเภสัชกรเองและมีทักษะในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ยุคนี้หากจะทำร้านขายยาให้รอดต้องเป็นมากกว่านั้นควรพัฒนาให้ถึงขั้นเป็น Health & Wellness ที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มสินค้าในร้าน
.
แต่คือการเปลี่ยน Business Model จากการรอให้คนป่วยมาซื้อยา สู่การดูแลสุขภาพแบบครบวงจร เช่นตรวจคัดกรองเบื้องต้น , ตรวจวัดไขมัน , หาค่าน้ำตาลสะสม หรือการให้คำแนะนำด้านการคุมน้ำหนัก การเลิกบุหรี่ หรือการจัดยาสำหรับคนไข้โรคเรื้อรัง
.
รวมถึงอาจร่วมมือกับโรงพยาบาลหรือหน่วยงานรัฐ เป็นจุดฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนตามให้คนในชุมชน
.
การใช้วิธีเหล่านี้คือการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ได้เป็นอย่างดีและหนีจากสงครามราคาที่สู้กันด้วยความเชี่ยวชาญ
.
ใช้ประสบการณ์ในการดึงดูดให้ลูกค้าทั่วไปกลายมาเป็นลูกค้าประจำ พัฒนาให้ร้านยาของเรากลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของคนในชุมชนซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอดในยุคที่การแข่งขันสูงได้
.
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media