รพ.สธ.ยื่นจดหมายเปิดผนึก “รมต.ภราดร” แก้วิกฤต รพ.รัฐ ปรับเกณฑ์จัดสรร ‘งบบัตรทอง’ ปี 70

ชมรม รพศ./รพท. และชมรมนพ.สสจ. ทั่วประเทศยื่นจดหมายเปิดผนึก ถึง “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.สำนักนายกฯ ในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ ขอพิจารณาจัดสรรงบบัตรทองปี 70 สอดคล้องต้นทุนการบริการจริง วอนลดสัดส่วน “หักค่าแรง” จากงบเหมาจ่ายรายหัว ที่ผ่านมาสูงเกินไป กระทบรพ.เหลือเงินใช้ดูแลผู้ป่วยไม่พอ! พร้อมจัดลำดับความสำคัญการใช้งบ UC และงบPP ทั้งหมดเพื่อประสิทธิภาพบริการปชช.

วานนี้(6 พ.ค.2569) นพ.สมบัติ สธนเสาวภาคย์ ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ./รพท.) พร้อมด้วย นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ที่ปรึกษาชมรม รพศ./รพท. เดินทางเข้าพบ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) หารือแนวทางการปรับปรุงระบบงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(กองทุนบัตรทอง) ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก่อนเดินทางเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ในวันเดียวกัน โดยรายละเอียดจดหมายเปิดผนึก เป็นข้อเสนอเร่งด่วน เพื่อแก้ไขวิกฤตสภาพคล่องของโรงพยาบาล(รพ.รัฐ) และการปรับปรุงระบบงบประมาณบัตรทอง

นพ.สมบัติ ให้สัมภาษณ์ Hfocus เพิ่มเติมถึงการหารือครั้งนี้ว่า จากการที่ชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และชมรม รพศ./รพท. ได้ติดตามสถานการณ์การจัดสรรงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ งบ UC พบว่า โครงสร้างการจัดสรรในปัจจุบันส่งผลต่อให้หน่วยบริการของรัฐ ประสบภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรง กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ ค่ายาเวชภัณฑ์ และสวัสดิการค่าตอบแทนบุคลากร ซึ่งสุดท้ายหากไม่แก้ไข จะส่งผลเสียต่อคุณภาพการบริการประชาชน 

“ ในฐานประธานชมรม รพศ.รพท. ได้เข้าพบเพื่อขอหารือท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสนอทางแก้ไขวิกฤตสภาพคล่องของรพ.รัฐ และปรับปรุงระบบงบประมาณ โดยเฉพาะการจัดทำงบฯในปีงบประมาณ 2570  อีกทั้ง ชมรมรพศ./รพท. และชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) ยังได้ทำจดหมายเปิดผนึกเพื่อเข้ายื่นต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ขอให้พิจารณาจัดสรรงบฯสอดคล้องกับต้นทุนการบริการจริง” นพ.สมบัติ กล่าว

ประธานชมรม รพศ.รพท. กล่าวว่า  สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ทั้ง 2 ชมรมฯ ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้... 

1.ปรับลดสัดส่วนการหักงบบุคลากร (ค่าแรง) จากงบเหมาจ่ายรายหัว ปัจจุบันมีการหักค่าแรงในสัดส่วนที่สูงเกินไป ส่งผลให้รพ.หลายแห่งเหลืองบดำเนินการเพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยจริงไม่เพียงพอ จึงขอให้มีการลดสัดส่วนการหักค่าแรง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้หน่วยบริการสามารถนำไปใช้ในการจัดหาเวชภัณฑ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น

2.การจัดสรรงบประมาณให้สะท้อนต้นทุนจริง จากการวิเคราะห์พบว่า ต้นทุนการรักษาผู้ป่วยใน (IPD) ตามจริงอยู่ที่ประมาณ 13,000- 15,000 บาทต่อหน่วย(AdjRW) ขอเสนอให้สำนักงบประมาณพิจารณางบฯ ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง เสนอให้จ่ายชดเชยเริ่มต้นที่ 13,000 บาทต่อหน่วย และควรเป็นการจ่ายตามปริมาณการรับบริการจริง ไม่ควรเป็นระบบปลายปิดที่ลดทอนงบฯ ลงเมื่อวงเงินงบประมาณรวมหมด

3.การจัดลำดับความสำคัญของกองทุนและการบริหารงบส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค(PP) ชมรมฯ พบว่ามีการเพิ่มงบประมาณให้กับกิจกรรมที่มีความจำเป็นน้อยกว่า เช่น การรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยแบบปลายเปิด มีข้อเสนอแนวทางปรับปรุง ดังนี้

3.1 จำกัดและควบคุม : ปรับลดงบประมาณในกิจกรรมที่มีความจำเป็นต่ำ และควบคุมปริมาณการใช้งานในสว่นการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยอย่างจริงจัง

3.2 ปฏิรูปงบ PP : นำร่องการบริหารจัดการงบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ในภาพรวมรายหัวโดยส่งตรงให้เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ และยกเลิกรายการเบิกจ่ายย่อย (PPFS) เพื่อลดภาระงานด้านเอกสารของบุคลากร และเปลี่ยนมาใช้การประเมินที่ “ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ” ของประชาชนแทน

“ชมรมนพ.สสจ.และชมรม รพศ.รพท. เชื่อมั่นว่า ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณจะเข้ามาช่วยผลักดันการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เหล่านี้ ซึ่งจะทำให้ระบบงบประมาณในการดูแลสุขภาพประชาชนเกิดความยั่งยืนได้” ประธานชมรมรพศ.รพท.กล่าว.

--- อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่: https://www.hfocus.org/content/2026/05/37998 ---
เว็บไซต์ Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่