อุตสาหกรรมการบิน เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ข้อมูลจากรายงานสภาวะอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย-พ.ศ.2568 โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) ระบุว่า
สถานการณ์ความขัดเเย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีเเนวโน้มทวีความรุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้น
ส่งผลให้บางประเทศจำกัดการปฏิบัติการบิน การปิดน่านฟ้า รวมถึงการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเส้นการบินของสายการบินพาณิชย์ในหลายเส้นทาง โดยนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ (ตั้งแต่สิ้นเดือนก.พ.-มี.ค. 2569) มีการขอยกเลิกเที่ยวบินแล้วไม่น้อยกว่า 1,900 เที่ยวบิน
นอกจากนี้วิกฤตการณ์บริเวณช่องเคนฮอร์มุซซึ่งเป็นช่องทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบถึง20 %ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก เป็นปัจจัยเร่งที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก
โดยการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในระดับสูง โดยสถานการณ์ดังกล่าวล้วนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจและการเดินทางระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องเเละถือเป็นปัจจัยด้านความเชื่อมั่นที่อาจกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติเเละอาจส่งผลต่อการเดินทางทางอากาศของประเทศ
ทั้งนี้ ราคาพลังงานโดยเฉพาะราคานํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel )นับเป็นปัจจัยเสี่ยงสําคัญต่อภาคอุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากต้นทุนนํา้มันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนสูงในโครงสร้างต้นทุนการดําเนินงานของสายการบิน โดยทั่วไปคิดเป็นประมาณ 25-40% ของต้นทุนรวม
สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ(IATA) คาดการณ์ว่า ในปี 2569 ราคาเชื้อเพลิงอากาศยานจะอยู่ที่ระดับ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หลังจากเหตการณ์ความไม่สงบบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคานํา้มันเชื้อเพลิงอากาศยานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยในเดือนมี.ค. 2569 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 181.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของราคาและแรงกดดันด้านต้นทุนที่เกิดขึ้น เนื่องจากบริเวณการเกิดข้อพิพาทถือเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบที่สําคัญของโลก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการประเมินแนวโน้มราคาในภาพรวมแต่ระดับราคาพลังงานยังคงมีความไม่แน่นอนสูง อันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอกหลายประการ ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางภมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ความผันผวนของอุปสงค์และอุปทานพลังงานในตลาดโลก ตลอดจนการดําเนินนโยบายด้านการผลิตและการส่งออกของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสําคัญ ปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลโดยตรงต่อทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก และอาจก่อให้เกิดแรงกดดันต่อระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการบริหารตันทุนและการกำหนดกลยุทธ์ด้านราคา
“หากราคานํามันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องผู้ประกอบการสายการบินอาจจําเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารหรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มเติมซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปสงค์การเดินทาง” รายงานระบุ
ข้อมูลจาก สมาคมสายการบินประเทศไทย ระบุว่า ผลกระทบด้านต้นทุนการปฏิบัติการบินจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้สายการบินได้รับผลกระทบในการแบกรับต้นทุนอย่างมาก และพยายามอย่างสุดความสามารถในการรักษาเที่ยวบินแม้ประสบภาวะขาดทุนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้โดยสาร แต่ปัจจุบันมีความจำเป็นต้องปรับลดเที่ยวบินลงโดยยังคงทำการบินมากกว่า 60% จากแผนปฏิบัติการก่อนเกิดวิกฤต
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลัง ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท
ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) มอบนโยบายว่า ได้เร่งโครงการสำคัญ 3 โครงการแบบ Quick-Win ให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็วและต่อเนื่อง ดังนี้ 1. เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน 2. เร่งรัดประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม
3. เร่งนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ทสภ. แผนแม่บทการพัฒนา ทสภ. (ฉบับปี 2568) โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 โครงการศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่า (Preliminary Feasibility Study) ของท่าอากาศยานอันดามัน และท่าอากาศยานล้านนา
ด้านนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อํานวยการใหญ่ บริษัท
ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) กล่าวว่าปัจจุบันมีความพร้อมเร่งขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งตามแผนแม่บทให้มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้กว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577
โดยเฉพาะ ทสภ. จะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) และก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ทสภ. ของผู้ประกอบการรายที่ 2 และรายที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2570 รวมทั้งเร่งลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานอีก 5 แห่งอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ จะเร่งศึกษาโครงการลงทุนเพื่อก่อสร้างท่าอากาศยานอันดามัน และท่าอากาศยานล้านนา เพื่อแบ่งเบาการจราจรทางอากาศของท่าอากาศยานภูเก็ตและท่าอากาศยานเชียงใหม่
ที่มา-
https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232947
อุตฯการบินกลืนเลือดลดไฟต์แล้ว60% เหตุเชื้อเพลิงกินทุน25-40%มีราคาสูง
ที่มา- https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232947