การสูญเสียทุนมนุษย์, ความเหลื่อมล้ำ, social exclusion, productivity loss และ สูญเสียต้นทุนทางเศรษฐกิจนับล้านล้าน ฿

กระทู้สนทนา
หายนะ ของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542

กลุ่มที่ 1: หายนะ ปี 2542-2545 = อนุบาล 3 ปี ไม่ได้เรียน เนื่องจากเกิน สิทธิ 12 ปี

เด็กปฐมวัย (อนุบาล 3 ปี)

หายนะช่วง [url=tel:2542-2545]2542–2545

หลังพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ระบบสิทธิทางการศึกษาเปลี่ยนจาก:

15\text{-}Year\ De\ Facto\ Educational\ System

เหลือ:

12\text{-}Year\ Legal\ Entitlement

ส่งผลให้:

อนุบาล 3 ปี หลุดออกจากสิทธิพื้นฐาน 12 ปี
เด็กยากจนสูญเสียโอกาสเข้าเรียนอนุบาล เนื่องจาก พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติรับรองสิทธิเพียง 12 ปี
ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 ถึง ก่อนประกาศใช่ กฎหมายการศึกษา 2542 ได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้รับบริการจริง คนไทยอายุ3-5 ปี


หลักฐานจากนโยบายปี 2540:

เด็กอนุบาลตกหล่นเดิม ≈ 700,000 คน

โดยใช้โครงสร้างประชากรจริง:

เด็กเกิดไทยช่วงปี [url=tel:2539-2542]2539–2542
    ≈ 900,000–1,000,000 คน/ปี

และจาก thesis ของคุณ:

เด็กยากจน ≈ 2 ใน 3 ของประเทศ

ดังนั้น:

Affected\ Preschool\ Children\approx2.56\ Million

(ประมาณ 640,000 คนต่อ cohort × 4 ปี)



Human Capital Loss:

Early Childhood Shock

ใช้ Heckman return:

Return_{Early\ Childhood}\approx15%

Baseline:

รายได้เฉลี่ยตลอดวัยทำงาน:
    180,000 บาท/ปี
annuity factor:
    6



ความเสียหายต่อปี

2.56\times10^6\times180{,}000\times0.15\approx6.91\times10^{10}

≈ 69.1 พันล้านบาทต่อปี



ความเสียหายสะสมตลอดชีวิต (NPV)

6.91\times10^{10}\times19.6\approx1.35\times10^{12}

ผลลัพธ์:

≈ 1.35 ล้านล้านบาท

กลุ่มที่ 2: เสียหายหลังจาก ประกาศใช้ จำนวนผู้เสียหาย ตั้งแต่ ปี 2545 หายนะเป็นของ คนอายุ 15-17 ปี เนื่องจากการตีความใหม่

พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ประกาศใช้ 31 ธันวาคม 2545

http://www.esbuy.net/_files_school/00000883/document/00000883_0_20200131-145611.pdf
นับอนุบาลรวม การศึกษาพื้นฐาน 12 ปี ดังนั้น 15-17 ปี จากครอบครัวยากจน 1113469 คนไม่ได้เรียน ปี 2548
เด็กอายุ 15–17 ปี

หายนะหลัง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ 2545

หลัง:

การศึกษาภาคบังคับเหลือ 9 ปี
และอนุบาลถูกนับรวมใน basic education 12 ปี

ผลกระทบจึง shift ไปสู่:

Age\ 15\text{-}17\ Educational\ Exclusion



หลักฐานเชิงประจักษ์

ปีการศึกษา 2548:

Out\text{-}of\text{-}School\ Youth_{15\text{-}17}=1{,}113{,}469

หรือ:

39.3% ของประชากรวัยเดียวกัน



ช่วงเวลาเสียหาย

[url=tel:2545-2569]2545–2569
= 25 ปี



จำนวนผู้เสียหายสะสม

1{,}113{,}469\times25\approx27.8\ Million

≈ 27.8 ล้าน person-years



Human Capital Loss:

Upper Secondary Shock

ใช้ Heckman return:

Return_{Upper\ Secondary}\approx6%



ความเสียหายต่อปี

1{,}113{,}469\times180{,}000\times0.06\approx1.20\times10^{10}

≈ 12 พันล้านบาทต่อปี



ความเสียหายสะสม ([url=tel:2545-2569]2545–2569)

1.20\times10^{10}\times25\approx3.0\times10^{11}

ผลลัพธ์:

≈ 3 แสนล้านบาท



Total National Human Capital Loss

รวมสองกลุ่ม:

1.35\ Trillion+0.30\ Trillion\approx1.65\ Trillion\ THB

ความเสียหายรวม:

≈ 1.65 ล้านล้านบาท



ข้อสรุปเชิงทฤษฎี

งานวิจัยนี้เสนอว่า
“หายนะทางการศึกษา” ของประเทศไทยหลังปี 2542
มิได้เกิดจากการขยายการศึกษาในยุค Sukavichinomics

แต่เกิดจาก:

Post\text{-}1999\ Institutional\ Retrenchment

ซึ่งลดระดับสิทธิทางการศึกษาจาก:

de facto 15 ปี
    เหลือ:
de jure 12 ปี

และก่อให้เกิด:

การสูญเสียทุนมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง social exclusion productivity loss และต้นทุนเศรษฐกิจระดับ “ล้านล้านบาท” ต่อรัฐและสังคมไทย

A Sukavichinomics Perspective on De Facto Educational Entitlement and Human Capital Accumulation: Econometric Evidence from The 1995 Education Revolution in Thailand.
การศึกษานี้วิเคราะห์การเกิดขึ้นของ “สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย” (de facto educational entitlement) ในประเทศไทยในช่วงการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538–2540 โดยอธิบายผ่านกรอบ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ พัฒนาโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล

ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ สามารถตีความได้ว่าเป็นกรอบการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยบูรณาการการขยายโอกาสทางการศึกษา การกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำ

จากการวิเคราะห์เอกสารนโยบาย รายงานระหว่างประเทศ และสุนทรพจน์ ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล  งานวิจัยนี้เสนอว่า การขยายการเข้าถึงการศึกษาในระดับประเทศ—ซึ่งบรรลุจุดสำคัญในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540—ได้ครอบคลุมคนไทยอายุ 3–17 ปี 16.68 ล้านคน หรือ คนไทยทุกคน ในช่วงอายุ 3-17 ปี

คือ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทย ซึ่ง กลุ่มเปราะบางทุกคน 4.35 ล้านคนได้เรียนฟรีจริง  พร้อมอาหาร ที่พักหรือ ค่าเดินทาง เครื่องแบบครบชุดทุกชุด อุปกรณ์การเรียนครบครัน

 การขยายโอกาสทางการศึกษาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้วยทรัพยากรด้านการเรียนรู้และมาตรการสวัสดิการ จึงทำหน้าที่เป็น “สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย” ซึ่งเกิดจากการดำนโยบาย ก่อนการรับรองทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ

งานวิจัยนี้เสนอ “แบบจำลองการก่อรูปสิทธิที่ขับเคลื่อนโดยนโยบาย” (policy-led entitlement formation) ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายสามารถนำหน้ากฎหมาย และก่อให้เกิดสิทธิในทางปฏิบัติก่อนการรับรองทางกฎหมาย แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จะรับรองสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี แต่การดำเนินนโยบายก่อนหน้านั้นได้ขยายเกินขอบเขตดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้เกิด “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ระหว่างสิทธิในทางปฏิบัติ (de facto) และสิทธิในทางกฎหมาย (de jure) โดยมัธยมศึกษาตอนปลาย และ อาชีวศึกษา

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาสามารถสร้างสิทธิในเชิงสาระผ่านกลไกเชิงบริหารและการกระจายทรัพยากร ก่อนการรับรองทางกฎหมาย และนำเสนอกรอบทฤษฎีที่กลับลำดับแบบดั้งเดิมจาก “กฎหมาย → การปฏิบัติ” เป็น “นโยบาย → สิทธิ → กฎหมาย”

การขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการพัฒนา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินนโยบายกับการรับรองสิทธิทางการศึกษาอย่างเป็นทางการยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ แนวคิดดั้งเดิมมักมองว่า “กฎหมายมาก่อนนโยบาย” อย่างเป็นเส้นตรง อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า นโยบายอาจมาก่อนและก่อให้เกิดสิทธิในทางปฏิบัติได้

งานวิจัยนี้ศึกษาประเทศไทยในช่วงการปฏิรูป พ.ศ. 2538–2540 โดยเน้นการเกิดขึ้นของสิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย การอภิวัฒน์การศึกษา  2538 ได้ขยายการเข้าถึงการศึกษาทั่วประเทศ ครอบคลุมอายุ 3–17 ปี 16.68 ล้านคน และ เด็กตกหล่น 4.35 ล้านคน ผ่านกลไกการบริหารและการกระจายทรัพยากร

แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540  ซึ่งประกาศใช้ เมื่อ 11 ตุลาคม 2540 จะรับรองสิทธิการศึกษา 12 ปี แต่การดำเนินนโยบายก่อนหน้านั้น ขยายริการการศึกษาของ ประเทศไทย ให้คนไทยอายุ 2-17 ปี 16.68 ล้านคน ไป 15 ปี อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 แล้ว ความแตกต่างนี้ก่อให้เกิด “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ระหว่างการปฏิบัติจริง เมื่อ 8 พฤษภาคม ปี กับ กฎหมายด้านการศึกษา ตามมาตรา 81 ของ  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540

การเปลี่ยนผ่านสู่สิทธิทางกฎหมาย (8 พฤษภาคม 2540 และรัฐธรรมนูญ 2540)

ผลของกระบวนการปฏิรูปดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และการศึกษาปฐมวัย 3 ปี ให้มีผลเชิงนโยบายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ก่อนที่จะได้รับการรับรองในระดับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540  เมื่อ 11 ตุลาคม 2540

มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ซึ่งรัฐจะจัดให้มีการศึกษาอย่างครบถ้วน มีคุณภาพ และโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษาโดยรัฐ จะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนตามที่กฎหมายกำหนด 

มาตรา 53 เด็ก เยาวชน และสมาชิกในครอบครัวมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้พ้นจากความรุนแรงและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้ปกครองมีสิทธิได้รับการดูแลและการศึกษาจากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด 

มาตรา 80 รัฐจะต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย และสร้าง เสริมสร้าง และพัฒนาความสามัชช์ในครอบครัวและความเข้มแข็งของชุมชน รัฐจะต้องจัดหาความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้การจัดการศึกษาโดยองค์กรวิชาชีพและภาคเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จะได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 81
รัฐจะต้องจัดหาและส่งเสริมภาคเอกชนให้จัดการศึกษาเพื่อบรรลุความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรม จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างและเสริมสร้างความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองและระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สนับสนุนการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมความรู้ท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่