【จีนโดนแล้ว! เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติจีนถูกโจมตีกลางทะเลใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่พ่นข้อความระบุชัด “เจ้าของเรือและลูกเรือเป็นชาวจีน”】
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรือบรรทุกน้ำมันของจีนตกเป็นเป้า แม้ปักกิ่งจะประกาศตัวเป็น “พันธมิตรยุทธศาสตร์” ของเตหะรานมาโดยตลอด — แหล่งข่าวจากบริษัทเจ้าของเรือบอกว่า “ยอมรับได้ยากมากในทางจิตใจ”
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวไฉซิน (财新 / Caixin) ของจีน รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันสำเร็จรูปขนาดใหญ่ของบริษัทเดินเรือสัญชาติจีน ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งท่าเรืออัล จีร์ (Al Jeer Port) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดทางเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ
◾ ดาดฟ้าเรือไฟไหม้ ทั้งที่พ่นข้อความ “CHINA OWNER & CREW” ไว้ชัดเจน
ไฉซินระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้ดาดฟ้าของเรือเกิดเพลิงไหม้ โดยที่ตัวเรือมีการพ่นข้อความภาษาอังกฤษว่า “CHINA OWNER & CREW” (เจ้าของเรือและลูกเรือเป็นชาวจีน) ติดไว้อย่างเด่นชัด ซึ่งเป็นวิธีการที่เรือพาณิชย์หลายลำในภูมิภาคนี้ใช้กันมาตั้งแต่ความขัดแย้งสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านปะทุขึ้น เพื่อหวังให้รอดพ้นจากการถูกโจมตี โดยอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างปักกิ่งกับเตหะราน
แหล่งข่าวซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับบริษัทเจ้าของเรือ ให้สัมภาษณ์ไฉซินว่า นี่ถือเป็น ครั้งแรก ที่เรือบรรทุกน้ำมันของจีนถูกโจมตีในภูมิภาคนี้ พร้อมระบุว่า “เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากมากในทางจิตใจ” ขณะที่รายละเอียดความเสียหายและจำนวนผู้บาดเจ็บยังไม่ได้รับการเปิดเผย
◾ ตอกย้ำ “การ์ดจีน” เริ่มใช้ไม่ได้ผล
เหตุการณ์นี้สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้าของ Bloomberg และ Financial Times ที่ระบุว่า นับตั้งแต่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซหลังการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล เรือพาณิชย์จำนวนมากในอ่าวเปอร์เซียได้ดัดแปลงสัญญาณ AIS เพื่อ “ประกาศตัวเป็นเรือจีน” หรือพ่นข้อความระบุสัญชาติจีนบนตัวเรือ โดยหวังว่าจะได้รับการคุ้มครอง เนื่องจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เคยประกาศว่าจะไม่โจมตีเรือของจีนและรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ล่าสุดนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “การ์ดจีน” ถูกท้าทาย ก่อนหน้านี้ในปี 2567 กลุ่มฮูตีในเยเมนเคยยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน MV Huang Pu ของจีนในทะเลแดงมาแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านั้นเตหะรานจะรับรองความปลอดภัยให้กับเรือสัญชาติจีนก็ตาม
◾ ฉากหลัง: ฮอร์มุซยังปิด — สหรัฐดันเปิดทาง อิหร่านยังคุมเชิง
นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซแทบจะทั้งหมด หลังถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตี ทำให้อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยมีเรือประมาณ 1,000 ลำ มูลค่ารวมราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน กองทัพสหรัฐประกาศว่าได้ยิงและจมเรือเล็กของอิหร่าน 6 ลำ ที่กำลังพยายามโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบ พร้อมประกาศปฏิบัติการ “เปิดช่องแคบ” โดยให้เรือธงสหรัฐผ่านได้สำเร็จ 2 ลำเป็นครั้งแรก ขณะที่ยูเออีแถลงประณามอิหร่านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการโจมตีเรือพาณิชย์เป็น “การก่อการร้ายและโจรสลัด” ของ IRGC
ทั้งนี้ ตลอดมา เตหะรานยังคงยืนยันว่าจีนและรัสเซียคือ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” และเรือของทั้งสองประเทศจะได้รับการยกเว้นจากการปิดช่องแคบ — แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่อัล จีร์ ทำให้เกิดคำถามว่า คำรับรองนี้ยังมีน้ำหนักอยู่หรือไม่ และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี ระหว่าง IRGC, ฝ่ายต่อต้านในอิหร่านเอง หรือกองกำลังตัวแทนรายอื่นในภูมิภาค
—————
ที่มา: Caixin (财新), Reuters, Bloomberg, Financial Times, NPR, Al Jazeera
ทำไมจีนต้องเล่นบทเหยื่อถูกโจมตีที่ฮอมุช
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรือบรรทุกน้ำมันของจีนตกเป็นเป้า แม้ปักกิ่งจะประกาศตัวเป็น “พันธมิตรยุทธศาสตร์” ของเตหะรานมาโดยตลอด — แหล่งข่าวจากบริษัทเจ้าของเรือบอกว่า “ยอมรับได้ยากมากในทางจิตใจ”
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวไฉซิน (财新 / Caixin) ของจีน รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันสำเร็จรูปขนาดใหญ่ของบริษัทเดินเรือสัญชาติจีน ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งท่าเรืออัล จีร์ (Al Jeer Port) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดทางเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ
◾ ดาดฟ้าเรือไฟไหม้ ทั้งที่พ่นข้อความ “CHINA OWNER & CREW” ไว้ชัดเจน
ไฉซินระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้ดาดฟ้าของเรือเกิดเพลิงไหม้ โดยที่ตัวเรือมีการพ่นข้อความภาษาอังกฤษว่า “CHINA OWNER & CREW” (เจ้าของเรือและลูกเรือเป็นชาวจีน) ติดไว้อย่างเด่นชัด ซึ่งเป็นวิธีการที่เรือพาณิชย์หลายลำในภูมิภาคนี้ใช้กันมาตั้งแต่ความขัดแย้งสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านปะทุขึ้น เพื่อหวังให้รอดพ้นจากการถูกโจมตี โดยอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างปักกิ่งกับเตหะราน
แหล่งข่าวซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับบริษัทเจ้าของเรือ ให้สัมภาษณ์ไฉซินว่า นี่ถือเป็น ครั้งแรก ที่เรือบรรทุกน้ำมันของจีนถูกโจมตีในภูมิภาคนี้ พร้อมระบุว่า “เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากมากในทางจิตใจ” ขณะที่รายละเอียดความเสียหายและจำนวนผู้บาดเจ็บยังไม่ได้รับการเปิดเผย
◾ ตอกย้ำ “การ์ดจีน” เริ่มใช้ไม่ได้ผล
เหตุการณ์นี้สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้าของ Bloomberg และ Financial Times ที่ระบุว่า นับตั้งแต่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซหลังการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล เรือพาณิชย์จำนวนมากในอ่าวเปอร์เซียได้ดัดแปลงสัญญาณ AIS เพื่อ “ประกาศตัวเป็นเรือจีน” หรือพ่นข้อความระบุสัญชาติจีนบนตัวเรือ โดยหวังว่าจะได้รับการคุ้มครอง เนื่องจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เคยประกาศว่าจะไม่โจมตีเรือของจีนและรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ล่าสุดนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “การ์ดจีน” ถูกท้าทาย ก่อนหน้านี้ในปี 2567 กลุ่มฮูตีในเยเมนเคยยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน MV Huang Pu ของจีนในทะเลแดงมาแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านั้นเตหะรานจะรับรองความปลอดภัยให้กับเรือสัญชาติจีนก็ตาม
◾ ฉากหลัง: ฮอร์มุซยังปิด — สหรัฐดันเปิดทาง อิหร่านยังคุมเชิง
นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซแทบจะทั้งหมด หลังถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตี ทำให้อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยมีเรือประมาณ 1,000 ลำ มูลค่ารวมราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน กองทัพสหรัฐประกาศว่าได้ยิงและจมเรือเล็กของอิหร่าน 6 ลำ ที่กำลังพยายามโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบ พร้อมประกาศปฏิบัติการ “เปิดช่องแคบ” โดยให้เรือธงสหรัฐผ่านได้สำเร็จ 2 ลำเป็นครั้งแรก ขณะที่ยูเออีแถลงประณามอิหร่านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการโจมตีเรือพาณิชย์เป็น “การก่อการร้ายและโจรสลัด” ของ IRGC
ทั้งนี้ ตลอดมา เตหะรานยังคงยืนยันว่าจีนและรัสเซียคือ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” และเรือของทั้งสองประเทศจะได้รับการยกเว้นจากการปิดช่องแคบ — แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่อัล จีร์ ทำให้เกิดคำถามว่า คำรับรองนี้ยังมีน้ำหนักอยู่หรือไม่ และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี ระหว่าง IRGC, ฝ่ายต่อต้านในอิหร่านเอง หรือกองกำลังตัวแทนรายอื่นในภูมิภาค
—————
ที่มา: Caixin (财新), Reuters, Bloomberg, Financial Times, NPR, Al Jazeera