เห่อลูกภาคพิเศษ : ตอบคำถามวิธีเลี้ยงลูกและวางแผนการศึกษา

กระทู้สนทนา

จากกระทู้ก่อนๆ มีเพื่อนสมาชิกชื่นชม และสอบถามรายละเอียดการวางแผนเพื่อการศึกษามา จึงคิดว่า อาจจะดีถ้านำมาตั้งกระทู้ใหม่นี้
ต้องบอกก่อนเลยว่า ที่บ้าน ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมเลยครับ เป็นครอบครัวที่แยกทางกัน ผมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ส่วนแม่ของลูกสาวนั้น อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ มาแตะมือ ให้เวลาในช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุด บ้านชนชั้นกลาง ไม่ร่ำรวย แต่โชคดีที่ไม่มีหนี้ใหญ่ในชีวิตแล้ว

กระทู้ก่อน
https://pantip.com/topic/44079321/comment4

ดังนั้น สิ่งที่ลูกสาวเป็น มาจากการแก้ปัญหา อิมโพรไวซ์ไปตามวันเวลาเท่านั้นเองครับ
อย่างไรก็ตาม มีบางอย่างที่เป็นเจตนา นำมาใช้เลี้ยงดูลูก ซึ่ง นำมาบอกเล่านันในวันนี้



เลี้ยงลูก 2 ภาษา
อันแรกคนถามเยอะลเยว่า เรียนภาษาอังกฤษที่ไหน ยังไง เรียนอินเตอร์รึเปล่า ลูกสาว เรียนมัธยมต้น โปรแกรมภาษาอังกฤษครับ แต่เรียนอนุบาลและประถมแบบไทยแท้ๆเลย เพียงแต่ที่บ้าน ตกลงกันว่าจะคุย 2 ภาษากัน ฟังดูหรูหราเนอะ จริงๆคือ เราคุยกันแบบ สามล้อ แบบ สาวบาร์เลยครับ "ยูๆๆ วันนี้ โกทูเซ็นทรัล นะ อิน ดิอาฟเตอร์นูน"

ผมเน้นการใช้ภาษาอังกฤษร่วมในชีวิตจริงๆไปเลย ผิดถูก สวยงาม ช่างมัน แต่เน้นการสื่อสารได้ ลูกสาวอยู่อนุบาลก็คุยกับฝรั่งแบบ งูกับปลาได้ แค่นั้นพอแล้วครับ

อีกอย่างที่เน้นคือเรื่อง "โฟนิค" การออกเสียงอักษร สระ การผสมเสียง อันนี้ฝึกกันทั้งบ้าน พ่อ แม่ ลูก ฝึกไปด้วยกันเลย เพื่อทำให้ภาษางูๆปลาๆของเรา ฟังดูไม่ไทย อีกอย่าง ผมมีความเชื่อเรื่องการเห็นเสียงเป็นคำ แทนการท่องจำตัวสะกด เวลาฟังข่าว ดูหนัง ก็จะแกะคำศัพท์ได้ ในทางกลับกัน เวลาเจอคำสะกดที่อ่านพบ ก็แกะคำอ่านได้เลย
(แม้ว่า ภาษาอังกฤษจะมี"ข้อแม้" แยะเหลือเกิน)

ที่บ้านไม่สนับสนุนการเรียนพิเศษครับ ดังนั้นไม่เคยติวอังกฤษ ไม่เคยไปสถาบันไหน ไม่เคยใช้แอปพลิเคชั่นเรียน ช่วงจะสอบเข้ามัธยม มีอย่างเดียวที่ทำทุกสัปดาห์คือ คุยกับชาวต่างชาติ ผมมีเพื่อนร่วมงานต่างชาติ ไหว้วานเค้ามาคุยด้วย(วีดีโอคอล) สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง ขอแค่นั่งคุยกันก็พอ คุยเรื่องหนัง เกม อะไรก็ว่ากันไป

สอบเข้า EP คะแนนข้อเขียนไม่ได้เยอะ แต่สัมภาษณ์ถือว่าโดดเด่น  ไม่เป๊ะเท่าเด็กที่มาจากอินเตอร์ประถม ที่สำเนียงและวลีสละสลวยกว่า ตอนมัธยมต้น ยังไงๆก็ยังเป็นคนไทยพูดอังกฤษครับ สำเนียงยังติดไม่ใช่ native  และวลี สำนวน ไ่มได้เลย
มาดีขึ้นและก้าวกระโดดตอนไปเรียนแลกเปลี่ยน (ม.4) ตอนนี้ (ม.5) เหลือสำเนียงไทยไม่น่าถึง 10% และใช้วลีกับสำนวน การตอบรับ แบบอเมริกันไปแล้ว

ดังนั้น ถามว่าจำเป็นต้องกวดวิชาพิเศษมั้ย ต้องเรียนเสริมเยอะๆมั้ย คำตอบสำหรับผมคือ ถ้าพ่อแม่เอาด้วย เต็มเหนี่ยว ฝึกและพัฒนาไปด้วยกัน ผมว่า ๅจ ปีแรกไม่จำเป็นเลย และมันเพียงพอที่จะส่งต่อไปออกดอกออกผลได้ในมัธยมนะครับ แต่ถ้าใครสะดวกทุน สะดวกเวลา ส่งเรียน ผมก็คิดว่าไม่เสียหาย โดยเฉพาะกลุ่มคอร์สที่เน้นให้เด็กใช้ภาษามากกว่าการท่องจำ แบบที่เรียนแล้วเหมือนไม่ได้อะไรนั่นแหละครับ สำหรับเด็กเล็ก จริงๆมันได้อะไรเยอะมากเลยนะ



ยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็น
ข้อนี้ เกิดจากความผิดพลาดของผมเอง ลูกสาว เรียนเลขไม่เก่งเลย ตั้งแต่ช่วงปลายๆประถม คะแนนตกลงอย่างมาก จากเดิมที่คะแนนดีเยี่ยมเพราะฝึกฝน เล่นเกมคณิตศาสตร์กันตลอดเวลา พอคะแนนลดลง ก็ยิ่งเพิ่มการฝึกฝน ทำโจทย์มากขึ้น จนวันหนึ่ง  ผมไม่อยู่บ้าน ย่า(แม่ของผม) มาช่วยดูหลาน แล้วโทรมาบอกว่า
"แกรู้มั้ย ลูกแกทำเลขไปร้องไห้ไป"

ทุกวันจะมีโจทย์เลข ที่ผมทำเอง โจทย์วนๆเวียนๆสลับไปสลับมา ค่อยยากขึ้นทีละนิด เน้นเยอะ เพื่อให้ชินการคิดซ้ำๆ กำลังจะขึ้น ป.6 ทุกวันจะมีโจทย์ 150 ข้อให้ผมตรวจตอนค่ำ ซึ่งผมคะเนว่า ใช้เวลาทำไม่ถึง 2 ชั่วโมงหรอก ผิดถูกก็ไม่ว่าอะไร แต่เราต้องมาช่วยกันคิดแก้ข้อที่ผิดว่าทำยังไง ถ้าเค้าบอกได้ แก้ได้ก็แปลว่าเข้าใจ จะทดผิด คูณผิดไปก็ถือว่ารับได้

แต่สิ่งที่รู้แบบไม่คาดคิดคือ เค้าร้องไห้ไปทำไป เพราะทรมาน ไม่สนุก ไม่เคยชอบเลย และไม่เคยบอกให้รู้ ร้องไห้จนอาเจียนออกมา แล้วก็มานั่งทำต่อ เพราะกลัวว่าถ้าทำไม่เสร็จ เราจะเสียใจ (เคยเกิด)  กลัสทำไม่ถูก จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ฉลาด พยายามไม่สะเพร่า ดังนั้นข้อนึง เค้าใช้เวลาทำนาน แม้ข้อนี้จะสลับเลขกับข้อก่อนหน้านิดเดียว แต่จะคิดเหมือนไม่เคยเจอมาก่อนและทำทุกขั้นตอน สุดท้าย ร้อยกว่าข้อคือการนั่งทำครึ่งวัน

ประกอบกับ ช่วงนั้น ลูกสาวมีนัดพบจิตแพทย์เด็ก และนักจิตวิทยาประจำ เรื่องนี้จึงถูกอัพเดท และ ผมได้รับการปรับทัศนคติจากจิตแพทย์ด้วย

ลูกสาวไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง แต่ก็ได้ 4 ในหลายวิชาโดยเฉพาะกลุ่ม สังคม ประวัติศาสตร์ มีสอบได้ท็อปของห้อง วิทย์ก็พอไปได้ เลขนั้น ถือว่าอ่อน ผม กลับคิดว่า เราต้องอัดเลข อัพวิทย์ เพื่อให้ได้ 4 หมด ในขณะที่ จิตแพทย์ให้คิดใหม่ว่า  ลูกเรา อาจจะไม่เก่งเลข และเค้าไม่ชอบเลข เค้าไม่อยากเอาชนะเลข ไม่อยากได้คะแนนมากขึ้นขนาดได้ 4 เค้าทำเพราะ รู้สึกเป็นหน้าที่และทำให้คนอื่นมีความสุข แต่ลึกๆเค้า โอเคกับที่เค้าไม่เก่งเลข

เด็กทุกคน มีทักษะเฉพาะในตัวเอง มีความถนัดที่เค้าเป็น และเราก็เองก็ช่วยสร้างความถนัดของเค้า เราไม่ทิ้งเลข แต่ก็ไม่พยายามฝืนจนเครียดเกินไป และจากนั้นมา ผมปล่อยวางสิ่งนี้ทันทีครับ ผมสนับสนุนทุกอย่างที่เค้าชอบและเป็น ดึงให้มันเข้ามาในเส้นทางให้ได้ จะเป็น หนัง การ์ตูน อนิเมะ นิยาย เกม เราเอามาตบให้เป็นอาชีพ มาวิเคราะห์ตัวละครกัน มาตีความเนื้อเรื่อง สี มาฟังเพลง เนื้อเพลง มาอ่าน และเที่ยวแบบประวัติศาสตร์กัน

มัธยมต้น สอบตกเลขเป็นครั้งแรก ลูกสาวไม่กล้าเอามาให้ดูด้วยซ้ำ แต่ผมรู้เพราะครูบอก  จึงบอกเค้าไปแค่ "คราวหน้าอยากได้เท่าไหร่?" ให้เค้าตั้งเป้าเองเลย ตกก็ตก ช่างมัน ถ้าเค้าคิดว่ารอบหน้า +5 แล้วทำได้ ก็เอาเท่านั้นพอ สมัยนี้ การสอบตกมันไม่ใช่การซ้ำชั้น คะแนนตกก็จริง แต่ผลรวมก็ยังผ่าน เกรดอาจจะ 1 อาจจะ 2  รับได้ครับ เรารู้ว่าเราไม่เก่ง เราก็ต้องส่งงานให้ครบและรวดเร็วเซฟคะแนนเก็บไว้ก่อน
ม.3 เทอมสองสอบผ่านเลขครั้งแรก ลูกสาวอวดราวกับได้เกียรตินยม เฮกันลั่นบ้าน ทุกคนดีใจมาก เห็นเค้าตั้งใจอ่านเพราะมันยาก ตั้งใจจนเราต้องบอกว่าพอก็ได้นะ ช่างมันเถอะ บอกตรงๆว่ารอบนั้น ผมน้ำตาไหลเลย ที่สอบผ่านเลข ไม่ใช่เพราะผ่านนะครับ แต่ เพราะ เค้าพยายามทำได้

แล้วไปเรียนเมืองนอก สุดท้ายพอพบกับเส้นทางการเรียนในสาย ในสาขา ในวิชาที่ชอบ กลายเป็นเด็กหน้าห้อง ทำคะแนนดีอันดับต้นๆของโรงเรียน ไปลิ่วเลยพวกวิชาสายสังคม ประวัติศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม ปรัชญาพื้นฐาน สามารถเป็นตัวแทนโรงเรียนตอบคำถามวิชาการสายสังคมได้ ทำรางวัลให้โรงเรียนจนได้พิจารณาทุนสมทบให้เรียนต่อได้

ไม่ใช่หน้าที่พ่อแม่ที่จะทำให้เค้าเรียนเก่ง แต่เป็นหน้าที่พ่อแม่ หาและยอมรับในสิ่งที่เค้าเก่ง และสนับสนุนให้เป็นสิ่งนั้นครับ


โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่