Devil Wear Prada 2 หนังดี แต่ภาคแรกมันส์กว่า ( อาจมีสปอยล์บ้าง ) ไม่อยากทราบก่อนอย่าอ่าน

กระทู้สนทนา

ไปดูมาเมื่อวาน

ต้องยอมรับว่า อารมณ์ของคนดูไปถึง ภาคแรก ได้สบายๆ ถ้าเอาภาคแรกมาดูก่อน แล้วไปดูภาคสองต่อ จะเห็นเลยว่า เขาเก็บรายละเอียด มุข ต่างๆของภาคแรกมาใส่ในภาคสองแบบ อ้างถึงได้อย่างพอเหมาะ

ภาคแรก เมอริล สตรีพ แม้จะดูสูงวัย แต่ตอนนั้น อายุ 55 ตอนนี้ ก็ต้องยอมรับว่า 20 ปี ไม่มีใครต้านธรรมชาติได้ ขณะที่ แอน ฮาร์ท และ เอมิลี่ บลันท์ ยังคงความงามแบบ มีเค้าเดิม 80 % ขึ้น พูดกันตรงๆ ดาราอาวุโส ทั้งหมดชัดเจน แต่ บทหนังก็ทำให้พวกเธอ เติบโต และ ร่วงโรย ในหน้าที่ ตามกาลเวลา จริงๆ ไม่มีดึงกระชากวัยกัน แต่กลับเอาสถานการ์ณปัจจุบัน ใส่ให้พวกเธอเล่น

หนังดูแล้ว อบอุ่น เช่นเคย บรรยากาศ ยอดฝีมือในออฟฟิศนะ บนจุดสูงสุด ประสบการณ์ชั้นยอด กับ คนเก่ง ที่เคยทำงานเจ๋งๆด้วยกัน ได้กลับมาเจอกัน ในเวลาที่ผ่านไปแล้ว พวกเธอมีทั้งปรดะสบการณ์มากขึ้น ฉลาดขึ้น และ มีหน้าตาทางสังคมมากขึ้น แต่กระนั้น ยามมาเจอกัน สามคนนี้ ก็ยังเหมือนเดิม หัวหน้า ยังเป็นหัวหน้า ลูกน้องแม้จะเก่งขึ้น แต่ก็ยังเป็นเด็กในสายตาหัวหน้า หนังทำได้ คล้ายเรื่องจริง ที่คนเราถ้าไม่ร้ายมากนัก รักกันมาก่อน ก็ย่อมได้บรรยากาศเก่าๆกลับมา

ในภาคสอง จะเห็นฉาก เดจาวู แบบ ไนเจล ไปเลือกเสื้อผ้าให้ แอน หรือ การเรียกเธอว่า ไซส์ 6 และ วลีเก่าๆ ที่ใช้ในภาคแรก ของ ตัวละคร ถูกจัดมาให้ในภาคนี้เหมือนหนังซีรีส์เลย

เมอริล สตรีพ หรือ มิแรนด้า ภาคนี้ เธอยังคงเป็นเธอ แต่ โลกหมุนไปตามกาลเวลา ทำให้ มิแรนด้า ต้องเจอกับ การท้าทาย หนักๆ ในช่วงวัยของเธอ ที่ มีเหล่าคลื่นรุ่นหลัง คอยซัด ตามจะกลบ คลื่นลูกเก่า รวมถึง โลกที่กำลัง วิวัฒน์ไปแบบ ไม่ยกเว้นให้ใคร

แอน หรือ แอนเดรีย เธอมาในบทบาท ที่ยังเป็นตัวเองภาคแรก ยังเป็นคนดี ที่ก็ไม่เท่าทันความรู้สึกตัวเองว่า จริงๆเธอทำอะไรไป เพราะอะไร เหมือนภาคแรก ที่ โดน ไนเจล บอกให้ ลาออก ตอนเธอบ่น ๆๆ จน ไนเจล ต้อง บอกว่า you are not try , you whining คือเธอยังไม่พยายาม เธอคร่ำครวญ ( ซึ่งไม่ช่วยอะไร )

เอมิลี่ ในบท เอมิลี่ ส่วนตัวชอบเธอมากภาคแรก ตัวประกอบชัดๆ แต่กลายเป็นนางเอกแถวหน้า ระดับ แม่เหล็ก แต่พอย้อนกลับไปดูภาคแรก เอมิลี่ เป๊ะมากในบทของ เอมิลี่ บทเธอในภาคนี้ ก็เหมือนภาคแรก อยู่ในเรื่องตลอด มีออร่า ขึ้น แม้ยังคงคอนเซปต์ ตัวอิจฉา ก็ตาม

นี่คือหนังดราม่า ที่มีแฟชั่นเป็นองค์ประกอบ ความสัมพันธ์ของคนคือแกนของหนัง การชิงเหลี่ยม การทำงาน ความสัมพันธ์ การเติบโต และ ความเปลี่ยนแปลง หนังมีเวลาแค่สองชั่วโมง อาจรวบรัด บางเรื่องจนคนดู งง เพราะไม่มีรายละเอียด แต่ก็เข้าใจได้ ว่า ล็อบบี้ ก็คือ ล็อบบี้ เงินก็คือเงิน บางทีคนเราเก่งแค่ไหน ถึงจุดนึงก็เหมือนเสือต้องลงจากเขา เข้าเมืองเสือก็ลำบาก แม้สุนัขยังรุมเห่า ก็ว่าได้

แต่ยังไงซะ คนเก่งก็มักจะรายล้อมไปกับคนเก่งด้วยกัน ยามจำเป็น ย่อมมีโอกาสยืดเวลาอันสวยงามได้มากกว่า ชีวิตคงเป็นแบบนั้น

หนังจบแบบ คงไม่ต้องมีภาคสาม เพราะ เมอริล ก็คงเต็มที่แล้ว แต่ไม่แน่อันนี้แค่เดา เมอริล สตรีฟ ไม่เคยเล่นหนัง ไตรภาค นะครับ แม้ Mama Mia ก็แค่เต็มที่กับภาคแรก ส่วนภาคสองเธอก็มาแค่แว้บๆ

ดาราแบบ ทอม แฮ้งค์ มี หนังไตรภาคเรื่องเดียว คือ ดาวินชี่ โค้ด ที่เต็มกลืนกับภาคสาม พวก ดาราสาย ดราม่า ไม่ค่อยเล่นหนัง ไตรภาค
แต่ถ้าหนังแอ็คชั่น แบบ แฮริสัน ฟอร์ด หรือ ทอมครูซ พวกนั้น 5 ภาค 7 ภาค ก็เล่นไปได้

ถ้ารักภาคแรก ของ นางมารสวมพราด้า ก็ ไปดูภาคนี้ได้ น่าจะถูกจริต กับหนังดราม่า สนุกๆ ยิ้มได้เล็กๆ ขำๆ กับ มุข และ แก๊ก สอดแทรกของหนัง
ส่วนใหญ่ คนทำงานจะ อิน กว่านะ เพราะเป็นเรื่องของ เพื่อนร่วมงาน

ปล มุข เอาหนังสือไปส่งบ้าน มิแรนด้า ฮา ใช้ได้เลย ในหนังภาคนี้ ต้องไปดูว่า ฮา ไง
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่