"ไซโคพาธโซเชียล" ชัยชนะจอมปลอม ลบปมด้อยในใจ

กระทู้ข่าว
เจาะลึก “ไซโคพาธโซเชียล” ชาวเน็ตเขมรสะใจข่าวลบไทย ลบปมด้อยเศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐานในประเทศ
.
.
กลายเป็นประเด็นที่นักสังคมวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศาสตร์ให้ความสนใจ สำหรับกระแสการแสดงออกบนโลกออนไลน์ของชาวเน็ตกัมพูชาบางส่วน ที่มักจะปรากฏร่องรอยของความยินดีและสะใจ เมื่อเห็นประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต หรือข่าวด้านลบต่าง ๆ พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการปะทะคารมธรรมดา แต่สะท้อนถึงสภาวะทางจิตสังคมที่ซับซ้อนและแฝงไปด้วยปมลึกที่ฝังรากมาอย่างยาวนานในจิตใจของผู้ที่รู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
.
พฤติกรรมดังกล่าวถูกนิยามในทางจิตวิทยาว่า "Schadenfreude" (ชาเดินฟร็อยเดอ) หรือความสุขที่เกิดขึ้นบนความทุกข์ของผู้อื่น ซึ่งในบริบทของชาวเน็ตกัมพูชานั้น มีความเข้มข้นจนก้าวข้ามขอบเขตของมนุษยธรรมในบางกรณี โดยเฉพาะการเข้าไปแสดงความคิดเห็นซ้ำเติมโศกนาฏกรรมหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในไทย สิ่งนี้บ่งชี้ถึงลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกับไซโคพาธในระดับกลุ่ม คือการขาดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เพื่อตอบสนองความสะใจส่วนตน
.
รากเหง้าของปัญหานี้ถูกวิเคราะห์ว่าเกิดจาก "ความขัดแย้งในใจเชิงเปรียบเทียบ" เมื่อชาวเน็ตกัมพูชาต้องเผชิญกับภาพความจริงของประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และความเจริญทางเศรษฐกิจที่รุดหน้าไปไกลกว่า ความต่างที่เห็นชัดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทำให้เกิดความรู้สึกด้อยค่าในตนเอง (Inferiority Complex) ซึ่งเป็นแรงขับดันที่รุนแรงให้ต้องหาทางระบายออกในเชิงลบเพื่อรักษาสมดุลทางจิตใจ
.
ข้อมูลจากรายงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า แม้กัมพูชาจะมีความเติบโตในบางภาคส่วน แต่มาตรฐานความเป็นอยู่และสวัสดิการสังคมส่วนใหญ่ยังคงห่างไกลจากไทยอยู่มาก ความกดดันจากปัญหาค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ และปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ประชากรบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ต รู้สึกคับข้องใจกับสภาพความเป็นจริงของตนเอง จนต้องเปลี่ยนความอัดอั้นนั้นให้เป็นพลังโจมตีเป้าหมายภายนอก
.
การสร้าง "ชัยชนะจอมปลอม" บนโลกเสมือนจึงกลายเป็นกลไกป้องกันตัวที่ง่ายที่สุด เมื่อเห็นไทยเพลี่ยงพล้ำ พวกเขาจะรู้สึกว่าช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำนั้นลดลงชั่วคราว ความรู้สึกสะใจนี้ทำหน้าที่เหมือนสารเสพติดทางอารมณ์ที่ช่วยปลอบประโลมใจว่า "แม้เราจะยังไม่ดีขึ้น แต่อย่างน้อยเขาก็แย่ลง" ซึ่งเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวแต่กลับแพร่หลายอย่างรวดเร็วในกลุ่มเยาวชนที่ได้รับข้อมูลแบบบิดเบือนและมีแนวคิดชาตินิยมแบบสุดโต่งเกินความพอดี
.
ปัจจัยด้านการศึกษาและประวัติศาสตร์มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมทัศนคตินี้ การปลูกฝังเรื่องราวความขัดแย้งในอดีตถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นคู่เทียบในอุดมคติ เมื่อมีการสื่อสารซ้ำ ๆ ผ่านอัลกอริทึมของสื่อโซเชียลที่เลือกแสดงผลเฉพาะเนื้อหาที่ตอกย้ำความเชื่อเดิม (Echo Chamber) จึงทำให้ความเกลียดชังขยายตัวอย่างควบคุมไม่ได้ และกลายเป็นวัฒนธรรมการบูลลี่ข้ามประเทศ
.
นักวิชาการระบุว่าพฤติกรรมนี้เปรียบเสมือนการระบายความอัดอั้นทางโครงสร้าง (Structural Frustration) เมื่อประชาชนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาภายในประเทศของตนเองได้อย่างเต็มที่เนื่องจากข้อจำกัดบางประการ การหันไปโจมตีหรือเยาะเย้ยเพื่อนบ้านจึงกลายเป็นทางออกที่ปลอดภัยและได้รับการสนับสนุนจากคนในกลุ่มเดียวกัน พฤติกรรม "ไซโคพาธโซเชียล" นี้จึงเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขาดพื้นที่ในการระบายความจริงใจอย่างสร้างสรรค์
.
ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน การเห็นประเทศไทยพัฒนาโครงการรถไฟฟ้า ทางด่วน หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างความรู้สึกริษยาที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของชาวออนไลน์กัมพูชาบางกลุ่ม การที่พวกเขาพยายามด้อยค่าความสำเร็จของไทย หรือพยายามอ้างสิทธิในวัฒนธรรม (Cultural Appropriation) ก็เพื่อสร้างความสำคัญให้แก่ตนเองในระดับสากล แม้ว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในปัจจุบันจะไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้นได้ก็ตาม
.
พฤติกรรมคุกคามออนไลน์ที่พุ่งเป้ามายังไทย จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของวัยรุ่นที่คึกคะนอง แต่เป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาในระดับมวลชนที่ต้องการสั่นคลอนความมั่นใจของฝ่ายตรงข้าม การโจมตีข่าวลบเรื่องการท่องเที่ยวหรือความไม่สงบในไทย ถือเป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวหรือปัญหาอาชญากรรมในประเทศตนเอง ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและนานาประเทศในขณะนี้
.
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่บ่อนทำลายมิตรภาพระหว่างประเทศ แต่ยังสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้งสองฝ่าย การปล่อยให้ทัศนคติ "สะใจในความพ่ายแพ้ของเพื่อนบ้าน" เติบโตต่อไป จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน และที่น่ากังวลที่สุดคือการที่สังคมกัมพูชาเองจะสูญเสียความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาเชิงวิพากษ์เพื่อพัฒนาประเทศตนเองอย่างแท้จริง เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับความล้มเหลวของผู้อื่น
.
ช่วงที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และสมาคมนักข่าวฯ ในไทย เริ่มออกมาเตือนให้รับมือกับสถานการณ์นี้ด้วยความเข้าใจและใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว เนื่องจากการตอบโต้ด้วยความโกรธแค้นมีแต่จะเข้าทางความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้ การมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของไทยต่อไปและไม่หลงไปกับเกมอารมณ์บนโลกออนไลน์ จึงเป็นวิธีรับมือที่ดีที่สุดต่อความพยายามลบปมด้อยที่ผิดวิธี และเป็นการรักษาเกียรติภูมิของประเทศในระยะยาว
.
ความเจริญทางวัตถุที่ทิ้งห่างกันเกินไปหากไม่มีการบริหารจัดการด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์ที่ดี อาจนำมาซึ่งความริษยาที่กลายเป็นพิษร้ายแรง พฤติกรรมของชาวเน็ตกัมพูชาในวันนี้คือเสียงสะท้อนของความเจ็บปวดจากการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ที่ถูกแปรรูปเป็นความก้าวร้าวเพื่อหวังจะมีที่ยืนในโลกออนไลน์ แม้จะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียจริยธรรมและความเป็นมนุษย์ไปในสายตาของประชาคมโลกที่เฝ้ามองอยู่ก็ตาม
.
.
[Thai Press | ไทยเพรส] - ข่าวคั่วเข้ม
——————————————
#ThaiPress
#ไทยเพรส
#ข่าวคั่วเข้ม

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/18cf6m55dc/
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่