MQ-9B SeaGuardian


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

สำหรับ MQ-9B SeaGuardian ข้อมูลด้านโครงสร้างและขีดความสามารถในการบรรทุก (Payload) บริเวณจุดแข็งหรือ Hardpoints มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

1. จำนวนจุดติดตั้ง (Hardpoints)
MQ-9B มีจุดติดตั้งอุปกรณ์ภายนอกทั้งหมด 9 จุด (8 จุดใต้ปีก และ 1 จุดที่กึ่งกลางลำตัว หรือ Centerline) โดยมีการจัดลำดับและรับน้ำหนักดังนี้:
• Stations 4 & 6 (Inner Wing): เป็นจุดที่รับน้ำหนักได้สูงสุด อยู่ใกล้ลำตัวเครื่องที่สุด มักใช้สำหรับถังน้ำมันสำรอง (External Fuel Tanks) หรือพอดอุปกรณ์หนัก เช่น Sonobuoy Dispenser System (SDS)
• Stations 3 & 7 (Mid Wing): จุดรับน้ำหนักระดับกลาง สำหรับติดตั้งอาวุธหรือเซนเซอร์เพิ่มเติม
• Stations 2 & 8: จุดรับน้ำหนักระดับรอง
• Stations 1 & 9 (Outer Wing): อยู่ปลายปีกที่สุด รับน้ำหนักได้น้อยที่สุด มักใช้สำหรับระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) หรือเซนเซอร์ขนาดเล็ก
• Station 5 (Centerline): อยู่ใต้ท้องเครื่อง ส่วนใหญ่ในเวอร์ชัน SeaGuardian จะถูกจองไว้สำหรับติดตั้ง SeaVue Multi-mode Radar แบบ 360 องศา


2. ขีดความสามารถในการบรรทุก (Payload Capacity)
ตัวเลขโดยประมาณของน้ำหนักบรรทุกมีดังนี้ครับ:
• Total External Payload: สามารถบรรทุกรวมภายนอกได้สูงสุดประมาณ 2,155 กิโลกรัม (4,750 ปอนด์)
• Internal Payload: นอกจากจุดภายนอกแล้ว ยังมีพื้นที่บรรทุกอุปกรณ์ภายใน (ในส่วนจมูกและลำตัว) อีกประมาณ 363 กิโลกรัม (800 ปอนด์)
• Max Takeoff Weight (MTOW): น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 5,670 กิโลกรัม (12,500 ปอนด์)


3. ตัวอย่างการจัดชุดอุปกรณ์ (Configuration)
ด้วยความที่เป็น Hardpoint มาตรฐาน MIL-STD-1760 ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามภารกิจ:
• ชุดภารกิจปราบเรือดำน้ำ (ASW): บรรทุก SDS Pods ที่จุด Station 4 และ 6 ซึ่งสามารถบรรจุทุ่น Sonobuoys ได้สูงสุดถึง 40-80 ลูกต่อเที่ยวบิน
• ชุดภารกิจโจมตี (เวอร์ชันติดอาวุธ): รองรับขีปนาวุธ AGM-114 Hellfire หรือระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ตระกูล Paveway หรือ GBU-12
• ชุดภารกิจระยะไกล: ติดตั้งถังน้ำมันสำรองขนาด 500 ปอนด์ เพื่อเพิ่มระยะเวลาการบินให้ยาวนานกว่า 40 ชั่วโมง


จุดเด่นสำคัญ: ปีกของ MQ-9B ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความยาวมากกว่ารุ่น MQ-9A (Reaper) และมีความแข็งแรงของโครงสร้าง Hardpoint สูงกว่า เพื่อรองรับการบินในสภาพอากาศแปรปรวนเหนือมหาสมุทรเป็นเวลานานครับ

MQ-9B SeaGuardian คืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพดานบินสูง ความคงทนสูง (HALE) ที่พัฒนาโดย General Atomics Aeronautical Systems (GA-ASI) โดยเป็นเวอร์ชันที่ปรับปรุงจาก MQ-9B SkyGuardian เพื่อภารกิจทางทะเลโดยเฉพาะ
นี่คือข้อมูลเจาะลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถและเทคโนโลยีของมันครับ:


1. ขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ทางทะเล (Maritime Surveillance)
หัวใจสำคัญของ SeaGuardian คือการสร้าง Maritime Domain Awareness (MDA) หรือความตระหนักรู้ในโดเมนทางทะเลในระยะไกล:
• เรดาร์ SeaVue XMC: ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำแบบ Multi-mode ของ Raytheon ซึ่งสามารถตรวจจับ ค้นหา และติดตามเป้าหมายบนผิวน้ำได้หลายร้อยเป้าหมายพร้อมกัน รวมถึงเป้าหมายขนาดเล็กอย่างเรือประมงหรือแพชูชีพในสภาวะทะเลคลื่นลมแรง (High Sea States)
• ระบบ AIS (Automatic Identification System): ใช้ในการระบุตัวตนของเรือพาณิชย์และเป้าหมายในทะเล เพื่อคัดกรองว่าเรือลำไหนเป็นเรือปกติ และลำไหนมีความผิดปกติหรือน่าสงสัย
• เซนเซอร์ EO/IR: กล้องตรวจการณ์ความละเอียดสูงที่มีทั้งระบบภาพสีและอินฟราเรด (Thermal Imaging) สำหรับการพิสูจน์ทราบเป้าหมายในระยะใกล้ทั้งกลางวันและกลางคืน


2. ภารกิจปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare - ASW)
SeaGuardian เป็นโดรนรุ่นแรกๆ ที่ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่แทนเครื่องบินปราบเรือดำน้ำขนาดใหญ่ (เช่น P-8 Poseidon) ในบางภารกิจ:
• Sonobuoy Management: สามารถติดตั้งพอด (Pod) สำหรับปล่อยทุ่นดักฟังเสียงใต้น้ำ (Sonobuoys) ได้หลายสิบลูก
• Data Processing: มีระบบประมวลผลสัญญาณเสียงใต้น้ำในตัวและส่งข้อมูลกลับไปยังศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินผ่านดาวเทียม ทำให้สามารถติดตามเรือดำน้ำได้โดยไม่ต้องใช้ลูกเรือบนเครื่อง


3. ประสิทธิภาพและความคงทน (Persistence)
• Endurance: สามารถบินได้นานกว่า 30–40 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งน้ำหนักบรรทุก) ซึ่งนานกว่าเครื่องบินที่มีคนขับทั่วไปมาก
• Range: มีระยะทำการไกลกว่า 5,500 ไมล์ทะเล ทำให้สามารถครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) หรือเส้นทางเดินเรือสำคัญในระดับภูมิภาคได้ด้วยการบินเพียงเที่ยวเดียว
• All-Weather Operation: มีระบบละลายน้ำแข็ง (De-icing) และป้องกันฟ้าผ่า ทำให้ปฏิบัติงานได้ในสภาพอากาศที่เลวร้าย


4. การบินในน่านฟ้าพลเรือน (Civil Airspace Integration)
หนึ่งในจุดเด่นของตระกูล MQ-9B คือการออกแบบมาให้ผ่านมาตรฐาน STANAG 4761 ของ NATO:
• Detect and Avoid (DAA): ติดตั้งระบบตรวจจับและหลีกเลี่ยงการชน เพื่อให้สามารถบินร่วมกับเครื่องบินพาณิชย์ในน่านฟ้าสากลหรือน่านฟ้าพลเรือนได้โดยไม่ต้องมีเครื่องบินขับไล่บินประกบ
• Certification: ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่ากับเครื่องบินที่มีคนขับ


5. การใช้งานเชิงยุทธศาสตร์
ในระดับภูมิภาค SeaGuardian ถูกนำมาใช้เพื่อ:
• สกัดกั้นการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการลักลอบขนส่งสินค้าเถื่อน
• การค้นหาและกู้ภัย (SAR) ในพื้นที่กว้างขวาง
• การเฝ้าระวังความมั่นคงในจุดยุทธศาสตร์ เช่น ช่องแคบสำคัญหรือพื้นที่พิพาททางทะเล ซึ่งการใช้โดรนช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินได้มหาศาลเมื่อเทียบกับการใช้เรือคอร์เวตหรือเครื่องบินลาดตระเวนขนาดใหญ่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่