เท้ง ยก 3 วาระ จี้นายกฯใช้เวทีอาเซียน โชว์บทบาทผู้นำแก้ปัญหาชายแดน-พลังงาน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10235206
.

.
เท้ง ณัฐพงษ์ ยก 3 วาระประชาชนที่ นายกฯ ควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิทแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี
วันที่ 7 พ.ค.2569 นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut โดยระบุว่า
.
“3 วาระประชาชน ที่นายกฯ อนุทินต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน”
.
ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ที่ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.2569 ผมอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ
.
โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน
.
วันนี้เราเผชิญปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งโจทย์สำคัญของผู้นำไทยในเวลานี้ต้องพลิกบทบาทในระดับนานาชาติให้ได้ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าตัดสินใจถือบทบาทนำ
.
ผมจึงขอเสนอ 3 วาระที่นายกฯ สามารถใช้เวทีอาเซียนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นั่นคือ ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา วิกฤตด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม
.
ประเด็นแรก การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่ ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย
.
แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU44 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา และนายกฯ อาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้
.
ประเด็นต่อมา ด้านวิกฤตพลังงาน ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน
.
ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของสถานการณ์โลก
.
ในเวลาที่ท้าทายแบบนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องจับมือกันผ่านการผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทผู้นำในการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกภูมิภาค
.
การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังเปิดโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมต่อการเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้านี้ให้ประสบความสำเร็จ
.
ประเด็นสุดท้าย ด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) มานานกว่า 20 ปี แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ดีขึ้นจากเดิม จนทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่นพิษประมาณ 10 ล้านคนต่อปี
.
ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เราอยู่ในสถานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” และ “ผู้ก่อมลพิษ” ในเวลาเดียวกัน
.
ผมจึงเสนอให้นายกฯ ใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น “ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน” โดยการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) และยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานระดับอาเซียน เพื่อแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
.
ควบคู่ไปกับการออกมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรมีที่มาจากการเผา กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน จัดการสินค้าที่มาจากการเผาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อตัดปัญหาการรับซื้อจากบริษัทนำเข้าแล้วมาอ้างว่ารับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ
.
ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก – สาย – รวก และโขง รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการผ่านเวทีอาเซียน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน
.
โดยนอกจากการอาศัยกรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว ควรเร่งเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึง United Nations Development Programme เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา อันจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์มลพิษ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ
.
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การมีมาตรการที่จริงจังต่อการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ซึ่งมีไทย เมียนมา จีน เป็นสมาชิกครบถ้วน เป็นกลไกสำคัญ
.
นอกจากนี้ ควรขยายระดับการเจรจากับจีนจากความร่วมมือแบบทวิภาคีไทย – จีน ไปสู่กรอบอาเซียน – จีน ผ่านกลไกของ China-ASEAN Environmental Cooperation Center เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและประสิทธิภาพของการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค
.
ทั้ง 3 วาระนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราขาดกลไกหรือขาดองค์ความรู้ในการจัดการปัญหา แต่สิ่งที่ขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ผมหวังว่านายกฯจะใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสกอบกู้บทบาทนำของประเทศไทย
.
พิสูจน์ว่าอาเซียนที่มีประเทศไทยถือธงนำ จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้มองอาเซียนเป็นที่พึ่งที่หวังอีกครั้ง นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว นั่นคือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและผู้คนทั้งอาเซียน
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid0XdC6M9yM2g3SK2T4BpFqsYYVUdWRxpHhMvNRko3KSp45tq3EBks7KFeERcLmArWFl
.
.
สู้เพื่อลูก! โรงจำนำอุทัยฯ คึกคัก ขน “ทอง-เครื่องมือทำกิน-ขันโบราณ” แลกค่าเทอม
https://www.dailynews.co.th/news/5840969/
.
ยอมสละสมบัติรุ่นสู่รุ่น! บรรยากาศโรงจำนำอุทัยธานีช่วงเปิดเทอมคึก จัดวงเงิน 70 ล้าน รับมือพ่อแม่ขนของมีค่าจำนำหาค่าชุดนักเรียน พบแม้แต่ขันโบราณอายุ 2 ศตวรรษ ยังถูกนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสู้ค่าใช้จ่าย
.
วันที่ 7 พฤษภาคม 69 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุทัยธานี ว่า บรรยากาศที่สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองอุทัยธานี ในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนประจำปีการศึกษา 2569 เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางนำทรัพย์สินมีค่าเข้ามาจำนำอย่างต่อเนื่อง โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นทองคำรูปพรรณ รองลงมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือช่าง และอุปกรณ์ทางการเกษตร.
.
นอกจากนี้ ยังพบว่าในปีนี้มีการนำ “
ขันโบราณ” ซึ่งนิยมใช้ใส่ข้าวตักบาตร โดยส่วนใหญ่เป็นของตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น บางใบมีอายุมากถึง 200 ปี ถูกนำมาจำนำเป็นจำนวนหลายใบเช่นเดียวกัน เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน
.
ด้าน นางสาว
พัทยา เทียนแสง ผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองอุทัยธานี เปิดเผยว่า ในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนของทุกปี จะมีประชาชนมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดในระยะสั้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ส่งผลให้ทรัพย์สินที่นำมาจำนำมากที่สุดยังคงเป็นทองคำ รองลงมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องมือประกอบอาชีพ
.
ทั้งนี้ ทางสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองอุทัยธานี ได้เตรียมวงเงินสำรองไว้รองรับความต้องการของประชาชนในช่วงดังกล่าวประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการ พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยต้อนรับเปิดภาคเรียน
.
สำหรับอัตราดอกเบี้ย แบ่งเป็นกรณีเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท ในช่วง 3 เดือนแรก คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อเดือน จากนั้นคิดร้อยละ 0.50 ต่อเดือน ส่วนเงินต้นเกิน 5,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ในช่วง 3 เดือนแรก คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 ต่อเดือน และหลังจากนั้นคิดร้อยละ 1 ต่อเดือน โดยกำหนดวงเงินรับจำนำไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย
.
โดยมาตรการดังกล่าวเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่.
.
.
ชาวบุรีรัมย์ ไม่เห็นด้วย มาตรการปิดไฟบนถนน เพื่อประหยัดพลังงาน อยากให้ทบทวน.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10235250
.
ชาวบุรีรัมย์ ไม่เห็นด้วย มาตรการปิดไฟบนถนน เพื่อประหยัดพลังงาน อยากให้ทบทวน แขวงทางหลวงลงตรวจ พบมีจุดเสี่ยงอันตราย ต้องเปิดเหมือนเดิม
.
วันที่ 7 พ.ค.2569 นาย
ไชยวิทย์ บุรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงบุรีรัมย์ มอบหมายให้ นาย
สุวิทย์ สะเริญรัมย์ นายช่างไฟฟ้าชำนาญงาน แขวงทางหลวงบุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินมาตรการปิดไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนสายรอง เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าตามนโยบายรัฐบาล ที่เริ่มดีเดย์ มาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.69 เป็นต้นมา
.
โดยจากการลงพื้นที่สำรวจบนถนนทางหลวงหมายเลข 2073 ซึ่งทำการปิดไฟจำนวน 4 ช่วง ทั้งรูปแบบปิดสลับดวง และปิดเป็นช่วง โดยเน้นจุดที่มีความเสี่ยงต่ำ ไม่ใช่ชุมชน ไม่ใช่ทางโค้งอันตราย และมีการจราจรเบาบาง
.
ซึ่งหลังจากทำการปิดไปบนเส้นทางดังกล่าวทั้ง 4 ช่วง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นมา พบว่ามี 1 ช่วงที่ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าหลังจากปิดไฟส่องสว่างแล้วค่อนข้างเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และได้ทำการเปิดไฟส่องสว่างจุดดังกล่าวกลับคืนเหมือนเดิม ส่วนจุดอื่นยังไม่พบปัญหาหรือเสียงสะท้อนอะไร จึงยังดำเนินการปิดไฟตามมาตรการต่อไป
.
อย่างไรก็ตามจากการสอบถาม นาง
นิตยา โคตรวงศ์ ชาวบ้านอำเภอลำปลายมาศ บอกว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการปิดไฟถนน โดยเฉพาะถนนสายหลักที่มีรถสัญจรไปมาเป็นประจำ เพราะมองว่าเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาจุดที่แสงสว่างน้อยก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งอยู่แล้ว
.
จึงอยากให้ทางรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาทบทวนมาตรการดังกล่าว แต่เห็นด้วยที่มีนโยบายประหยัดพลังงานช่วยชาติ แต่ควรจะเป็นมาตรการอย่างอื่นที่ไม่ทำให้ประชาชนต้องเสี่ยงอันตราย
JJNY : เท้งจี้ใช้เวทีอาเซียนโชว์บทบาท│โรงจำนำอุทัยฯคึกคัก│ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยปิดไฟบนถนน│ฝรั่งเศสเตรียมคุ้มกันฮอร์มุซ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10235206
.
.
เท้ง ณัฐพงษ์ ยก 3 วาระประชาชนที่ นายกฯ ควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิทแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี
วันที่ 7 พ.ค.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut โดยระบุว่า
.
“3 วาระประชาชน ที่นายกฯ อนุทินต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน”
.
ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ที่ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.2569 ผมอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ
.
โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน
.
วันนี้เราเผชิญปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งโจทย์สำคัญของผู้นำไทยในเวลานี้ต้องพลิกบทบาทในระดับนานาชาติให้ได้ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าตัดสินใจถือบทบาทนำ
.
ผมจึงขอเสนอ 3 วาระที่นายกฯ สามารถใช้เวทีอาเซียนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นั่นคือ ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา วิกฤตด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม
.
ประเด็นแรก การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่ ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย
.
แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU44 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา และนายกฯ อาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้
.
ประเด็นต่อมา ด้านวิกฤตพลังงาน ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน
.
ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของสถานการณ์โลก
.
ในเวลาที่ท้าทายแบบนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องจับมือกันผ่านการผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทผู้นำในการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกภูมิภาค
.
การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังเปิดโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมต่อการเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้านี้ให้ประสบความสำเร็จ
.
ประเด็นสุดท้าย ด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) มานานกว่า 20 ปี แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ดีขึ้นจากเดิม จนทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่นพิษประมาณ 10 ล้านคนต่อปี
.
ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เราอยู่ในสถานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” และ “ผู้ก่อมลพิษ” ในเวลาเดียวกัน
.
ผมจึงเสนอให้นายกฯ ใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น “ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน” โดยการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) และยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานระดับอาเซียน เพื่อแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
.
ควบคู่ไปกับการออกมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรมีที่มาจากการเผา กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน จัดการสินค้าที่มาจากการเผาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อตัดปัญหาการรับซื้อจากบริษัทนำเข้าแล้วมาอ้างว่ารับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ
.
ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก – สาย – รวก และโขง รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการผ่านเวทีอาเซียน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน
.
โดยนอกจากการอาศัยกรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว ควรเร่งเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึง United Nations Development Programme เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา อันจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์มลพิษ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ
.
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การมีมาตรการที่จริงจังต่อการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ซึ่งมีไทย เมียนมา จีน เป็นสมาชิกครบถ้วน เป็นกลไกสำคัญ
.
นอกจากนี้ ควรขยายระดับการเจรจากับจีนจากความร่วมมือแบบทวิภาคีไทย – จีน ไปสู่กรอบอาเซียน – จีน ผ่านกลไกของ China-ASEAN Environmental Cooperation Center เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและประสิทธิภาพของการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค
.
ทั้ง 3 วาระนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราขาดกลไกหรือขาดองค์ความรู้ในการจัดการปัญหา แต่สิ่งที่ขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ผมหวังว่านายกฯจะใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสกอบกู้บทบาทนำของประเทศไทย
.
พิสูจน์ว่าอาเซียนที่มีประเทศไทยถือธงนำ จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้มองอาเซียนเป็นที่พึ่งที่หวังอีกครั้ง นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว นั่นคือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและผู้คนทั้งอาเซียน
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid0XdC6M9yM2g3SK2T4BpFqsYYVUdWRxpHhMvNRko3KSp45tq3EBks7KFeERcLmArWFl
.
.
สู้เพื่อลูก! โรงจำนำอุทัยฯ คึกคัก ขน “ทอง-เครื่องมือทำกิน-ขันโบราณ” แลกค่าเทอม
https://www.dailynews.co.th/news/5840969/
.
ยอมสละสมบัติรุ่นสู่รุ่น! บรรยากาศโรงจำนำอุทัยธานีช่วงเปิดเทอมคึก จัดวงเงิน 70 ล้าน รับมือพ่อแม่ขนของมีค่าจำนำหาค่าชุดนักเรียน พบแม้แต่ขันโบราณอายุ 2 ศตวรรษ ยังถูกนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสู้ค่าใช้จ่าย
.
วันที่ 7 พฤษภาคม 69 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุทัยธานี ว่า บรรยากาศที่สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองอุทัยธานี ในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนประจำปีการศึกษา 2569 เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางนำทรัพย์สินมีค่าเข้ามาจำนำอย่างต่อเนื่อง โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นทองคำรูปพรรณ รองลงมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือช่าง และอุปกรณ์ทางการเกษตร.
.
นอกจากนี้ ยังพบว่าในปีนี้มีการนำ “ขันโบราณ” ซึ่งนิยมใช้ใส่ข้าวตักบาตร โดยส่วนใหญ่เป็นของตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น บางใบมีอายุมากถึง 200 ปี ถูกนำมาจำนำเป็นจำนวนหลายใบเช่นเดียวกัน เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน
.
ด้าน นางสาวพัทยา เทียนแสง ผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองอุทัยธานี เปิดเผยว่า ในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนของทุกปี จะมีประชาชนมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดในระยะสั้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ส่งผลให้ทรัพย์สินที่นำมาจำนำมากที่สุดยังคงเป็นทองคำ รองลงมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องมือประกอบอาชีพ
.
ทั้งนี้ ทางสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองอุทัยธานี ได้เตรียมวงเงินสำรองไว้รองรับความต้องการของประชาชนในช่วงดังกล่าวประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการ พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยต้อนรับเปิดภาคเรียน
.
สำหรับอัตราดอกเบี้ย แบ่งเป็นกรณีเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท ในช่วง 3 เดือนแรก คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อเดือน จากนั้นคิดร้อยละ 0.50 ต่อเดือน ส่วนเงินต้นเกิน 5,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ในช่วง 3 เดือนแรก คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 ต่อเดือน และหลังจากนั้นคิดร้อยละ 1 ต่อเดือน โดยกำหนดวงเงินรับจำนำไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย
.
โดยมาตรการดังกล่าวเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่.
.
.
ชาวบุรีรัมย์ ไม่เห็นด้วย มาตรการปิดไฟบนถนน เพื่อประหยัดพลังงาน อยากให้ทบทวน.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10235250
.
ชาวบุรีรัมย์ ไม่เห็นด้วย มาตรการปิดไฟบนถนน เพื่อประหยัดพลังงาน อยากให้ทบทวน แขวงทางหลวงลงตรวจ พบมีจุดเสี่ยงอันตราย ต้องเปิดเหมือนเดิม
.
วันที่ 7 พ.ค.2569 นายไชยวิทย์ บุรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงบุรีรัมย์ มอบหมายให้ นายสุวิทย์ สะเริญรัมย์ นายช่างไฟฟ้าชำนาญงาน แขวงทางหลวงบุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินมาตรการปิดไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนสายรอง เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าตามนโยบายรัฐบาล ที่เริ่มดีเดย์ มาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.69 เป็นต้นมา
.
โดยจากการลงพื้นที่สำรวจบนถนนทางหลวงหมายเลข 2073 ซึ่งทำการปิดไฟจำนวน 4 ช่วง ทั้งรูปแบบปิดสลับดวง และปิดเป็นช่วง โดยเน้นจุดที่มีความเสี่ยงต่ำ ไม่ใช่ชุมชน ไม่ใช่ทางโค้งอันตราย และมีการจราจรเบาบาง
.
ซึ่งหลังจากทำการปิดไปบนเส้นทางดังกล่าวทั้ง 4 ช่วง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นมา พบว่ามี 1 ช่วงที่ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าหลังจากปิดไฟส่องสว่างแล้วค่อนข้างเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และได้ทำการเปิดไฟส่องสว่างจุดดังกล่าวกลับคืนเหมือนเดิม ส่วนจุดอื่นยังไม่พบปัญหาหรือเสียงสะท้อนอะไร จึงยังดำเนินการปิดไฟตามมาตรการต่อไป
.
อย่างไรก็ตามจากการสอบถาม นางนิตยา โคตรวงศ์ ชาวบ้านอำเภอลำปลายมาศ บอกว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการปิดไฟถนน โดยเฉพาะถนนสายหลักที่มีรถสัญจรไปมาเป็นประจำ เพราะมองว่าเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาจุดที่แสงสว่างน้อยก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งอยู่แล้ว
.
จึงอยากให้ทางรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาทบทวนมาตรการดังกล่าว แต่เห็นด้วยที่มีนโยบายประหยัดพลังงานช่วยชาติ แต่ควรจะเป็นมาตรการอย่างอื่นที่ไม่ทำให้ประชาชนต้องเสี่ยงอันตราย