🙂แนะนำตัวให้เพื่อนๆ พันทิปรู้จักหน่อย
ธาราสินธุ์ : ตอนนี้ทุกคนเรียกสั้นๆ ว่า ลี่ค่ะ สะกดด้วย ล ลิง แต่ถ้าจะอธิบายให้เอ้อเร่อเอ้อเต่อหน่อยก็ต้องบอกว่า ตอนเด็กๆ ชื่อเล่น ชื่อ เชอรี่ แต่เหมือนจะเขินๆ ชื่อตัวเอง เพราะทุกคนมักจะคิดว่า ต้องน่ารัก น่าเอ็นดู เวลาบอกชื่อเล่นใคร เขามักทำหน้าประหลาดใจแกมล้อเลียน เลยบอกชื่อจริงตลอดว่าชื่อ “อัมพร” จนวันหนึ่ง ได้ทุนไปอยู่โรงเรียนประจำ แล้วมีรุ่นพี่คนไทยแค่คนเดียวในโรงเรียน พี่ถามว่าชื่ออะไร พอบอกชื่อจริง เขาหัวเราะบอกว่า “บ้า...ใครจะมาเรียกกันด้วยชื่อจริง” นี่เลยบิดม้วนต้วนบอกเขาไปว่า “จริงๆ ชื่อ เชอรี่ แต่พี่อย่าเรียกนะ มันไม่เข้ากับหน้า น้องอาย” คุณพี่สาวเธอก็ขำอีก บอกว่า ไม่ถนัดจะเรียกชื่อจริงเลย มันดูห่างเหินตลกๆ ไงชอบกล งั้นพี่เรียก ลี่ ละกัน ลี่ ลอ ลิง จะได้เรียกง่ายๆ คล่องๆ ปากหน่อย
นี่ก็เลยรับเอาชื่อนี้มาเป็นชื่อเล่นอย่างเป็นทางการ เพราะชื่อจีนที่หม่าม้าตั้งให้ชื่อ “ลี่จวิน” คิดว่ามีคำว่า ลี่เหมือนกัน ก็เป็นสายสัมพันธ์ระหว่างชื่อต่างๆ ของตัวเอง ปัจจุบัน เวลาแนะนำตัวกับใคร ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักใหม่ในการสัมมนา คู่ค้า ธนาคาร ฯลฯ ก็จะบอกสั้นๆ ว่าชื่อ “ลี่ค่ะ ลี่ ลอ ลิง” อันนี้เขาจะเรียกว่า “คุณลี่” เรียกจนไม่น่าจะมีใครเรียกชื่อจริงหรือรู้จักชื่อจริง น้องๆ พี่ๆ ที่รักใคร่กันก็จะเรียกกันว่า ลิลลี่บ้าง น้องลี่บ้าง พี่ลี่บ้าง น้าลี่ ล่าสุด ดีลงานกับคนรุ่นหลาน นี่ก็ต้องเรียกตัวเองว่า ป้าลี่ ซึ่งพบว่า เข้าปากมาก วัยมันได้ ฮ่าๆ
ส่วนชื่ออื่นๆ ปลีกย่อยก็แล้วแต่คนจะเรียก มันเหมือนเป็น term of endearment ระหว่างกัน เพราะพอเขาเรียกปุ๊บ เราจะรู้ทันทีว่าใครเรียก หรือจะเป็นอะไรส่วนตัวที่เรารู้ว่า มีแต่คนนี้เท่านั้น ที่จะเรียกเราด้วยชื่อนี้ บางชื่อก็ตายไปพร้อมกับคนที่เรียก เช่น ชื่อ “ตั่วปุ่ยเกี้ย” ที่อาม่าคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนเรียก หรือชื่อ “หม่ามี้” ที่จะมีเฉพาะลูกสาวตัวเองสามคนที่เรียก ส่วนเพื่อนลูกจะเรียกว่า “แม่ลี่” บ้าง หรือ “แม่” บ้าง “ป้าลี่” บ้าง ในพันทิป เพื่อนบางคนก็อาจจะเรียกว่า “ธาร่า” ซึ่งตัดมาจากชื่อย่อ
ธาราสินธุ์ ชื่อพวกนี้ ไม่ได้ตั้งเอง คนอื่นตั้งให้ เรียกเราตามแต่ที่อยากจะเรียกทั้งนั้น นี่ว่าจะเล่าสั้นๆ ก็ยาวเลย ฮ่าๆ
อ้อ...ส่วนล็อกอินแรกของตัวเองในพันทิป เข้าไม่ได้มาหลายสิบปีแล้ว เป็นชื่อสองพยางค์ สมัยก่อนโน้น ชื่อนั้นฟังดูแปลกหูมาก มีแต่คนถามว่าแปลว่าอะไร สามีเลยเอามาตั้งเป็นชื่อบริษัท ซึ่งตอนนี้ความแปลกหูฟังดูเก๋ของชื่อนี้มันก็เกร่อไปแล้วค่ะ
🙂ปัจจุบันทำงานอะไร
ธาราสินธุ์ : ขอยกเอาอาชีพที่ตัวเองใช้นิยามตัวเอง และเพื่อนสนิทก็ชอบใช้เรียกตัวเองมาตอบแล้วกันค่ะว่า ปัจจุบันทำงานเป็น “แม่บ้านสมองไว” เพื่อนซี้กันสมัยเรียนก็จะเรียกดิฉันว่า eแม่บ้าน ฮ่าๆ และด้วยความเปิดกว้างที่บางทีต้องทำสารพัดในความเป็นแม่บ้านนี้เอง เพื่อนรุ่นน้อง บางทีก็จะเรียกว่า “พี่ลี่ ผู้รันทุกวงการ” และขอเติมวงเล็บให้ตัวเองว่า ผู้อยากรู้ อยากเห็นไปหมด ฮ่าๆ
ตอนจบมาใหม่ๆ เคยทำงานเป็นเลขานุการและผู้ช่วยวิจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นเล็กๆ อยู่ย่านอโศก แล้วก็ทำงานบริษัทมาพักนึง แล้วเป็นอาจารย์อีกพักนึง เคยคิดจะเรียนต่อเอก แต่ตอนหลัง ก็เชื่อตามสติ๊กเกอร์หลังรถสองแถวและสโลแกนที่เพื่อนๆ มักจะบอกว่า “เรียนไปก็ปวดหัว มีปั๋วดีกว่า”... ซึ่งเพื่อนที่ว่ามานี้ ปัจจุบันยัง สวย โสด สนุก ยุ่งและมุ่งมั่นกับงานในปัจจุบัน ส่วนตัวเองก็พบว่า การมีครอบครัว มีหลายเรื่องให้ต้องปวดหัวกว่าการเรียนมากมายนัก
เล่าเรื่องยาวให้สั้น คือ แต่งงานแล้วก็ช่วยสามีทำธุรกิจ ซึ่งเริ่มจากติดลบ และเป็น gen 1 ของการทำกิจการ ทำให้ชีวิตมีครบรสชาติ และต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตั้งไข่ เดินได้ ไม่ล้ม และเติบโตค่ะ งานเลยมีตั้งแต่ติดต่อกู้ธนาคาร ทำงานหลังบ้าน run back office ช่วงตั้งไข่จริงๆ นี่ ต้องกระทั่งอำนวยการสร้างโรงงานเล็กๆ เอง ซึ่งรวมถึงการติดต่อ อบต. ทำ soil test ติดต่อเสาเข็ม และเพื่อนที่ออกแบบโครงสร้างให้ หลังเห็นสภาพของทีมช่างที่เราจ้างมา ยังกำชับว่า “เธอ... อย่าลืมกำชับให้เขารองลูกปูนเวลาหล่อคานด้วยนะ” ปวดหัวคนละแบบ คิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เรียนหนังสือต่อ น่าจะปวดหัวน้อยกว่านี้เยอะ ฮ่าๆ
ส่วนอีกภาคหนึ่ง ก็คืองานเลี้ยงลูกค่ะ ตอนนี้ ลูกคนโตจบปริญญาตรีอักษรฯแล้ว ประสาแม่ขี้เห่ออยากจะประกาศให้โลกรู้ว่า เกียรตินิยมอันดับหนึ่งค่า (ซึ่งถ้าลูกนั่งอยู่ข้างๆ หรือมาเห็นข้อความนี้ เธอจะต้องทำท่าเหมือนเอาปี๊บคลุมหัว และอับอายที่มีแม่แสนจะขี้อวด แม่ซึ่งไม่อาจ claim credit ในการเลี้ยงหรืออบรมอะไรได้มากมายเลย เพราะมัวแต่วุ่นกับงาน ตอนเธอเด็กๆ วันหนึ่ง เราอาบน้ำให้เธอเพื่อเตรียมเธอก่อนไปส่งบ้านคุณย่า จู่ๆ เธอก็เอามือยันกาละมังแล้วยืนขึ้นมา พ่อกับแม่ที่งัวเงียสุดฤทธิ์ มองหน้ากัน แล้วถามกันเองว่า “ลูกยืนได้ตั้งแต่เมื่อไร ?” ) คนนี้ตอนนี้เธอเรียนตรีอีกใบและทำงานไปด้วย บอกแม่ว่า “ไม่ต้องให้เงินแล้ว เดี๋ยวจะรับผิดชอบตัวเอง” จนแม่ต้องยืนยันว่า “ขอให้ตังค์จนลูกจบตรีอีกใบเถอะ ... นี่ก็เลี้ยงตามมีตามเกิด กระเตงพาตากแดด ไปหาที่ทำโรงงานตั้งแต่ไม่กี่เดือน ค่าเรียนพิเศษก็แทบไม่มี ค่าเล่าเรียนก็เรียนแบบเทอมละหลักพันทั้งนั้น” ลูกคนรอง แม่ขอว่า ถ้าไม่ลำบากนัก ลองสอบให้ได้อยู่ที่เดียวกับพี่คนโต เพื่อความประหยัดในการไปดูแลและรับส่ง เธอไปเรียนคณะข้างๆ ค่ะ อยู่วิศวะ ปี 4 แล้ว อีกสามอาทิตย์สอบปลายภาคจบ ก็จบตรีแล้วค่ะ ส่วนคนเล็ก คนที่ทำให้แม่วิ่งเข้าออกโรงพยาบาลคลินิกสารพัดพัฒนาการของเด็กมากที่สุด ตอนนี้อยู่ปี 1 กำลังจะขึ้นปี 2 เรียนย่านอโศกค่ะ
🙂ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเว็บไซต์พันทิป เปรียบเหมือนอะไร
ธาราสินธุ์ : พันทิป เป็นเหมือนเพื่อนที่มีพลวัตค่ะ เป็นเพื่อนที่เราติดหนึบหนับด้วย บางการเปลี่ยนแปลง เราอาจจะงงหรือไม่เห็นด้วยในทีแรก แต่ก็ปรับตัวได้ ล็อกอินที่ติดตามในพันทิปหลายท่าน ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ไม่ได้เขียนประจำอยู่พันทิปแล้ว เปิดเพจเองกันมากมาย นี่ก็ตามไปอ่านบ้าง แต่ยังกลับมาที่พันทิปเสมอ จะเขียนอะไรที่เป็นส่วนตัว หรือเขียนแบบทุ่มเทหน่อยก็จะมาที่พันทิป social ส่วนตัวไม่ค่อยจะเขียนถึงอะไรที่เป็นความในใจแบบในพันทิปเลย เคยเปรียบเทียบว่า ตัวเองเป็นเหมือน “แมว” คือ ติดที่ ไม่ติดเจ้าของ ฮ่าๆ ที่ ที่ว่านี้ก็คือ พันทิป ค่ะ ไม่ว่าล็อกอินที่เคยชื่นชอบ เคยติดตามและโด่งดัง จะไปเขียนที่อื่นยังไง นี่ยังตามไปดูบ้าง อ่านบ้าง แต่ตัวเองมักจะสิงประจำอยู่ที่นี่เสมอ เหมือนแมวค่ะ ติดที่
พันทิป เปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เล่น ส่วนตัวเล่นประมาณปี 41 สมัยที่ใครอยากใช้ชื่อล็อกอินอะไรก็ได้ ไม่ต้องยืนยันตัวตน เล่นมาพักนึง 4-5 ปี จนตอนช่วงลูกยังเล็ก ก็ห่างไปพักนึง ไม่ได้ล็อกอินทุกวัน เพราะยุ่งมาก และก็กลับมาเล่นประจำอีกทีตอนปี 50 แล้วก็ยาวมาเลยค่ะ สมัยก่อน พันทิปใกล้ชิดกันมาก ล็อกอินบางคนรู้จักกันตั้งแต่ตอนนั้น ปี 41 จนถึงตอนนี้ ประเด็นใหญ่ๆ ในสังคมไทยสมัยก่อน เริ่มมาจากกระทู้พันทิปเยอะแยะมากมาย
รายการข่าวก็มักจะหาประเด็นจากในพันทิปนี้แหละ ทั้งเรื่องหนักๆ ใหญ่ๆ จนถึงเรื่องเล็กๆ ตลกๆ อย่าง “เผลอเอาสบู่ล้างจุดซ่อนเร้นของแฟนมาล้างหน้า ... เป็นไรไหมครับ แต่รู้สึกว่าล้างแล้วหน้าเนียนสะอาดดีนะ” ฮ่าๆ อะไรอย่างนี้ ใครจะเชื่อว่าประเด็นนี้ คุณสรยุทธยังเคยเอาไปอ่านข่าวมาแล้ว
แต่ก่อนสมาชิกพันทิปนี่เหนียวแน่น ผูกพันกันเหมือนญาติ มีทติ้งกันบ่อยมาก ไปเที่ยวกัน พบปะกันเยอะแยะ บางทีก็ร่วมบริจาคทำกิจกรรมการกุศลร่วมกัน ส่วนตัว เคยทำกระทู้ประมูลเพื่อการกุศลกับพันทิป ประมาณ 7-8 ครั้ง ได้เงินรวมๆ ทั้งหมดเกือบสามแสน (ซึ่งยุคแรกๆ คิดว่ามีบางกระทู้แค่กระทู้เดียว ยังทำได้มากกว่านี้) บริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ แต่ก่อนตอนเฟซยังไม่มี และยังไม่ดัง พันทิปเป็นตัวจุดประกายอะไรได้มากมาย จนคิดว่าหลายหน่วยงาน ต้องส่งคนเข้ามาส่อง เข้ามาสิง เพื่อดูกระแสสังคมไทย
สมัยใหม่นี้ พันทิปมีความเป็นสังคมขนาดใหญ่มากขึ้น ความผูกพันกันแบบเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ญาติๆ หายไป บางคนเลิกเล่น เพราะบอกว่า บางทีตั้งใจมาตอบกระทู้ เจ้าของกระทู้ได้คำตอบแล้วหายไปซะเฉยๆ ไม่กระทั่งกลับมาตอบว่าอ่าน ไม่อ่าน ไม่ขอบคุณ ไม่อะไรใดๆ ทั้งสิ้น ล็อกอินหลายท่านก็เลยหายไป ส่วนตัวเอง ได้ประโยชน์จากพันทิปหลายอย่างมาก คือ ได้ทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ยังคบหากันจนถึงทุกวันนี้ สนิทบ้าง หรือรู้จักกันห่างๆ บ้าง คือ พันทิปเป็นจุดตั้งต้น หลังจากรู้จักกันเบื้องต้นแล้วได้พบ ได้คุย ได้เจอตัว หลายๆ ท่านก็เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องที่ดีกันมากๆ จนถึงปัจจุบัน สมาชิกบางท่านสมัยก่อน ก็ใจดีมาก ส่วนตัวได้รู้จักโปรแกรม prosoft และได้เริ่มลองใช้งานฟรี จากในพันทิปนี่แหละค่ะ จนพัฒนาขยายต่อยอด ทำให้รู้จักคำว่า ERP และอะไรต่างๆ ที่มีประโยชน์ที่ประยุกต์มาใช้ในงานได้จนถึงปัจจุบัน
อ้อ... อีกหลายอย่างที่เปลี่ยนไปมากคือ สมาชิกช่วงหลังเป็นสมาชิกหมายเลขทั้งนั้นค่ะ เลยทำให้ไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ไม่รู้ว่า นี่คนหรือ AI หรือเป็นการทดลองทางสังคมบางอย่างที่ทำให้มาลองบนพันทิปรึเปล่า?
ย้อนวันวานความทรงจำพันทิป กับล็อกอิน ธาราสินธุ์
🙂แนะนำตัวให้เพื่อนๆ พันทิปรู้จักหน่อย
ธาราสินธุ์ : ตอนนี้ทุกคนเรียกสั้นๆ ว่า ลี่ค่ะ สะกดด้วย ล ลิง แต่ถ้าจะอธิบายให้เอ้อเร่อเอ้อเต่อหน่อยก็ต้องบอกว่า ตอนเด็กๆ ชื่อเล่น ชื่อ เชอรี่ แต่เหมือนจะเขินๆ ชื่อตัวเอง เพราะทุกคนมักจะคิดว่า ต้องน่ารัก น่าเอ็นดู เวลาบอกชื่อเล่นใคร เขามักทำหน้าประหลาดใจแกมล้อเลียน เลยบอกชื่อจริงตลอดว่าชื่อ “อัมพร” จนวันหนึ่ง ได้ทุนไปอยู่โรงเรียนประจำ แล้วมีรุ่นพี่คนไทยแค่คนเดียวในโรงเรียน พี่ถามว่าชื่ออะไร พอบอกชื่อจริง เขาหัวเราะบอกว่า “บ้า...ใครจะมาเรียกกันด้วยชื่อจริง” นี่เลยบิดม้วนต้วนบอกเขาไปว่า “จริงๆ ชื่อ เชอรี่ แต่พี่อย่าเรียกนะ มันไม่เข้ากับหน้า น้องอาย” คุณพี่สาวเธอก็ขำอีก บอกว่า ไม่ถนัดจะเรียกชื่อจริงเลย มันดูห่างเหินตลกๆ ไงชอบกล งั้นพี่เรียก ลี่ ละกัน ลี่ ลอ ลิง จะได้เรียกง่ายๆ คล่องๆ ปากหน่อย
นี่ก็เลยรับเอาชื่อนี้มาเป็นชื่อเล่นอย่างเป็นทางการ เพราะชื่อจีนที่หม่าม้าตั้งให้ชื่อ “ลี่จวิน” คิดว่ามีคำว่า ลี่เหมือนกัน ก็เป็นสายสัมพันธ์ระหว่างชื่อต่างๆ ของตัวเอง ปัจจุบัน เวลาแนะนำตัวกับใคร ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักใหม่ในการสัมมนา คู่ค้า ธนาคาร ฯลฯ ก็จะบอกสั้นๆ ว่าชื่อ “ลี่ค่ะ ลี่ ลอ ลิง” อันนี้เขาจะเรียกว่า “คุณลี่” เรียกจนไม่น่าจะมีใครเรียกชื่อจริงหรือรู้จักชื่อจริง น้องๆ พี่ๆ ที่รักใคร่กันก็จะเรียกกันว่า ลิลลี่บ้าง น้องลี่บ้าง พี่ลี่บ้าง น้าลี่ ล่าสุด ดีลงานกับคนรุ่นหลาน นี่ก็ต้องเรียกตัวเองว่า ป้าลี่ ซึ่งพบว่า เข้าปากมาก วัยมันได้ ฮ่าๆ
ส่วนชื่ออื่นๆ ปลีกย่อยก็แล้วแต่คนจะเรียก มันเหมือนเป็น term of endearment ระหว่างกัน เพราะพอเขาเรียกปุ๊บ เราจะรู้ทันทีว่าใครเรียก หรือจะเป็นอะไรส่วนตัวที่เรารู้ว่า มีแต่คนนี้เท่านั้น ที่จะเรียกเราด้วยชื่อนี้ บางชื่อก็ตายไปพร้อมกับคนที่เรียก เช่น ชื่อ “ตั่วปุ่ยเกี้ย” ที่อาม่าคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนเรียก หรือชื่อ “หม่ามี้” ที่จะมีเฉพาะลูกสาวตัวเองสามคนที่เรียก ส่วนเพื่อนลูกจะเรียกว่า “แม่ลี่” บ้าง หรือ “แม่” บ้าง “ป้าลี่” บ้าง ในพันทิป เพื่อนบางคนก็อาจจะเรียกว่า “ธาร่า” ซึ่งตัดมาจากชื่อย่อ ธาราสินธุ์ ชื่อพวกนี้ ไม่ได้ตั้งเอง คนอื่นตั้งให้ เรียกเราตามแต่ที่อยากจะเรียกทั้งนั้น นี่ว่าจะเล่าสั้นๆ ก็ยาวเลย ฮ่าๆ
อ้อ...ส่วนล็อกอินแรกของตัวเองในพันทิป เข้าไม่ได้มาหลายสิบปีแล้ว เป็นชื่อสองพยางค์ สมัยก่อนโน้น ชื่อนั้นฟังดูแปลกหูมาก มีแต่คนถามว่าแปลว่าอะไร สามีเลยเอามาตั้งเป็นชื่อบริษัท ซึ่งตอนนี้ความแปลกหูฟังดูเก๋ของชื่อนี้มันก็เกร่อไปแล้วค่ะ
🙂ปัจจุบันทำงานอะไร
ธาราสินธุ์ : ขอยกเอาอาชีพที่ตัวเองใช้นิยามตัวเอง และเพื่อนสนิทก็ชอบใช้เรียกตัวเองมาตอบแล้วกันค่ะว่า ปัจจุบันทำงานเป็น “แม่บ้านสมองไว” เพื่อนซี้กันสมัยเรียนก็จะเรียกดิฉันว่า eแม่บ้าน ฮ่าๆ และด้วยความเปิดกว้างที่บางทีต้องทำสารพัดในความเป็นแม่บ้านนี้เอง เพื่อนรุ่นน้อง บางทีก็จะเรียกว่า “พี่ลี่ ผู้รันทุกวงการ” และขอเติมวงเล็บให้ตัวเองว่า ผู้อยากรู้ อยากเห็นไปหมด ฮ่าๆ
ตอนจบมาใหม่ๆ เคยทำงานเป็นเลขานุการและผู้ช่วยวิจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นเล็กๆ อยู่ย่านอโศก แล้วก็ทำงานบริษัทมาพักนึง แล้วเป็นอาจารย์อีกพักนึง เคยคิดจะเรียนต่อเอก แต่ตอนหลัง ก็เชื่อตามสติ๊กเกอร์หลังรถสองแถวและสโลแกนที่เพื่อนๆ มักจะบอกว่า “เรียนไปก็ปวดหัว มีปั๋วดีกว่า”... ซึ่งเพื่อนที่ว่ามานี้ ปัจจุบันยัง สวย โสด สนุก ยุ่งและมุ่งมั่นกับงานในปัจจุบัน ส่วนตัวเองก็พบว่า การมีครอบครัว มีหลายเรื่องให้ต้องปวดหัวกว่าการเรียนมากมายนัก
เล่าเรื่องยาวให้สั้น คือ แต่งงานแล้วก็ช่วยสามีทำธุรกิจ ซึ่งเริ่มจากติดลบ และเป็น gen 1 ของการทำกิจการ ทำให้ชีวิตมีครบรสชาติ และต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตั้งไข่ เดินได้ ไม่ล้ม และเติบโตค่ะ งานเลยมีตั้งแต่ติดต่อกู้ธนาคาร ทำงานหลังบ้าน run back office ช่วงตั้งไข่จริงๆ นี่ ต้องกระทั่งอำนวยการสร้างโรงงานเล็กๆ เอง ซึ่งรวมถึงการติดต่อ อบต. ทำ soil test ติดต่อเสาเข็ม และเพื่อนที่ออกแบบโครงสร้างให้ หลังเห็นสภาพของทีมช่างที่เราจ้างมา ยังกำชับว่า “เธอ... อย่าลืมกำชับให้เขารองลูกปูนเวลาหล่อคานด้วยนะ” ปวดหัวคนละแบบ คิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เรียนหนังสือต่อ น่าจะปวดหัวน้อยกว่านี้เยอะ ฮ่าๆ
ส่วนอีกภาคหนึ่ง ก็คืองานเลี้ยงลูกค่ะ ตอนนี้ ลูกคนโตจบปริญญาตรีอักษรฯแล้ว ประสาแม่ขี้เห่ออยากจะประกาศให้โลกรู้ว่า เกียรตินิยมอันดับหนึ่งค่า (ซึ่งถ้าลูกนั่งอยู่ข้างๆ หรือมาเห็นข้อความนี้ เธอจะต้องทำท่าเหมือนเอาปี๊บคลุมหัว และอับอายที่มีแม่แสนจะขี้อวด แม่ซึ่งไม่อาจ claim credit ในการเลี้ยงหรืออบรมอะไรได้มากมายเลย เพราะมัวแต่วุ่นกับงาน ตอนเธอเด็กๆ วันหนึ่ง เราอาบน้ำให้เธอเพื่อเตรียมเธอก่อนไปส่งบ้านคุณย่า จู่ๆ เธอก็เอามือยันกาละมังแล้วยืนขึ้นมา พ่อกับแม่ที่งัวเงียสุดฤทธิ์ มองหน้ากัน แล้วถามกันเองว่า “ลูกยืนได้ตั้งแต่เมื่อไร ?” ) คนนี้ตอนนี้เธอเรียนตรีอีกใบและทำงานไปด้วย บอกแม่ว่า “ไม่ต้องให้เงินแล้ว เดี๋ยวจะรับผิดชอบตัวเอง” จนแม่ต้องยืนยันว่า “ขอให้ตังค์จนลูกจบตรีอีกใบเถอะ ... นี่ก็เลี้ยงตามมีตามเกิด กระเตงพาตากแดด ไปหาที่ทำโรงงานตั้งแต่ไม่กี่เดือน ค่าเรียนพิเศษก็แทบไม่มี ค่าเล่าเรียนก็เรียนแบบเทอมละหลักพันทั้งนั้น” ลูกคนรอง แม่ขอว่า ถ้าไม่ลำบากนัก ลองสอบให้ได้อยู่ที่เดียวกับพี่คนโต เพื่อความประหยัดในการไปดูแลและรับส่ง เธอไปเรียนคณะข้างๆ ค่ะ อยู่วิศวะ ปี 4 แล้ว อีกสามอาทิตย์สอบปลายภาคจบ ก็จบตรีแล้วค่ะ ส่วนคนเล็ก คนที่ทำให้แม่วิ่งเข้าออกโรงพยาบาลคลินิกสารพัดพัฒนาการของเด็กมากที่สุด ตอนนี้อยู่ปี 1 กำลังจะขึ้นปี 2 เรียนย่านอโศกค่ะ
🙂ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเว็บไซต์พันทิป เปรียบเหมือนอะไร
ธาราสินธุ์ : พันทิป เป็นเหมือนเพื่อนที่มีพลวัตค่ะ เป็นเพื่อนที่เราติดหนึบหนับด้วย บางการเปลี่ยนแปลง เราอาจจะงงหรือไม่เห็นด้วยในทีแรก แต่ก็ปรับตัวได้ ล็อกอินที่ติดตามในพันทิปหลายท่าน ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ไม่ได้เขียนประจำอยู่พันทิปแล้ว เปิดเพจเองกันมากมาย นี่ก็ตามไปอ่านบ้าง แต่ยังกลับมาที่พันทิปเสมอ จะเขียนอะไรที่เป็นส่วนตัว หรือเขียนแบบทุ่มเทหน่อยก็จะมาที่พันทิป social ส่วนตัวไม่ค่อยจะเขียนถึงอะไรที่เป็นความในใจแบบในพันทิปเลย เคยเปรียบเทียบว่า ตัวเองเป็นเหมือน “แมว” คือ ติดที่ ไม่ติดเจ้าของ ฮ่าๆ ที่ ที่ว่านี้ก็คือ พันทิป ค่ะ ไม่ว่าล็อกอินที่เคยชื่นชอบ เคยติดตามและโด่งดัง จะไปเขียนที่อื่นยังไง นี่ยังตามไปดูบ้าง อ่านบ้าง แต่ตัวเองมักจะสิงประจำอยู่ที่นี่เสมอ เหมือนแมวค่ะ ติดที่
พันทิป เปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เล่น ส่วนตัวเล่นประมาณปี 41 สมัยที่ใครอยากใช้ชื่อล็อกอินอะไรก็ได้ ไม่ต้องยืนยันตัวตน เล่นมาพักนึง 4-5 ปี จนตอนช่วงลูกยังเล็ก ก็ห่างไปพักนึง ไม่ได้ล็อกอินทุกวัน เพราะยุ่งมาก และก็กลับมาเล่นประจำอีกทีตอนปี 50 แล้วก็ยาวมาเลยค่ะ สมัยก่อน พันทิปใกล้ชิดกันมาก ล็อกอินบางคนรู้จักกันตั้งแต่ตอนนั้น ปี 41 จนถึงตอนนี้ ประเด็นใหญ่ๆ ในสังคมไทยสมัยก่อน เริ่มมาจากกระทู้พันทิปเยอะแยะมากมาย
รายการข่าวก็มักจะหาประเด็นจากในพันทิปนี้แหละ ทั้งเรื่องหนักๆ ใหญ่ๆ จนถึงเรื่องเล็กๆ ตลกๆ อย่าง “เผลอเอาสบู่ล้างจุดซ่อนเร้นของแฟนมาล้างหน้า ... เป็นไรไหมครับ แต่รู้สึกว่าล้างแล้วหน้าเนียนสะอาดดีนะ” ฮ่าๆ อะไรอย่างนี้ ใครจะเชื่อว่าประเด็นนี้ คุณสรยุทธยังเคยเอาไปอ่านข่าวมาแล้ว
แต่ก่อนสมาชิกพันทิปนี่เหนียวแน่น ผูกพันกันเหมือนญาติ มีทติ้งกันบ่อยมาก ไปเที่ยวกัน พบปะกันเยอะแยะ บางทีก็ร่วมบริจาคทำกิจกรรมการกุศลร่วมกัน ส่วนตัว เคยทำกระทู้ประมูลเพื่อการกุศลกับพันทิป ประมาณ 7-8 ครั้ง ได้เงินรวมๆ ทั้งหมดเกือบสามแสน (ซึ่งยุคแรกๆ คิดว่ามีบางกระทู้แค่กระทู้เดียว ยังทำได้มากกว่านี้) บริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ แต่ก่อนตอนเฟซยังไม่มี และยังไม่ดัง พันทิปเป็นตัวจุดประกายอะไรได้มากมาย จนคิดว่าหลายหน่วยงาน ต้องส่งคนเข้ามาส่อง เข้ามาสิง เพื่อดูกระแสสังคมไทย
สมัยใหม่นี้ พันทิปมีความเป็นสังคมขนาดใหญ่มากขึ้น ความผูกพันกันแบบเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ญาติๆ หายไป บางคนเลิกเล่น เพราะบอกว่า บางทีตั้งใจมาตอบกระทู้ เจ้าของกระทู้ได้คำตอบแล้วหายไปซะเฉยๆ ไม่กระทั่งกลับมาตอบว่าอ่าน ไม่อ่าน ไม่ขอบคุณ ไม่อะไรใดๆ ทั้งสิ้น ล็อกอินหลายท่านก็เลยหายไป ส่วนตัวเอง ได้ประโยชน์จากพันทิปหลายอย่างมาก คือ ได้ทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ยังคบหากันจนถึงทุกวันนี้ สนิทบ้าง หรือรู้จักกันห่างๆ บ้าง คือ พันทิปเป็นจุดตั้งต้น หลังจากรู้จักกันเบื้องต้นแล้วได้พบ ได้คุย ได้เจอตัว หลายๆ ท่านก็เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องที่ดีกันมากๆ จนถึงปัจจุบัน สมาชิกบางท่านสมัยก่อน ก็ใจดีมาก ส่วนตัวได้รู้จักโปรแกรม prosoft และได้เริ่มลองใช้งานฟรี จากในพันทิปนี่แหละค่ะ จนพัฒนาขยายต่อยอด ทำให้รู้จักคำว่า ERP และอะไรต่างๆ ที่มีประโยชน์ที่ประยุกต์มาใช้ในงานได้จนถึงปัจจุบัน
อ้อ... อีกหลายอย่างที่เปลี่ยนไปมากคือ สมาชิกช่วงหลังเป็นสมาชิกหมายเลขทั้งนั้นค่ะ เลยทำให้ไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ไม่รู้ว่า นี่คนหรือ AI หรือเป็นการทดลองทางสังคมบางอย่างที่ทำให้มาลองบนพันทิปรึเปล่า?