ถ้าคุณจ่ายประกันสังคมคุณพลาดสิทธิประโยชน์อะไรไปบ้าง

ถ้าขี้เกียจอ่านไปฟังคลิป
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


ถ้าคุณจ่ายประกันสังคมทุกเดือน ผมขอยกให้คลิปนี้ของ "ความ (ไม่) รู้รอบตัว" เป็นสุดยอดเนื้อหาที่คนในระบบประกันสังคมทุกคนควรรู้

แขกรับเชิญ ep นี้คือ อาจารย์จั๊ก ษัษฐรัมย์ รักษาการบอร์ดประกันสังคม มาเล่าสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้ ผมเลยสรุปมาให้ถ้ามีตกหล่นตรงไหน เพื่อนๆ มาเสริมได้เลยนะครับ

---

1. สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวกับการมีลูก

- ค่าฝากครรภ์ เบิกเหมาจ่ายได้ 1,500 บาท
- ค่าคลอดบุตร เบิกเหมาจ่ายได้ 15,000 บาท
- เงินสงเคราะห์บุตร ได้รับเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าสิทธิพวกนี้เป็นของผู้ประกันตนที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วผู้ชายที่เป็นสามีสามารถเบิกได้หมดแม้ภรรยาจะไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม เบิกได้ทั้งสิทธิค่าฝากครรภ์, ค่าคลอดบุตร และเงินสงเคราะห์บุตร

คุณเผือกก็เพิ่งมารู้ตัวกลางรายการว่าตัวเองพลาดเงินหลักแสนไปฟรีๆ เพราะลูกอายุจะ 7 ขวบแล้ว หมดสิทธิเบิกย้อนหลัง

- สิทธิการลาคลอดและเงินชดเชย ตอนนี้ผู้หญิงสามารถลาคลอดได้ 120 วัน โดยจะได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนจากนายจ้างใน 60 วันแรก และอีก 60 วันหลังสามารถเบิกเงินชดเชยจากประกันสังคมได้ 50% ของฐานเงินเดือน (สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท) ซึ่งจะจ่ายเป็นเงินก้อนเหมาจ่ายสูงสุด 35,000 บาท

อีกเรื่องที่ผู้หญิงหลายคนอาจไม่รู้คือ การเบิกสิทธิลาคลอดจากประกันสังคมจะจ่ายเป็นเงินก้อนแบบเหมาจ่าย โดยไม่สนใจว่าลาคลอดจริงสั้นยาวแค่ไหน หมายความว่า ต่อให้ผู้หญิงลาคลอดจริงๆ แค่ 2 เดือน แล้วรับเงินเดือนจากบริษัทเต็มๆ พอครบ 2 เดือนแล้วตัดสินใจกลับมาทำงานเลย ประกันสังคมก็ยังจ่ายเงินก้อนนี้ของ 60 วันหลังให้เต็มจำนวนอยู่ดี ไม่ได้หักออกตามวันที่กลับมาทำงานก่อนกำหนด 120 วันแต่อย่างใด

---

2. สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน

- โดนไล่ออกที่ไม่ได้เกิดจากการทุจริต จะได้รับเงินทดแทน 60% ของฐานเงินเดือน (คิดเพดานสูงสุดที่ 17,500 บาท) เป็นระยะเวลา 6 เดือน ได้สูงสุดเดือนละ 10,500 บาท

- ลาออกเอง จะได้รับเงินทดแทน 30% ของฐานเงินเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ได้สูงสุดเดือนละ 5,250 บาท

แน่นอนว่ากรณีลาออกเอง ในช่วงกำลังหางานใหม่มักไม่ค่อยมีคนไปใช้สิทธิ์เบิกกันเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่าลาออกเองก็เบิกได้

---

3. สิทธิการรักษาพยาบาล

- สิทธิในการเลือกโรงพยาบาล
ผู้ประกันตนสามารถเลือกโรงพยาบาลคู่สัญญาได้ปีละ 1 ครั้ง (ช่วงประมาณเดือนมีนาคม) โดยเปิดโอกาสให้เลือกได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและ "โรงพยาบาลเอกชน" โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

- สิทธิทำฟัน
โดยปกติสามารถเบิกค่าทำฟัน (เช่น อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน) ได้ในวงเงินเหมาจ่าย 900 บาทต่อปี แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไปจะมีการเพิ่มรายการ "ผ่าฟันคุด" และ "ทำรากฟันเทียม" เข้ามาด้วย โดยทางบอร์ดกำลังพยายามผลักดันให้การผ่าฟันคุดเป็นการรักษาที่ผู้ประกันตน "ไม่ต้องร่วมจ่ายส่วนต่าง" (ไม่ต้องควักเนื้อเพิ่ม) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้คนทำงาน อันนี้ต้องมาลุ้นกันต่อ

- สิทธิการนอนโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน)
ผู้ประกันตนสามารถนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้สูงสุดถึง 180 วันต่อปี (นอน รพ.ได้ครึ่งปี)

---

4. สิทธิบำนาญชราภาพ

ผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี (180 เดือน) จะได้รับเงินบำนาญชราภาพ โดยสูตรการคิดเบื้องต้นคือ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (เพดานสูงสุด 17,500 บาท) และจะบวกเพิ่มให้อีก 1.5% ต่อการส่งสมทบเพิ่มทุกๆ 1 ปี ทำให้ผู้ที่ส่งสูงสุดอาจได้บำนาญถึงราวๆ 8,000 กว่าบาทต่อเดือน

ปัจจุบันทางบอร์ดกำลังพยายามผลักดันการปรับสูตรคำนวณเงินบำนาญใหม่ เพื่อไม่ให้คนเสียเปรียบจากการเปลี่ยนไปส่งมาตรา 39 ในช่วงท้ายของชีวิต

---

5. สิทธิประกันสังคม ม.40 สำหรับอาชีพอิสระ เช่น ฟรีแลนซ์ พ่อค้า แม่ค้า

อาจารย์จั๊กบอกว่าน่าจะมีคนนับ 10 ล้านคนที่ควรได้สิทธินี้แต่ไม่รู้ เพราะการประชาสัมพันธ์ไม่ดี อาชีพอิสระสามารถเดินเข้า 7-11 ขอสมัครได้เลย จ่ายแค่เดือนละ 70 บาท สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้ว่าจะได้คือ
- ถ้านอนโรงพยาบาล จะได้ชดเชยรายได้วันละ 300 บาท
- ถ้าหมอสั่งให้พักฟื้นที่บ้าน ได้ชดเชยวันละ 200 บาท
- ค่าเดินทางไปหาหมอ ก็เบิกได้วันละ 200 บาท (สูงสุด 3 ครั้งต่อปี)

จ่ายเดือนละ 70 ได้คืนทีเป็นร้อย แต่ไม่ค่อยมีคนเบิกกัน รู้สิทธิตัวเองแล้ว อย่าลืมรักษาสิทธิกันด้วยนะครับ

---

จุดแข็งของสิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคม คือ ยังไงก็คุ้มครองถ้าเป็นผู้ประกันตน ไม่ปฏิเสธการรักษา ไม่ตัดสิทธิ และไม่ลดเงินบำนาญ ไม่ว่าคุณจะป่วยหนักแค่ไหนหรือเบิกค่ารักษาไปหลักแสนหลักล้านบาทก็ตาม ต่างจากประกันของบริษัทเอกชนที่อาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ไม่คุ้มครองโรคประจำตัวถ้าเคยเป็นมาก่อน หรือถ้าเคลมหนักๆ บ่อยๆ ก็อาจถูกยกเลิกกรมธรรม์ได้ แต่ประกันสังคมรักษาหมดไม่สนลูกใคร และตอนนี้ก็เริ่มครอบคลุมโรคคนวัยทำงาน เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นโรคที่คนวัยทำงานเป็นกันเยอะมาก

อ.จั๊กพูดเปรียบเทียบกับบัตรทองของ สปสช. ด้วยว่าประกันสังคมยังมีข้อด้อยกว่าตรงที่จะดูแลได้ดีก็ต่อเมื่อผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่พอออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว การดูแลต่อเนื่องของระบบบัตรทองยังให้สิทธิ์ดีกว่าประกันสังคม

---

ผมไม่เคยมีปัญหากับหลักการของประกันสังคมและพร้อมสนับสนุนด้วย แต่ที่ผมมีปัญหาและตั้งคำถามอยู่เสมอคือความโปร่งใสของการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคมมากกว่าว่าทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนจริงๆ หรือไม่

อย่าลืมว่าผู้บริหารกองทุนประกันสังคม ทั้งผู้มีอำนาจตัดสินใจและบอร์ดฝ่ายผู้แทนรัฐบาลล้วนเป็น "ข้าราชการ" ซึ่งไม่ได้ใช้สิทธิประกันสังคมเลย เวลาเจ็บป่วยก็ใช้สวัสดิการข้าราชการ (เบิกจ่ายตรงได้ทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก) เวลาเกษียณก็รับบำนาญข้าราชการเดือนละหลายหมื่นบาท มันก็ชวนตั้งคำถามว่าคนออกกฎเกณฑ์ไม่ได้ลงมารับรู้ความยากลำบากของ "คนธรรมดา" ที่เป็นผู้ประกันตนจริงๆ

ลองคิดเล่นๆ ว่าให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบประกันสังคมต้องเป็นผู้ประกันตนด้วย ห้ามเบิกสิทธิข้าราชการ กองทุนประกันสังคมอาจจะมีสิทธิประโยชน์ไปสู่ระดับ world class ก็เป็นได้
#อาจารย์มิกเป็นคนซีเรียส
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่