หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า "คริปโต" แล้วนึกถึงการปั่นราคาหรือการเก็งกำไรเสี่ยงโชค แต่ภาพกราฟล่าสุดจาก Chainalysis (บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนระดับโลก) กำลังบอกเราว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ Stablecoin (เงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่) จะเข้ามาแทนที่ระบบการเงินแบบเดิมที่เราใช้กันอยู่
1. Stablecoin คืออะไร?
ลองนึกภาพว่าคุณมี "เงินบาท" หรือ "เงินดอลลาร์" แต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถส่งหากันได้เร็วเหมือนส่งข้อความใน LINE ไม่ต้องรอธนาคารอนุมัติ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแพงๆ และที่สำคัญคือ "มูลค่ามันไม่แกว่ง" เหมือนเหรียญคริปโตตัวอื่นๆ
2. ทำไมตัวเลข 1,500 ล้านล้านเหรียญ ถึงน่าตกใจ?
ในกราฟระบุว่าภายในปี 2035 ปริมาณการใช้งาน Stablecoin จะพุ่งสูงขึ้นมหาศาล นั่นหมายความว่ามันจะไม่ได้ถูกใช้แค่ซื้อขายเหรียญในตลาด แต่มันจะถูกนำไปใช้ในเรื่องเหล่านี้
• การโอนเงินข้ามประเทศ จากเดิมที่ต้องรอหลายวันและโดนหักค่าธรรมเนียมบานเบอะ จะเหลือเพียงไม่กี่นาที
• ธุรกิจซื้อขายของบริษัทใหญ่ๆ จะโอนเงินจ่ายค่าสินค้ากันผ่านระบบนี้ เพราะตรวจสอบง่ายและโปร่งใส
• คนรุ่นใหม่เริ่มขยับ เมื่อกลุ่ม Gen Z และ Millennials กลายเป็นคนส่วนใหญ่ของโลก เขาจะมองว่าการใช้เงินบนระบบ "Open Ledger" (สมุดบัญชีสาธารณะที่โกงไม่ได้) เป็นเรื่องปกติพอๆ กับการใช้อินเทอร์เน็ต
3. "Visa-Scale" ในปี 2032 หมายถึงอะไร?
กราฟชี้เป้าว่าในปี 2032 ปริมาณการใช้งาน Stablecoin จะเทียบเท่ากับระบบ Visa ที่เราใช้รูดบัตรกันทั่วโลกในปัจจุบัน นี่คือสัญญาณเตือนว่าระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนจาก "ระบบปิด" ที่ต้องผ่านตัวกลางหลายชั้น ไปสู่ "ระบบเปิด" ที่ทุกคนเข้าถึงได้
บทสรุป
โลกในอีก 10 ปีข้างหน้า "เงิน" กับ "ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต" จะกลายเป็นเรื่องเดียวกันครับ การที่เราเข้าใจว่าระบบนี้ทำงานอย่างไรตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้เราไม่ตกขบวน และมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น
เทคโนโลยีไม่เคยรอใคร และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานของโลกเปลี่ยน ใครที่เข้าใจก่อน คือผู้ที่ได้เปรียบที่สุดในสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่นี้ครับ!
หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการเงินเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรอบคอบครับ
เปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ! เมื่อ "เงินดิจิทัล" กำลังจะกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของโลก
1. Stablecoin คืออะไร?
ลองนึกภาพว่าคุณมี "เงินบาท" หรือ "เงินดอลลาร์" แต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถส่งหากันได้เร็วเหมือนส่งข้อความใน LINE ไม่ต้องรอธนาคารอนุมัติ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแพงๆ และที่สำคัญคือ "มูลค่ามันไม่แกว่ง" เหมือนเหรียญคริปโตตัวอื่นๆ
2. ทำไมตัวเลข 1,500 ล้านล้านเหรียญ ถึงน่าตกใจ?
ในกราฟระบุว่าภายในปี 2035 ปริมาณการใช้งาน Stablecoin จะพุ่งสูงขึ้นมหาศาล นั่นหมายความว่ามันจะไม่ได้ถูกใช้แค่ซื้อขายเหรียญในตลาด แต่มันจะถูกนำไปใช้ในเรื่องเหล่านี้
• การโอนเงินข้ามประเทศ จากเดิมที่ต้องรอหลายวันและโดนหักค่าธรรมเนียมบานเบอะ จะเหลือเพียงไม่กี่นาที
• ธุรกิจซื้อขายของบริษัทใหญ่ๆ จะโอนเงินจ่ายค่าสินค้ากันผ่านระบบนี้ เพราะตรวจสอบง่ายและโปร่งใส
• คนรุ่นใหม่เริ่มขยับ เมื่อกลุ่ม Gen Z และ Millennials กลายเป็นคนส่วนใหญ่ของโลก เขาจะมองว่าการใช้เงินบนระบบ "Open Ledger" (สมุดบัญชีสาธารณะที่โกงไม่ได้) เป็นเรื่องปกติพอๆ กับการใช้อินเทอร์เน็ต
3. "Visa-Scale" ในปี 2032 หมายถึงอะไร?
กราฟชี้เป้าว่าในปี 2032 ปริมาณการใช้งาน Stablecoin จะเทียบเท่ากับระบบ Visa ที่เราใช้รูดบัตรกันทั่วโลกในปัจจุบัน นี่คือสัญญาณเตือนว่าระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนจาก "ระบบปิด" ที่ต้องผ่านตัวกลางหลายชั้น ไปสู่ "ระบบเปิด" ที่ทุกคนเข้าถึงได้
บทสรุป
โลกในอีก 10 ปีข้างหน้า "เงิน" กับ "ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต" จะกลายเป็นเรื่องเดียวกันครับ การที่เราเข้าใจว่าระบบนี้ทำงานอย่างไรตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้เราไม่ตกขบวน และมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น
เทคโนโลยีไม่เคยรอใคร และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานของโลกเปลี่ยน ใครที่เข้าใจก่อน คือผู้ที่ได้เปรียบที่สุดในสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่นี้ครับ!
หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการเงินเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรอบคอบครับ