ย้อนรอย ความล้มเหลวแลนด์บริดจ์ (Landbridge) สุราษฎร์ฯ - กระบี่: ถนนยุทธศาสตร์ที่ไปไม่ถึงดวงดาว ใครเป็นคนก่อ??

กระทู้สนทนา
ย้อนรอยความล้มเหลวแลนด์บริดจ์ (Landbridge) สุราษฎร์ฯ - กระบี่: ถนนยุทธศาสตร์ที่ไปไม่ถึงดวงดาว



หากใครเคยขับรถผ่านทางหลวงหมายเลข 44 หรือที่รู้จักกันในนาม "ถนนสายเซาท์เทิร์น" (Southern Seaboard) จะพบกับความแปลกตาของถนนที่กว้างขวางผิดปกติ มีเกาะกลางกว้างนับร้อยเมตร และตัดเป็นเส้นตรงแน่วข้ามคาบสมุทรจากฝั่งอ่าวไทยไปยังฝั่งอันดามัน แต่น่าแปลกที่ถนนเส้นนี้กลับสิ้นสุดลงที่สวนปาล์มและทางหลวงปกติ แทนที่จะเป็นท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่


ใครเป็นคนก่อ? : ปฐมบทแห่งความฝันยุค "สนามรบเป็นสนามการค้า"


โครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากใครคนเดียว แต่เป็นผลิตผลของวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ. 2532 - 2536 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศไทยกำลังทะยานสู่การเป็น "เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย"


ผู้ริเริ่มแนวคิด (Visionary): พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายใต้นโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" ได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) เพื่อเลียนแบบความสำเร็จของ Eastern Seaboard ในภาคตะวันออก โดยวางหมากให้ อ.ขนอม จ.สุราษฎร์ธานี เป็นประตูฝั่งอ่าวไทย และ จ.กระบี่ เป็นประตูฝั่งอันดามัน


ผู้วางรากฐานโครงสร้าง (The Builder): พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาลที่รับช่วงต่อและอนุมัติงบประมาณก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 44 อย่างจริงจัง โดยมีการออกแบบให้เป็น "Energy Landbridge" ที่ไม่ได้มีแค่ถนน แต่ต้องมีพื้นที่เหลือตรงกลางไว้สำหรับ วางรางรถไฟ และ ท่อส่งน้ำมัน เพื่อเชื่อมต่อการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางไปสู่เอเชียตะวันออกโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา



ทำไมถึง "ล่ม"? : เมื่อความฝันปะทะกับความจริง 3 ประการ

แม้จะมีการเวนคืนที่ดินและก่อสร้างถนนไปแล้วมหาศาล แต่โครงการกลับต้องหยุดชะงักลงด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ:

1. วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง (2540)
นี่คือหมัดฮุกสำคัญที่ทำให้โครงการระดับแสนล้านต้องพับเก็บไป เมื่อเศรษฐกิจไทยพังทลาย ค่าเงินบาทอ่อนตัว รัฐบาลในขณะนั้นต้องตัดงบประมาณโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งหมด "ถนนสาย 44" จึงสร้างเสร็จเพียงแค่ตัวถนน แต่โครงการ "ท่าเรือน้ำลึก" ที่หัวและท้าย รวมถึงโครงการวางท่อก๊าซและรถไฟถูกระงับถาวร ถนนเส้นนี้จึงกลายเป็น "ทางผ่านที่ไม่มีจุดหมาย"

2. ยุทธศาสตร์ "การท่องเที่ยว" vs "อุตสาหกรรมหนัก"
กระบี่และพังงาเริ่มเติบโตในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก โครงการแลนด์บริดจ์ในยุคนั้นมาพร้อมกับแผนการสร้าง โรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งขัดแย้งอย่างรุนแรงกับภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ภาคประชาชนและกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงรวมตัวต่อต้านอย่างหนัก เพราะเกรงว่าผลประโยชน์จากน้ำมันจะไม่คุ้มเสียกับทรัพยากรทางทะเลที่ประเมินค่าไม่ได้


3. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และเทคนิค
การขนถ่ายสินค้าจากเรือลงรถไฟ/ท่อ แล้วขึ้นเรืออีกรอบ (Double Handling) มีต้นทุนที่สูงมาก หากไม่ได้ช่วยย่นระยะทางหรือประหยัดเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกาที่เรือไม่ต้องเสียเวลาขนถ่ายสินค้า แผนธุรกิจในยุคนั้นจึงถูกตั้งคำถามจากนักลงทุนต่างชาติถึงความคุ้มค่า



บทเรียนจากสุราษฎร์ฯ-กระบี่ สู่ ชุมพร-ระนอง ในปัจจุบัน
บทเรียนจากความล้มเหลวในอดีตทำให้โครงการ Landbridge ในยุคปัจจุบัน
เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่:

เปลี่ยนเส้นทาง: ย้ายขึ้นไปทางตอนบนคือ ชุมพร - ระนอง เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างกระบี่และพังงา

เปลี่ยนแนวคิด: เน้นการเป็น "ประตูการค้า" และ "Smart Logistics" มากกว่าจะเป็นเพียงทางผ่านของท่อน้ำมัน

สรุป:

แลนด์บริดจ์สุราษฎร์ฯ - กระบี่ คืออนุสรณ์สถานของความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลระหว่าง "อุตสาหกรรม" และ "สิ่งแวดล้อม" รวมถึงดวงชะตาของประเทศที่ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ จนทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในโครงการที่ "ก่อไม่เสร็จ" ที่สุดโครงการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย


เครดิตภาพจากช่อง Tiktok  markandgo
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่