มีชีวิตอยู่เพื่องาน! MrBeast อินฟลูฯ รวยพันล้าน ทำงานวันละ 18 ชม.


ในโลกที่ใครหลายคนพยายามหาคำตอบว่า “จะบาลานซ์งานกับชีวิตยังไงดี” แต่สำหรับเรื่องราวของ จิมมี โดนัลด์สัน (Jimmy Donaldson) หรือที่คนทั้งโลกรู้จักในชื่อ AKA ว่า MrBeast กลับเลือกวิถีการทำงานไปอีกทางแบบสุดขั้ว เขาไม่ได้แค่ทำงานหนัก แต่ยอมรับตรงๆ ว่าเขาแทบไม่มี Work life Balance ที่ดีเลยด้วยซ้ำ

“ผมมีชีวิตเพื่อทำงาน และพูดตรงๆ เลยว่า ผมไม่มีสมดุลงานกับชีวิตที่ดีเลยสักนิด” เขาโพสต์ข้อความนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย X ไว้ หลังจากมีสารคดีที่ถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงานของเขาที่ชื่อว่า “How MrBeast Works 18 Hours per Day” ออกฉาย
และมีคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการไม่มีสมดุลชีวิตของเขา

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการทำงานหนักเกินไป เจ้าตัวพูดถึงประเด็นนี้แบบไม่อ้อมค้อมว่า ชีวิตของเขาเกิดมาเพื่อการทำงาน ไม่ใช่เพื่อการพักผ่อน และถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่า คำว่า “ไม่มีสมดุล” ของเขาหมายถึงอะไร ลองฟังอีกประโยคหนึ่งในสารคดีชีวิตของเขาที่เขาพูดไว้ว่า..
“สำหรับผม ถ้าวันไหนทำงานน้อยกว่า 15 ชั่วโมงได้ นั่นก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ของผมแล้วครับ” 


นี่ไม่ใช่แค่คำพูดเท่ๆ แต่คือชีวิตจริงของ จิมมี โดนัลด์สัน ที่สร้างช่องยูทูบจนมีผู้ติดตามเกือบ 500 ล้านคน
และปั้นธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านจากคอนเทนต์ที่ดูเหมือนจะ “เล่นใหญ่” ขึ้นทุกวัน 
ตั้งแต่การใช้ชีวิตเอาตัวรอดในถ้ำ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ไปจนถึงการทพคลิปถ่ายทำตนเองถูกฝังอยู่ในโลงศพ 

เบื้องหลังความสำเร็จที่ไม่มีคำว่า “เลิกงาน”

สิ่งที่คนเห็นคือคลิปสุดอลังการ ใช้เงินมหาศาล และไอเดียการถ่ายทำคลิปสนุกๆ ที่ลงทุนฉาก แสง สี เสียง
ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยเห็นคือ “ระบบการทำงาน” ที่ละเอียดถึงระดับนาทีต่อนาที

MrBeast เล่าว่า ตารางชีวิตของเขา “ถูกวางไว้แทบทุกนาที” เพราะเวลาคือทรัพยากรที่เขามีจำกัดที่สุด
เขายกตัวอย่างง่ายๆ อย่าง ภาพปกคลิปวิดีโอ ที่อัปโหลดขึ้นบนช่องโซเชียลของเขา (thumbnail)
หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่รายละเอียดเล็กๆ แต่สำหรับเขา มันคือจุดตัดสินว่าคลิปนั้นจะปังหรือพัง


เขาถึงขั้นใช้ “ตัวแสดงแทน” มาทดลองจัดฉากและทดสอบภาพก่อน เพื่อให้ตัวเองเข้าไปถ่ายจริงแค่ช่วงสุดท้าย แล้วรีบไปทำภารกิจอื่นๆ ถัดไปทันที
“ทุกอย่างต้องออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะผมไม่มีเวลามากพอที่จะทำพลาดได้เลย” 

เขาพูดไว้แบบเรียบๆ แต่สะท้อนวิธีคิดที่ชัดเจนว่า เวลาของเขาไม่ใช่สิ่งที่ใช้ไปอย่างสบายๆ
แต่มันคือทรัพยากรที่ต้องบริหารอย่างเข้มงวดที่สุด ตารางชีวิตของเขาจึงไม่ใช่แค่ยุ่ง
แต่ถูกวางไว้ตั้งแต่ตื่นนอนแต่เช้า ไปจนถึงช่วงเข้านอนในแต่ละวัน ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ปล่อยให้ว่างแบบไม่มีงานในตาราง



จากครีเอเตอร์ สู่การสร้าง “อาณาจักรธุรกิจ” ที่ใหญ่กว่าคลิปวิดีโอ

แม้ภาพที่คนทั่วไปมองเห็นคือการเป็นยูทูบเบอร์ที่ทำคอนเทนต์อลังการ
แต่สิ่งที่ MrBeast กำลังสร้างจริงๆ คือธุรกิจขนาดใหญ่ภายใต้ Beast Industries ที่เขาตั้งเป้าว่าอยากให้เติบโตไปถึงระดับเดียวกับ The Walt Disney Company

การขยายตัวของ Beast Industries ไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลิตคอนเทนต์วิดีโอ แต่ก้าวข้ามไปสู่ธุรกิจด้านอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งบริการทางการเงินและโทรคมนาคม ซึ่งยิ่งทำให้ขอบเขตงานของเขากว้างขึ้น และยิ่งดึงเวลาในชีวิตของเขาไปมากขึ้นตามไปด้วย


เพื่อรองรับการเติบโตนั้น บริษัทของเขากำลังเร่งขยายทีมครั้งใหญ่ โดยมีแผนเพิ่มจำนวนพนักงานถึง 50% ภายในปีเดียว ครอบคลุมทั้งสายการตลาด วิศวกรรม และสินค้าเพื่อผู้บริโภค โดยเปิดรับสมัครพนักงานในหลายเมืองสำคัญในสหรัฐ
ตั้งแต่นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ไปจนถึงสำนักงานใหญ่ที่บ้านเกิดของเขาในนอร์ทแคโรไลนา

สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปิดรับสมัครพนักงานของเขานั้น มีหลายตำแหน่งที่ไม่ได้ยึดติดกับวุฒิการศึกษา ไม่ต้องมีใบปริญญา แต่เน้นความสามารถจริง พร้อมค่าตอบแทนและสวัสดิการที่แข่งขันได้ในระดับสูง สะท้อนแนวคิดที่เน้น “คนที่ทำงานได้จริง” มากกว่ากรอบการทำงานแบบเดิม

ความสำเร็จสไตล์ MrBeast ไม่ได้แปลว่า “มีเงินสดในมือ”

แม้ธุรกิจของเขาจะถูกประเมินมูลค่าสูงถึงระดับหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ในมุมชีวิตส่วนตัว เขากลับเล่าอีกภาพหนึ่งที่สวนทางกันอย่างชัดเจน

“ตอนนี้ผมแทบไม่มีเงินในบัญชีเลยด้วยซ้ำ ผมต้องยืมเงินคนอื่นมาใช้จ่าย ถ้าคิดเฉพาะเงินสดในบัญชี คนที่ดูวิดีโอนี้อยู่แทบทุกคน อาจมีเงินสดมากกว่าผมด้วยซ้ำ เพราะมูลค่าบริษัทมันไม่ได้ทำให้ผมเอาไปซื้อข้าวเช้ากินได้ทันที” 
เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาในบทสัมภาษณ์กับ วอลล์สตรีทเจอร์นัลที่เผยแพร่เมื่อต้นปีนี้ 

ประโยคนี้อาจฟังดูขัดกับภาพมหาเศรษฐี แต่สะท้อนชัดว่า เขาเลือก “เอากำไรทุกอย่างที่ได้มากลับไปลงทุนต่อ” มากกว่าดึงเงินออกมาใช้ส่วนตัว

“ผมตื่นมาก็ทำงานอย่างเดียว… ผมยุ่งกับงานจนแทบไม่ได้คิดเลยว่าในบัญชีผมมีเงินเท่าไร สิ่งที่ผมโฟกัสมีอย่างเดียว คือทำวิดีโอให้ดีที่สุด และทำธุรกิจให้มันใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”


คนรวยมหาเศรษฐีหลายคนก็ทำงานแบบ “ไม่มีสมดุลชีวิต” แบบนี้เช่นกัน

แนวคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกธุรกิจ ผู้นำหลายคนเคยพูดตรงกันว่า
ถ้าจะปั้ยธุรกิจไปให้สุดทาง ความสมดุลชีวิตและการทำงานอาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตนี้

มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) นักธุรกิจมหาเศรษฐีระดับโลกอีกคน ก็เคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้ชัดเจนว่า “มันไม่มีหรอกสมดุลชีวิต ถ้าคุณอยากทำงานแค่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น คุณก็มีสมดุลได้ แต่ถ้าคุณอยากชนะในเกมธุรกิจที่คุณลงสนามอยู่ จะมีใครบางคนที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อแซงคุณอยู่เสมอ”

ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งก็มีคนที่เลือกวิธีคิดต่างออกไป ยกตัวอย่างแนวคิดของ มาร์ก แรนดอล์ฟ (Marc Randolph) ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี ที่ปรึกษา และวิทยากรชาวอเมริกัน เป็น Co-founder และเคยดำรงตำแหน่งซีอีโอคนแรกของ Netflix เล่าว่า

ตลอดหลายสิบปีของการทำงาน เขาตั้งกฎง่ายๆ ให้ตัวเอง คือเลิกงานห้าโมงเย็นทุกวันอังคาร ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน เพื่อออกไปใช้เวลากับคนสำคัญในครอบครัว เพื่อนฝูง คนรัก เช่น ทำกิจกรรมเล็กๆ อย่างดูหนัง กินข้าว หรือเดินเล่นในเมือง

หรืออย่าง เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ JPMorgan Chase & Co. 
ที่ย้ำกับคนทำงานรุ่นใหม่ ว่า “คุณต้องดูแลทั้งจิตใจ ร่างกาย จิตวิญญาณ คนรอบตัว
และสุขภาพของตัวเองให้ดีจริงๆ สิ่งพวกนี้ไม่ใช่เรื่องรอง แต่มันคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ”


สุดท้ายแล้ว แนวคิดของคำว่า Work life Balance คงไม่ใช่เรื่องว่าใครถูกใครผิด 
แต่อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกแบบไหนให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานของตนเองมากกว่า

เรื่องราวชีวิตการงานของ MrBeast ที่เลือกทำงานวันละ 15 ชั้วโมง อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน แต่มันทำให้เห็นชัดขึ้นว่า ความสำเร็จไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว และทุกแบบมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ “ไม่มีทางไหนที่ถูกต้องมากกว่ากัน” แต่หากคุณเลือกแล้ว
ต้องพิจารณาเอาเองว่า คุณยังโอเคกับสิ่งที่ต้องแลกไปจริง ๆ หรือเปล่า? 


แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่