ดร.โจ เปิด 4 ฉากทัศน์ “กรุงเทพง่ายๆ” ยกระดับชีวิตคนกรุง แก้ขนส่ง-ขยะ-ระบบราชการ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5705232
.

.
ดร.โจ แคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาชน เปิด 4 ฉากทัศน์ “กรุงเทพง่ายๆ” ยกระดับศูนย์เด็กเล็ก-ดูแลผู้สูงวัย ค้าขายง่ายไร้ส่วย สร้างอาชีพให้คนตกงาน สร้างเมืองที่เดินเท้าได้ แก้ระบบขนส่ง ใช้ชีวิตไม่ทนกลิ่นขยะ ระบบราชการต้องตรงไปตรงมา
.
เมื่อเวลา 17.35 น. วันที่ 5 พฤษภาคม นาย
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาชน กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ว่า ทุกท่านใช้ชีวิตกันอย่างไรบ้าง เพราะมีคนเคยกล่าวว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สบายที่สุด ถ้ามีเงินมากพอ เพราะมีทุกสิ่งสุดยอด แต่ถ้าไปถามคนขายข้าวแกง ไรเดอร์ พนักงานออฟฟิศ ไม่มีใครตอบได้ว่าชีวิตเขาง่ายเลย เพราะชีวิตในกรุงเทพมันยาก ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเลี้ยงลูก หรือเลี้ยงพ่อแม่ก็ยากลำบาก บางคนอาจต้องเสียสละลาออกจากงาน หางานยากในยุคที่คนตกงาน มีเทคโนโลยี เอไอ เข้ามาทดแทน ดังนั้น จะเห็นว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพนั้นยากจริงๆ แต่คนกรุงเทพฯ เหมือนจะชาชินแล้ว มีเป้าหมายเพียงหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อ จนลืมไปแล้วว่าจริงๆ เมืองกรุงเทพฯ จะทำให้ชีวิตของเขาดีกว่านี้ได้ ชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ควรยากขนาดนี้
.
นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนขอพูดในฐานะคนกรุงเทพฯ ที่เติบและโตมาในย่านเก่าแก่ฝั่งธน อยู่ในห้องแถว ต้องช่วยที่บ้านขายของเก็บเงินเพื่อมาซื้อของที่อยากได้ การเดินทางตั้งแต่เรียนจนถึงทำงานที่ย่านลาดพร้าว ต้องต่อรถ ต่อเรือหลายต่อ นี่คือสิ่งที่ตนเผชิญมาตั้งแต่เกิดจึงอยากชวนคนกรุงเทพฯ มาร่วมฝันถึงชีวิตคนกรุงเทพที่ดีกว่านี้ว่ามีอะไรที่เราจะทำร่วมกันได้บ้าง ซึ่งการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่จะถึงนี้ ที่ผ่านมาเรามักได้ยินการถกเถียงว่าใครจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แล้วจบแค่นั้น แทบไม่เคยมีการพูดถึงวาระเมืองกรุงเทพฯ เลยว่าจะเป็นแบบไหน จะมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นได้อย่างไร ฉะนั้น ตนจึงอยากชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า กรุงเทพฯ ดีแค่นี้พอแล้วจริงๆ หรือ ซึ่งตนมั่นใจว่ากรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้ได้ คนกรุงเทพฯ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้
.
นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ถ้าติดตามการทำงานของเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน จะเห็นความตั้งใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาโดยตลอด ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่าฯ กทม. ให้ท่านเลือกเพียง 1 คนเท่านั้น แต่ยังเสนอวาระว่ากรุงเทพฯ ควรจะเป็นเมืองหลวงอย่างไร คนควรจะมีชีวิตอย่างไร
.
“
ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าประชาชน คนกรุงเทพ มีวาระที่จะมานำเสนอ เพราะผมต้องการเห็นกรุงเทพ มีคุณภาพระดับมหานครชั้นนำของโลก กรุงเทพควรเป็นหลังพิงและลมใต้ปีก เป็นเมืองที่คอยโอบอุ้มเวลาที่ลำบาก เป็นเมืองที่ให้โอกาสในวันที่อยากก้าวกระโดด กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่เป็นผู้คน” นาย
ชัยวัฒน์ กล่าว
.
นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น และได้เห็นว่าที่นั่นมองคนเป็นขุมทรัพย์จึงนำข้อนี้กลับมาว่าเราจะต้องมองคนเป็นขุมทรัพย์ของเมือง ตนเข้าใจว่าการบริหารงานของกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดมากมายทั้งอำนาจและงบประมาณแต่ก็ต้องพัฒนาให้ได้กว่าข้อจำกัดของกรุงเทพ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดนั้นต้องทำให้เมืองพัฒนาคน และคนกลับไปเป็นพลังพัฒนาเมือง ซึ่งการพัฒนาคนสิ่งสำคัญคือเวลา ที่ผ่านมาการใช้ชีวิตทำภารกิจต้องเสียเวลา 3-4 ชั่วโมง
.
นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้น เราจะต้องคืนเวลาเหล่านี้ ให้คนกรุงเทพฯ ผ่าน 4 ชุดนโยบายของพรรคประชาชน เพื่อชีวิตง่ายๆ ของคนกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1.การเลี้ยงครอบครัวง่าย กทม.ต้องช่วยให้คนเลี้ยงลูกง่าย ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกล้าที่จะมีลูก โดยกทม.ต้องลงทุนพัฒนาเด็กเล็กให้พ่อแม่เชื่อมั่น ฝากเลี้ยงมั่นใจ นอกจากนี้ สังคมไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัย กทม.มีผู้สูงวัย 1.4 ล้านคน เริ่มติดบ้าน 2 หมื่นคน ติดเตียง 1.5 หมื่นคน ดังนั้น กทม.จะต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และมีนักดูแลผู้สูงอายุ ผู้ติดบ้าน ติดเตียง สำหรับเรื่องหาหมอ การที่ต้องรอใบส่งตัว กทม.สามารถช่วยตรงนี้ เราเพิ่มศักยภาพศูนย์บริการสาธารณสุขเหล่านี้ เพื่อรองรับสิทธิบัตรทอง แก้ไขปัญหาใบส่งตัว
.
นาย
ชัยวัฒน์ กล่างด้วยว่า 2.ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย กทม.ต้องให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ของ กทม.และของรัฐ การพัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเพิ่งเผยแพร่งานวิจัยว่า ปีนี้คนไทยเฉลี่ยถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่นคน ดังนั้น กทม.ซึ่งมีโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างน้อย 10 แห่ง เป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้ ให้เป็นศูนย์ Re-Skill พร้อมกับการจ้างงาน ของนายจ้างที่ต้องการหาคนงานมาฝึกทักษะ พร้อมหางานให้คนทำไปพร้อม ๆ
.
นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า 3.เดินทางง่าย สิ่งที่คนไม่มีรถต้องการจากเมืองนี้คือ เราต้องการ กทม.ที่สามารถเดินเท้า เพราะการเดินเท้าได้ เอื้อให้เราหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น กทม.จำเป็นต้องมีทางเดินในร่ม ในจุดเชื่อมต่อของขนส่งสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ทุกการเชื่อมต่อเหล่านี้ ถ้าทำให้เป็นการเดินทางที่เดินเท้า คนจะใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น รวมถึงมีระบบติดตามการขนว่งสาธารณะผ่านพิกัด GPS เรียลไทม์ ทำให้วางแผนการเดินทางได้ ซึ่งกทม.มีอำนาจจำกัด แต่มีเส้นทางเดินรถที่กรมการขนส่งทางบกออกใบอนุญาตแล้ว แต่ไม่มีเอกชนมาวิ่งจำนวนมาก กทม.สามารถไปดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้ รวมถึงเส้นทางเดินเรือเมล์ใน 3 คลอง เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที การทำให้ กทม.เป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ เป็นการคืนเวลาบนท้องถนนให้คน กทม.
.
นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า 4.ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องทนกับกลิ่นขยะ ไม่ทนกับการติดต่อราชการอย่างไม่ตรงไปตรงมา การกำจัดขยะต้องมีมาตรฐาน โรงกำจัดขยะกลางเมือง หากปล่อยกลิ่นเหม็น จำเป็นต้องหยุดดำเนินการทันที และปรับปรุงให้เป็นระบบปิด ที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น เป็นไปตามมาตรฐานสาธารสุข การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ อาจมีทางเลือก 2 ทาง 1.รอ 2.จ่ายใต้โต๊ะ ระบบแบบนี้ ไม่ควรต้องมีอีกต่อไป คน กทม.ควรได้รับการบริการโปร่งใส ตรงไปตรงมาจาก กทม. กทม.ต้องเป็นเมืองเรื่องที่ถูกต้องตรงไปตรงมาเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่สร้างภาระให้คนที่ต่อสู้
.
“
ผมรักกรุงเทพฯ และภูมิใจที่เป็นคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่จะมาถึงในครั้งนี้ พวกเราทุกคนมีทางเลือก ภายใต้งบ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี บุคลากรกว่า 1 แสนคนของกรุงเทพฯ เราไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯ แต่เราจะเลือกเมืองกรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่ เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เราไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อเราพร้อมไปข้างหน้า นี่คือวาระที่ผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ ประชาชนของคนกรุงเทพฯ ขอนำเสนอให้คนกรุงเทพฯ เลือก” นาย
ชัยวัฒน์ กล่าว
.
.
ส.ก.เนอส เชื่อ กทม.ดีกว่านี้ได้ มั่นใจปชน.ทำได้ หากมีผู้ว่าฯ-สก. 50 เขต พร้อมลากปัญหาใต้พรมมาแก้ไขจริงจัง https://www.matichon.co.th/politics/news_5705249
.
สก.เนอส เชื่อ กรุงเทพฯ ยังดีกว่านี้ได้อีก หากมี ‘ผู้ว่า กทม.-สก. 50 เขต’ พร้อมลากปัญหาที่ถูกซุกอยู่ใต้พรม มาคุยอย่างเปิดเผย-แก้ไขกันอย่างจริงจัง ย้ำ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น
.
เมื่อเวลา 18.15 น. วันที่ 5 พฤษภาคม นางสาว
ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน กล่าวในฐานะตัวแทน ส.ก.รุ่นแรก ว่า สิ่งที่พวกเราได้ทํามาตลอด คือการให้น้ำหนักของงานพื้นที่และสภาเท่าๆ กัน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รู้เรื่องในเขตอย่างทะลุปรุโปร่ง หลายเรื่องที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ในเขต เรานําเข้าสู่สภากรุงเทพมหานคร ให้มีการแก้ไขในระดับนโยบาย รวมถึงการตรวจสอบการทุจริตงบประมาณที่เข้มข้น ประหยัดภาษีให้ประชาชนได้ปีหนึ่งหลายร้อยล้านบาท เราสนับสนุนโครงการของผู้ว่าฯ กทม.ที่เป็นเหตุเป็นผล และมีราคาเหมาะสม ไปจนถึงการผลักดันโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ของแต่ละเขต ให้ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ
.
น.ส.
ภัทราภรณ์กล่าวต่อว่า ตนขอยกตัวอย่างในฐานะ ส.ก.เสียงส่วนน้อยที่ไม่มีผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค เช่น โครงการศูนย์นันทนาการบางซื่อ ซึ่งทรุดโทรมและไม่มีการปรับปรุงตลอด 20 ปี จากการลงพื้นที่ของตนพบว่ามีผู้ใช้บริการทุกเพศทุกวัย มีความสัมพันธ์เหนียวแน่นต่อกัน และต่อครูฝึก แม้จะมีศูนย์ใกล้เคียงที่พร้อม และน่าใช้บริการมากกว่า แต่ประชาชนยังเลือกใช้ศูนย์นี้ ดังนั้น จึงเห็นว่า สิ่งที่เราทําได้ในฐานะ ส.ก.คือการปรับปรุงกายภาพของศูนย์นี้ให้ตอบโจทย์กับการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เนื่องจากตนไม่อยากให้ศูนย์นี้เป็นหนึ่งในโครงการรัฐที่ทุ่มงบลงไป โดยไม่สนผู้ใช้งานจริง มีการเปิดรับฟังความเห็นของผู้ใช้งานและนําความเห็นมาออกแบบร่วมกันกับคณะก้าวหน้าและภาคเอกชน ผลักดันผ่านสภา กทม.จนได้รับการบรรจุงบประมาณ
.
น.ส.
ภัทราภรณ์กล่าวด้วยว่า ขณะที่การพิจารณางบรายจ่ายประจำปีกว่า 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.เป็นฝ่ายเสนอมา ตนและเพื่อน ส.ก.พรรคประชาชน เชื่อว่าการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาที่สุดคือดูตามเอกสารตามเนื้อผ้า ไม่ใช่ดูความเป็นจริงคู่ขนานที่พูดกันหลังบ้านว่างบตัวไหนเป็นของใคร เมื่อปีก่อนตนอภิปรายเรื่องงบซ่อมสภา กทม.รวม 4 โครงการ จำนวน 194 ล้านบาท มีทั้งการซ่อมหลังคาของสภาที่น้ำรั่ว การสร้างห้องประชุมเพิ่ม ทั้งที่ทุกวันนี้ก็ประชุมพออยู่แล้ว ห้องสมุดที่มีโรงหนังมีหลังคาเป็นกระจกและมีซาวด์รูปทับอีกที เปิดปิดได้เหมือนรีสอร์ต รวมถึงการติดแอร์ใหม่ทั้งระบบ ทั้งที่ปัญหาคือแอร์บางห้องไม่เย็น
.
น.ส.
ภัทราภรณ์กล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้จาก 4 โครงการ มี 2 โครงการที่ไม่จำเป็นต้องทำเลยด้วยซ้ำ และทุกโครงการมีส่วนต่างราคาเกิน 100% ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ แต่ในเดือนนั้นเสียงของพวกเรามีอยู่ 11 เสียงจาก ส.ก.ทั้งหมด 50 เสียง มันน้อยเกินไป สุดท้ายแพ้เสียง ส.ก.ส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เราสามารถผลักดันปรับลดงบซ่อมสภาที่เป็นส่วนต่างไปได้มากกว่า 92 ล้านบาท
.
“
นี่คือผลงานของ ส.ก.พรรคประชาชนเพียงเขตเดียว อยากให้พ่อแม่พี่น้องทุกคนคิดภาพตามว่า หากเรามี ส.ก.ที่มีเจตจำนงทางการเมืองเข้มแข็ง และหลังตรงทั้ง 50 เขต 50 คน ร่วมกับผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคประชาชนที่พร้อมจะนำโครงการเหล่านี้ไปต่อยอดให้เป็นนโยบายกรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ด้วยงบประมาณที่ไม่ต้องถูกถล่มไปกับการทุจริต จะดีขนาดไหน หลายท่านอาจจะคิดว่ากรุงเทพฯ ในตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่ดิฉันและเพื่อนๆ จากพรรคประชาชนเราเชื่อว่า กรุงเทพฯ ยังดีกว่านี้ได้อีก ด้วยการลากปัญหาที่ถูกซุกอยู่ใต้พรม เอาออกมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และแก้ไขกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นจากการตั้งโครงการแล้วชงกันลงมาทุกระดับ อยากให้พ่อแม่พี่น้องลองนึกดูดีๆ ว่า วันนี้เมื่อท่านเข้าไปติดต่อขอใบอนุญาตต่างๆ มันมีการเรียกรับส่วยที่น้อยลงหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนรูปแบบไปให้เนียนขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น” น.ส.
ภัทราภรณ์กล่าว
JJNY : ดร.โจ เปิด 4 ฉากทัศน์│ส.ก.เนอส มั่นใจปชน.│ปชน.ส่ง‘บาส’ชน‘เฮียล้าน’│ธปท.เปิดหนี้เกษตรกรพุ่งสู่วิกฤต│41 จว.พายุถล่ม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5705232
.
.
ดร.โจ แคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาชน เปิด 4 ฉากทัศน์ “กรุงเทพง่ายๆ” ยกระดับศูนย์เด็กเล็ก-ดูแลผู้สูงวัย ค้าขายง่ายไร้ส่วย สร้างอาชีพให้คนตกงาน สร้างเมืองที่เดินเท้าได้ แก้ระบบขนส่ง ใช้ชีวิตไม่ทนกลิ่นขยะ ระบบราชการต้องตรงไปตรงมา
.
เมื่อเวลา 17.35 น. วันที่ 5 พฤษภาคม นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาชน กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ว่า ทุกท่านใช้ชีวิตกันอย่างไรบ้าง เพราะมีคนเคยกล่าวว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สบายที่สุด ถ้ามีเงินมากพอ เพราะมีทุกสิ่งสุดยอด แต่ถ้าไปถามคนขายข้าวแกง ไรเดอร์ พนักงานออฟฟิศ ไม่มีใครตอบได้ว่าชีวิตเขาง่ายเลย เพราะชีวิตในกรุงเทพมันยาก ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเลี้ยงลูก หรือเลี้ยงพ่อแม่ก็ยากลำบาก บางคนอาจต้องเสียสละลาออกจากงาน หางานยากในยุคที่คนตกงาน มีเทคโนโลยี เอไอ เข้ามาทดแทน ดังนั้น จะเห็นว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพนั้นยากจริงๆ แต่คนกรุงเทพฯ เหมือนจะชาชินแล้ว มีเป้าหมายเพียงหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อ จนลืมไปแล้วว่าจริงๆ เมืองกรุงเทพฯ จะทำให้ชีวิตของเขาดีกว่านี้ได้ ชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ควรยากขนาดนี้
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนขอพูดในฐานะคนกรุงเทพฯ ที่เติบและโตมาในย่านเก่าแก่ฝั่งธน อยู่ในห้องแถว ต้องช่วยที่บ้านขายของเก็บเงินเพื่อมาซื้อของที่อยากได้ การเดินทางตั้งแต่เรียนจนถึงทำงานที่ย่านลาดพร้าว ต้องต่อรถ ต่อเรือหลายต่อ นี่คือสิ่งที่ตนเผชิญมาตั้งแต่เกิดจึงอยากชวนคนกรุงเทพฯ มาร่วมฝันถึงชีวิตคนกรุงเทพที่ดีกว่านี้ว่ามีอะไรที่เราจะทำร่วมกันได้บ้าง ซึ่งการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่จะถึงนี้ ที่ผ่านมาเรามักได้ยินการถกเถียงว่าใครจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แล้วจบแค่นั้น แทบไม่เคยมีการพูดถึงวาระเมืองกรุงเทพฯ เลยว่าจะเป็นแบบไหน จะมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นได้อย่างไร ฉะนั้น ตนจึงอยากชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า กรุงเทพฯ ดีแค่นี้พอแล้วจริงๆ หรือ ซึ่งตนมั่นใจว่ากรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้ได้ คนกรุงเทพฯ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ถ้าติดตามการทำงานของเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน จะเห็นความตั้งใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาโดยตลอด ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่าฯ กทม. ให้ท่านเลือกเพียง 1 คนเท่านั้น แต่ยังเสนอวาระว่ากรุงเทพฯ ควรจะเป็นเมืองหลวงอย่างไร คนควรจะมีชีวิตอย่างไร
.
“ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าประชาชน คนกรุงเทพ มีวาระที่จะมานำเสนอ เพราะผมต้องการเห็นกรุงเทพ มีคุณภาพระดับมหานครชั้นนำของโลก กรุงเทพควรเป็นหลังพิงและลมใต้ปีก เป็นเมืองที่คอยโอบอุ้มเวลาที่ลำบาก เป็นเมืองที่ให้โอกาสในวันที่อยากก้าวกระโดด กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่เป็นผู้คน” นายชัยวัฒน์ กล่าว
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น และได้เห็นว่าที่นั่นมองคนเป็นขุมทรัพย์จึงนำข้อนี้กลับมาว่าเราจะต้องมองคนเป็นขุมทรัพย์ของเมือง ตนเข้าใจว่าการบริหารงานของกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดมากมายทั้งอำนาจและงบประมาณแต่ก็ต้องพัฒนาให้ได้กว่าข้อจำกัดของกรุงเทพ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดนั้นต้องทำให้เมืองพัฒนาคน และคนกลับไปเป็นพลังพัฒนาเมือง ซึ่งการพัฒนาคนสิ่งสำคัญคือเวลา ที่ผ่านมาการใช้ชีวิตทำภารกิจต้องเสียเวลา 3-4 ชั่วโมง
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้น เราจะต้องคืนเวลาเหล่านี้ ให้คนกรุงเทพฯ ผ่าน 4 ชุดนโยบายของพรรคประชาชน เพื่อชีวิตง่ายๆ ของคนกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 1.การเลี้ยงครอบครัวง่าย กทม.ต้องช่วยให้คนเลี้ยงลูกง่าย ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกล้าที่จะมีลูก โดยกทม.ต้องลงทุนพัฒนาเด็กเล็กให้พ่อแม่เชื่อมั่น ฝากเลี้ยงมั่นใจ นอกจากนี้ สังคมไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัย กทม.มีผู้สูงวัย 1.4 ล้านคน เริ่มติดบ้าน 2 หมื่นคน ติดเตียง 1.5 หมื่นคน ดังนั้น กทม.จะต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และมีนักดูแลผู้สูงอายุ ผู้ติดบ้าน ติดเตียง สำหรับเรื่องหาหมอ การที่ต้องรอใบส่งตัว กทม.สามารถช่วยตรงนี้ เราเพิ่มศักยภาพศูนย์บริการสาธารณสุขเหล่านี้ เพื่อรองรับสิทธิบัตรทอง แก้ไขปัญหาใบส่งตัว
.
นายชัยวัฒน์ กล่างด้วยว่า 2.ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย กทม.ต้องให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ของ กทม.และของรัฐ การพัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเพิ่งเผยแพร่งานวิจัยว่า ปีนี้คนไทยเฉลี่ยถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่นคน ดังนั้น กทม.ซึ่งมีโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างน้อย 10 แห่ง เป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้ ให้เป็นศูนย์ Re-Skill พร้อมกับการจ้างงาน ของนายจ้างที่ต้องการหาคนงานมาฝึกทักษะ พร้อมหางานให้คนทำไปพร้อม ๆ
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า 3.เดินทางง่าย สิ่งที่คนไม่มีรถต้องการจากเมืองนี้คือ เราต้องการ กทม.ที่สามารถเดินเท้า เพราะการเดินเท้าได้ เอื้อให้เราหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น กทม.จำเป็นต้องมีทางเดินในร่ม ในจุดเชื่อมต่อของขนส่งสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ทุกการเชื่อมต่อเหล่านี้ ถ้าทำให้เป็นการเดินทางที่เดินเท้า คนจะใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น รวมถึงมีระบบติดตามการขนว่งสาธารณะผ่านพิกัด GPS เรียลไทม์ ทำให้วางแผนการเดินทางได้ ซึ่งกทม.มีอำนาจจำกัด แต่มีเส้นทางเดินรถที่กรมการขนส่งทางบกออกใบอนุญาตแล้ว แต่ไม่มีเอกชนมาวิ่งจำนวนมาก กทม.สามารถไปดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้ รวมถึงเส้นทางเดินเรือเมล์ใน 3 คลอง เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที การทำให้ กทม.เป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ เป็นการคืนเวลาบนท้องถนนให้คน กทม.
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า 4.ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องทนกับกลิ่นขยะ ไม่ทนกับการติดต่อราชการอย่างไม่ตรงไปตรงมา การกำจัดขยะต้องมีมาตรฐาน โรงกำจัดขยะกลางเมือง หากปล่อยกลิ่นเหม็น จำเป็นต้องหยุดดำเนินการทันที และปรับปรุงให้เป็นระบบปิด ที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น เป็นไปตามมาตรฐานสาธารสุข การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ อาจมีทางเลือก 2 ทาง 1.รอ 2.จ่ายใต้โต๊ะ ระบบแบบนี้ ไม่ควรต้องมีอีกต่อไป คน กทม.ควรได้รับการบริการโปร่งใส ตรงไปตรงมาจาก กทม. กทม.ต้องเป็นเมืองเรื่องที่ถูกต้องตรงไปตรงมาเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่สร้างภาระให้คนที่ต่อสู้
.
“ผมรักกรุงเทพฯ และภูมิใจที่เป็นคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่จะมาถึงในครั้งนี้ พวกเราทุกคนมีทางเลือก ภายใต้งบ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี บุคลากรกว่า 1 แสนคนของกรุงเทพฯ เราไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯ แต่เราจะเลือกเมืองกรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่ เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เราไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อเราพร้อมไปข้างหน้า นี่คือวาระที่ผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ ประชาชนของคนกรุงเทพฯ ขอนำเสนอให้คนกรุงเทพฯ เลือก” นายชัยวัฒน์ กล่าว
.
.
ส.ก.เนอส เชื่อ กทม.ดีกว่านี้ได้ มั่นใจปชน.ทำได้ หากมีผู้ว่าฯ-สก. 50 เขต พร้อมลากปัญหาใต้พรมมาแก้ไขจริงจัง https://www.matichon.co.th/politics/news_5705249
.
สก.เนอส เชื่อ กรุงเทพฯ ยังดีกว่านี้ได้อีก หากมี ‘ผู้ว่า กทม.-สก. 50 เขต’ พร้อมลากปัญหาที่ถูกซุกอยู่ใต้พรม มาคุยอย่างเปิดเผย-แก้ไขกันอย่างจริงจัง ย้ำ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น
.
เมื่อเวลา 18.15 น. วันที่ 5 พฤษภาคม นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน กล่าวในฐานะตัวแทน ส.ก.รุ่นแรก ว่า สิ่งที่พวกเราได้ทํามาตลอด คือการให้น้ำหนักของงานพื้นที่และสภาเท่าๆ กัน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รู้เรื่องในเขตอย่างทะลุปรุโปร่ง หลายเรื่องที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ในเขต เรานําเข้าสู่สภากรุงเทพมหานคร ให้มีการแก้ไขในระดับนโยบาย รวมถึงการตรวจสอบการทุจริตงบประมาณที่เข้มข้น ประหยัดภาษีให้ประชาชนได้ปีหนึ่งหลายร้อยล้านบาท เราสนับสนุนโครงการของผู้ว่าฯ กทม.ที่เป็นเหตุเป็นผล และมีราคาเหมาะสม ไปจนถึงการผลักดันโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ของแต่ละเขต ให้ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ
.
น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวต่อว่า ตนขอยกตัวอย่างในฐานะ ส.ก.เสียงส่วนน้อยที่ไม่มีผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค เช่น โครงการศูนย์นันทนาการบางซื่อ ซึ่งทรุดโทรมและไม่มีการปรับปรุงตลอด 20 ปี จากการลงพื้นที่ของตนพบว่ามีผู้ใช้บริการทุกเพศทุกวัย มีความสัมพันธ์เหนียวแน่นต่อกัน และต่อครูฝึก แม้จะมีศูนย์ใกล้เคียงที่พร้อม และน่าใช้บริการมากกว่า แต่ประชาชนยังเลือกใช้ศูนย์นี้ ดังนั้น จึงเห็นว่า สิ่งที่เราทําได้ในฐานะ ส.ก.คือการปรับปรุงกายภาพของศูนย์นี้ให้ตอบโจทย์กับการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เนื่องจากตนไม่อยากให้ศูนย์นี้เป็นหนึ่งในโครงการรัฐที่ทุ่มงบลงไป โดยไม่สนผู้ใช้งานจริง มีการเปิดรับฟังความเห็นของผู้ใช้งานและนําความเห็นมาออกแบบร่วมกันกับคณะก้าวหน้าและภาคเอกชน ผลักดันผ่านสภา กทม.จนได้รับการบรรจุงบประมาณ
.
น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวด้วยว่า ขณะที่การพิจารณางบรายจ่ายประจำปีกว่า 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.เป็นฝ่ายเสนอมา ตนและเพื่อน ส.ก.พรรคประชาชน เชื่อว่าการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาที่สุดคือดูตามเอกสารตามเนื้อผ้า ไม่ใช่ดูความเป็นจริงคู่ขนานที่พูดกันหลังบ้านว่างบตัวไหนเป็นของใคร เมื่อปีก่อนตนอภิปรายเรื่องงบซ่อมสภา กทม.รวม 4 โครงการ จำนวน 194 ล้านบาท มีทั้งการซ่อมหลังคาของสภาที่น้ำรั่ว การสร้างห้องประชุมเพิ่ม ทั้งที่ทุกวันนี้ก็ประชุมพออยู่แล้ว ห้องสมุดที่มีโรงหนังมีหลังคาเป็นกระจกและมีซาวด์รูปทับอีกที เปิดปิดได้เหมือนรีสอร์ต รวมถึงการติดแอร์ใหม่ทั้งระบบ ทั้งที่ปัญหาคือแอร์บางห้องไม่เย็น
.
น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้จาก 4 โครงการ มี 2 โครงการที่ไม่จำเป็นต้องทำเลยด้วยซ้ำ และทุกโครงการมีส่วนต่างราคาเกิน 100% ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ แต่ในเดือนนั้นเสียงของพวกเรามีอยู่ 11 เสียงจาก ส.ก.ทั้งหมด 50 เสียง มันน้อยเกินไป สุดท้ายแพ้เสียง ส.ก.ส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เราสามารถผลักดันปรับลดงบซ่อมสภาที่เป็นส่วนต่างไปได้มากกว่า 92 ล้านบาท
.
“นี่คือผลงานของ ส.ก.พรรคประชาชนเพียงเขตเดียว อยากให้พ่อแม่พี่น้องทุกคนคิดภาพตามว่า หากเรามี ส.ก.ที่มีเจตจำนงทางการเมืองเข้มแข็ง และหลังตรงทั้ง 50 เขต 50 คน ร่วมกับผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคประชาชนที่พร้อมจะนำโครงการเหล่านี้ไปต่อยอดให้เป็นนโยบายกรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ด้วยงบประมาณที่ไม่ต้องถูกถล่มไปกับการทุจริต จะดีขนาดไหน หลายท่านอาจจะคิดว่ากรุงเทพฯ ในตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่ดิฉันและเพื่อนๆ จากพรรคประชาชนเราเชื่อว่า กรุงเทพฯ ยังดีกว่านี้ได้อีก ด้วยการลากปัญหาที่ถูกซุกอยู่ใต้พรม เอาออกมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และแก้ไขกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นจากการตั้งโครงการแล้วชงกันลงมาทุกระดับ อยากให้พ่อแม่พี่น้องลองนึกดูดีๆ ว่า วันนี้เมื่อท่านเข้าไปติดต่อขอใบอนุญาตต่างๆ มันมีการเรียกรับส่วยที่น้อยลงหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนรูปแบบไปให้เนียนขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น” น.ส.ภัทราภรณ์กล่าว