ทำไม “เมืองไทยประกันชีวิต” ถึงโตแรง แม้ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น? หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม Muang Thai Life Assurance ถึงเป็นหนึ่งในบริษัทประกันที่แข็งแรงมากของไทย ทั้งที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นเหมือน BLA หรือ TLI คำตอบสำคัญคือ “Bancassurance” หรือการขายประกันผ่านธนาคาร โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Kasikornbank ซึ่งกลายเป็นเครื่องยนต์รายได้หลักของบริษัท ปัจจุบันรายได้ของเมืองไทยประกันชีวิต มาจากหลายช่องทาง
แต่สัดส่วนใหญ่ที่สุดคือ Bancassurance ผ่าน KBANK คิดเป็นประมาณ 55–65% ของรายได้ทั้งหมด เพราะกสิกรไทยมีฐานลูกค้าหลายสิบล้านราย ทั้งลูกค้าฝากเงิน กู้บ้าน ลงทุน และผู้ใช้งาน K PLUS ทำให้สามารถเสนอประกันได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น คนกู้บ้าน → ประกันคุ้มครองสินเชื่อ คนมีเงินออม → ประกันสะสมทรัพย์ หรือกลุ่มรักสุขภาพ → ประกันสุขภาพ จุดเด่นคือเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก ต้นทุนต่ำ และขยายได้เร็ว รองลงมาคือ “ตัวแทนประกัน”
สัดส่วนประมาณ 20–30% ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะประกันชีวิตระยะยาวหรือกรมธรรม์มูลค่าสูง เพราะลูกค้าต้องการคำแนะนำเชิงลึก แม้ต้นทุนค่าคอมมิชชันจะสูงกว่า แต่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าได้ดี
ส่วนช่องทาง Telesales และ Direct Marketing มีสัดส่วนประมาณ 5–10% ใช้สำหรับขายประกันเบี้ยไม่สูง เช่น ประกันอุบัติเหตุหรือสุขภาพ จุดเด่นคือขยายฐานลูกค้าได้เร็ว ขณะที่ช่องทาง
Online และ Digital ปัจจุบันยังมีสัดส่วนประมาณ 3–7% แต่ถือเป็น “อนาคตของธุรกิจประกัน” เพราะลูกค้ารุ่นใหม่เริ่มซื้อประกันผ่านแอปและเว็บไซต์มากขึ้น
สุดท้ายคือกลุ่ม Corporate หรือประกันองค์กร ประมาณ 5–10% เช่น ประกันพนักงานหรือสวัสดิการบริษัท ซึ่งช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว ถ้ามองลึก ๆ จะเห็นว่าธุรกิจประกันยุคใหม่ไม่ได้แข่งแค่ “ใครมีตัวแทนเยอะ” แต่แข่งกันที่ “ใครมีฐานข้อมูลลูกค้าและ Digital Ecosystem แข็งแรงกว่า” และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการจับมือกับ KBANK ถึงกลายเป็นข้อได้เปรียบมหาศาลของเมืองไทยประกันชีวิต แม้จะไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นก็ตาม
แหล่งข้อมูล (APA)
Muang Thai Life Assurance. (2026). Company Information.
https://www.muangthai.co.th
Kasikornbank. (2026). Annual Report 2025.
https://www.kasikornbank.com
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย. (2569). ข้อมูลธุรกิจประกันภัยไทย.
https://www.oic.or.th
ทำไม “เมืองไทยประกันชีวิต” ถึงโตแรง แม้ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น?
แต่สัดส่วนใหญ่ที่สุดคือ Bancassurance ผ่าน KBANK คิดเป็นประมาณ 55–65% ของรายได้ทั้งหมด เพราะกสิกรไทยมีฐานลูกค้าหลายสิบล้านราย ทั้งลูกค้าฝากเงิน กู้บ้าน ลงทุน และผู้ใช้งาน K PLUS ทำให้สามารถเสนอประกันได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น คนกู้บ้าน → ประกันคุ้มครองสินเชื่อ คนมีเงินออม → ประกันสะสมทรัพย์ หรือกลุ่มรักสุขภาพ → ประกันสุขภาพ จุดเด่นคือเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก ต้นทุนต่ำ และขยายได้เร็ว รองลงมาคือ “ตัวแทนประกัน”
สัดส่วนประมาณ 20–30% ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะประกันชีวิตระยะยาวหรือกรมธรรม์มูลค่าสูง เพราะลูกค้าต้องการคำแนะนำเชิงลึก แม้ต้นทุนค่าคอมมิชชันจะสูงกว่า แต่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าได้ดี
ส่วนช่องทาง Telesales และ Direct Marketing มีสัดส่วนประมาณ 5–10% ใช้สำหรับขายประกันเบี้ยไม่สูง เช่น ประกันอุบัติเหตุหรือสุขภาพ จุดเด่นคือขยายฐานลูกค้าได้เร็ว ขณะที่ช่องทาง
Online และ Digital ปัจจุบันยังมีสัดส่วนประมาณ 3–7% แต่ถือเป็น “อนาคตของธุรกิจประกัน” เพราะลูกค้ารุ่นใหม่เริ่มซื้อประกันผ่านแอปและเว็บไซต์มากขึ้น
สุดท้ายคือกลุ่ม Corporate หรือประกันองค์กร ประมาณ 5–10% เช่น ประกันพนักงานหรือสวัสดิการบริษัท ซึ่งช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว ถ้ามองลึก ๆ จะเห็นว่าธุรกิจประกันยุคใหม่ไม่ได้แข่งแค่ “ใครมีตัวแทนเยอะ” แต่แข่งกันที่ “ใครมีฐานข้อมูลลูกค้าและ Digital Ecosystem แข็งแรงกว่า” และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการจับมือกับ KBANK ถึงกลายเป็นข้อได้เปรียบมหาศาลของเมืองไทยประกันชีวิต แม้จะไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นก็ตาม
แหล่งข้อมูล (APA)
Muang Thai Life Assurance. (2026). Company Information. https://www.muangthai.co.th
Kasikornbank. (2026). Annual Report 2025. https://www.kasikornbank.com
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย. (2569). ข้อมูลธุรกิจประกันภัยไทย. https://www.oic.or.th