เวียตนามแซงไทย เพราะอะไร ในความเห็นผม เป็นสองเรื่องนี้...

กระทู้สนทนา
สั้นๆสำหรับคนขี้เกียจอ่าน
1 เพราะโครงสร้างประชากรไทยที่เป็นสังคมสูงอายุ ขณะที่เวียตนามเป็นสังคมคนหนุ่มสาววัยทำงาน
2 ทัศนคดิของคนในชาติขณะที่คนไทยรุ่นใหม่ๆขาดความภูมิใจในความเป็นไทย แต่คนเวียตนามรุ่นใหม่มีความกระหายและกระตือรือล้นที่จะพัฒนาชาติ



ในแวดวงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า "เวียดนาม" กำลังกลายเป็นดาวรุ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและโอกาสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ "ประเทศไทย" ซึ่งเคยเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย กลับกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน หากมองผ่านเลนส์ของนักมานุษยวิทยาและนักประชากรศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่อธิบายได้ชัดเจนผ่าน "โครงสร้างประชากร" และ "ทัศนคติทางวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่" ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
1. กับดักประชากร: "ไทย:สังคมชราภาพ  เวียตนาม:สังคมหนุ่มสาว"
ปัจจัยชี้ขาดแรกคือตัวเลขทางประชากรศาสตร์ที่ไม่อาจหลอกลวงได้
ประเทศไทย: เราได้ก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) อัตราการเกิดของเราต่ำลงอย่างน่าใจหาย (Total Fertility Rate ต่ำกว่า 1.5) วัยแรงงานกำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ภาระในการดูแลผู้สูงอายุตกไปอยู่กับคนรุ่นใหม่ที่ลดจำนวนลง ประเทศขาดแคลนแรงงานใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจ ยังดีนะที่มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาวมาประคองไว้ แต่ก็เป็นแรงงานระดับล่าง
ประเทศเวียดนาม: ในทางตรงกันข้าม เวียดนามกำลังอยู่ในยุคทองที่เรียกว่า "โบนัสทางประชากร" (Demographic Dividend) พวกเขามีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานและคนหนุ่มสาวจำนวนมหาศาล โครงสร้างนี้สร้างพลังในการบริโภค การผลิต และเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการฐานการผลิตที่มีชีวิตชีวา
2. ทัศนคติของคนในชาติ: "เวียตนาม:ความกระหายความสำเร็จ ไทย: วิกฤตความศรัทธา"
เมื่อเจาะลึกในเชิงมานุษยวิทยาเพื่อวิเคราะห์ "คุณภาพ" และ "ทัศนคติ" ของคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) เราจะเห็นภาพสะท้อนของสภาพแวดล้อมทางสังคมที่หล่อหลอมพวกเขาขึ้นมาอย่างชัดเจน
เยาวชนเวียดนาม: ถ้าได้คุยกับคนเวียตนามโดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ จะเห็นความชาตินิยมเชิงบวกและความกระตือรือล้น
เด็กรุ่นใหม่ของเวียดนามเติบโตมาในยุคที่ประเทศกำลังเปิดรับโอกาส (Post-Doi Moi) พวกเขามีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นคือ:
ความกระหาย (Hunger): พวกเขามีแรงขับเคลื่อนสูงมากในการยกระดับฐานะทางสังคม (Upward Mobility) มองเห็นโอกาสในทุกวิกฤต และแข่งขันกันพัฒนาทักษะ (โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและภาษา)
ชาตินิยมและรอยเท้าทางประวัติศาสตร์: รัฐและครอบครัวเวียดนามประสบความสำเร็จในการปลูกฝังความภูมิใจในชาติ การต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ถูกแปรเปลี่ยนเป็น "พลังใจ" เยาวชนภูมิใจในความเป็นเวียดนามและมองว่าความสำเร็จส่วนตัวคือการนำพาประเทศชาติก้าวไปข้างหน้า
เยาวชนไทย: ภาวะหมดไฟและภาพสะท้อนที่ตรงกันข้าม
ในขณะเดียวกัน หากประเมินจากมุมมองทางมานุษยวิทยา ทัศนคติที่ดูเหมือน "ตรงกันข้าม" ของเด็กไทย ไม่ได้เกิดจากการด้อยปัญญาโดยกำเนิด แต่เป็นผลพวงจากโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่คับแค้น คนที่เขาเลือก คนที่เขาอยากได้เป็นผู้นำกลับไม่ได้มาเป็นจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ทำให้เกิด ภาวะหมดไฟ (Burnout) และการขาดแรงจูงใจ: เด็กไทยเติบโตมาในยุค "กับดักรายได้ปานกลาง" ที่โอกาสทางเศรษฐกิจกระจุกตัว ความเหลื่อมล้ำสูง ทำให้ความกระตือรือล้นถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่ว่า "พยายามไปก็เปลี่ยนแปลงโครงสร้างไม่ได้"
วิกฤตศรัทธาต่อความเป็นชาติ (Crisis of Faith): วาทกรรมความรักชาติแบบดั้งเดิมไม่สามารถเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ได้อีกต่อไป เยาวชนไทยจำนวนมากตั้งคำถามกับสถาบันหลัก โครงสร้างอำนาจ และระบบการศึกษาที่ล้าหลัง แทนที่จะรู้สึกภูมิใจและอยากขับเคลื่อนชาติ พวกเขากลับรู้สึกแปลกแยก (Alienation) มองหาเส้นทางเอาตัวรอดส่วนบุคคล หรือความฝันที่จะย้ายประเทศ มากกว่าจะอุทิศตนเพื่อ "ความเป็นไทย" ในรูปแบบเดิม

บทสรุป
เมื่อ "โครงสร้างประชากรที่กำลังร่วงโรย" มาบรรจบกับ "คนรุ่นใหม่ที่สูญเสียแรงขับเคลื่อนและศรัทธาในรัฐ" ประเทศไทยจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างหนัก ในขณะที่เวียดนามมีทั้ง "กำลังคน" และ "พลังใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความชาตินิยมและความกระตือรือล้น"
การแพ้หรือชนะในเวทีระดับภูมิภาคนี้ จึงไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข GDP ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ "โครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์" ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถปรับโครงสร้างเพื่อดึงดูดแรงงาน และไม่สามารถสร้างความหวังหรือรื้อฟื้นระบบนิเวศน์ทางสังคมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ การถูกเวียดนามทิ้งห่างก็คงไม่ใช่แค่คำพยากรณ์ แต่เป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่