สส.ปชน.เผยบริษัททำแอพพ์กรมประมง รับอื้อ 53 โครงการ จี้เปิดทีโออาร์
https://www.matichon.co.th/economy/news_5704347
.

.
สส.ปชน.เผยบริษัททำแอพพ์กรมประมง รับอื้อ 53 โครงการ จี้เปิดทีโออาร์
.
วันที่ 5 พฤษภาคม นาย
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์ขัอความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
เห้ย… เห็นข่าวแอป “Thailand FishAI” ของกรมประมงกันยัง? ที่ใช้งบไปกว่า 9.1 ล้านบาทน่ะ!
ตอนแรกผมเห็นชื่อก็นึกว่าดีนะ จะเอา AI มาช่วยพี่น้องเกษตรกรจำแนกพันธุ์ปลา แต่พอเห็นคนเอา “ปาท่องโก๋” ไปส่องแล้วแอปบอกว่าเป็นปลานี่… ผมถึงกับกุมขับเลยครับ! งบ 9 ล้าน แต่แยกปาท่องโก๋กับปลาไม่ออก นี่มัน AI หรือ “เอ๊ะ-ไอ” กันแน่?
ในมุมคนทำงานด้านดิจิทัล ผมบอกเลยว่าตัวเลข 9.1 ล้านบาท มัน “แรง” มากสำหรับแอป Mobile App หนึ่งตัวในยุคนี้ เพราะอะไร?
.
1. เทคโนโลยีโลกไปไกลมากแล้ว: Google Lens ทำได้ฟรีและแม่นกว่าเยอะ หรือจะใช้ Model สำเร็จรูปมาเทรนเอง งบหลักแสนยังทำออกมาได้เนี๊ยบกว่านี้เลย และเอาจริงๆ ระบบค้นด้วย AI ค้นหาปลาได้แค่ 52 ชนิดเท่านั้น โอ้ววว….
.
2. ความคุ้มค่าหายไปไหน?: ถ้า AI ยังแยก Out-of-Distribution (ของที่ไม่ใช่ปลา) ไม่ออกแบบนี้ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล 2,000 ชนิดที่โม้ไว้ก็แทบไม่เหลือครับ ลองดูตัวอย่างปลา ที่ระบบ AI นี้วิเคราะห์ออกมา ผิดเยอะครับ (ดุภาพที่แนบมา)
.
วันก่อนเห็นกรมประมงออกมาแจงแล้วนะ… แต่ผมยิ่งมีคำถามหนักกว่าเดิมอีก!
.
1. เค้าบอกว่ามันคือ “ต้นแบบ” (Prototype) อยู่ในระยะวิจัย
.
2. AI จริงๆ สแกนรู้จักปลาแค่ 52 ชนิด (ส่วนไอ้ที่บอก 2,000 ชนิดน่ะ คือฐานข้อมูลเอาไว้อ่านเฉยๆ)
.
3. ยอมรับว่าแม่นยำต่ำ และขอให้ประชาชนช่วยกันส่งรูปไปช่วย “เทรน” น้องหน่อย
.
เห้ย… ในมุมคนทำ Tech อย่างผม ฟังแล้วมันไม่ได้นะเว้ย!
.
งบ 9.1 ล้านบาท นะคุณ! กับเวลาพัฒนา 1 ปี แต่ AI กลับแยก “ปาท่องโก๋” กับ “ปลา” ไม่ได้เนี่ยนะ? ถ้าเป็นบริษัทเอกชนทำโปรดักส์แบบนี้ออกมาปล่อยสู่ตลาด โดนลูกค้าด่าตายเลยครับ และที่สำคัญคือ “มันคือเงินภาษีพวกเรา”
.
แล้วที่บอกว่ารู้จักปลาแค่ 52 ชนิด… คำถามคือ แล้วเงิน 9 ล้านมันหายไปไหนหมด?
.
ปกติค่าจ้างทำ Data Labeling หรือเทรน Model AI ระดับนี้ ถ้าใช้งบเกือบ 10 ล้าน ผลลัพธ์มันต้อง “คม” กว่านี้เยอะ ไม่ใช่เอาของไม่พร้อมมาปล่อย แล้วพอคนด่าก็บอกว่าเป็นต้นแบบ แล้วมาขอให้ประชาชนช่วยทำฟรีๆ (ทั้งที่รัฐจ่ายเงินจ้างบริษัททำไปแล้ว)
.
เอาจริงๆ งานแบบนี้ ให้เด็กมหาลัยทำใช้เวลาไม่กี่วันก็ทำได้แล้ว แล้วทำดีกว่าด้วย.! และใช้เงินไม่ถึงแสนก็ทำได้แล้ว
.
มีตัวอย่างของท่านนึงพัฒนาแอพคล้ายๆ กันด้วยตัวเอง ใช้เวลาไม่นาน แต่ดูจะเก่งกว่า พัฒนาได้เร็วกว่า ราคาถูกกว่า แอพของกรมประมงซะอีก
.
พอผมไปลองค้นข้อมูลบริษัทที่ได้พัฒนาระบบนี้ ชื่อบริษัท… ยิ่งน่าสนใจ…
.
บริษัทนี้เหมางานกรมประมงไปแล้วกว่า 53 โครงการ! และส่วนใหญ่ได้งานแบบ “เฉพาะเจาะจง” หรือ “คัดเลือก” (คือไม่ค่อยเปิดประมูลแข่งทั่วไป) งานบำรุงรักษาระบบเดิมก็เพียบ งานใหม่ก็ได้อีก นี่มันเจ้าประจำชัดๆ และโดยเฉพาะงานนี้ “กรรมการตรวจรับงานกันยังไง?” ถึงปล่อยให้แอปที่แยกปาท่องโก๋กับปลาไม่ออกผ่าน QC มาได้ มันยิ่งทำให้น่าสงสัยเข้าไปใหญ่..!
.
“อย่าเอาคำว่า Prototype มาบังหน้า ความไม่คุ้มค่าของงบประมาณ”
.
ผมว่าเรื่องทางกรมประมงควรออกมาตอบ:
.
TOR เขียนไว้ยังไง? ค่า Accuracy (ความแม่นยำ) ต้องได้กี่ % ถึงจะส่งงานผ่าน?
.
งบ 9 ล้าน แบ่งเป็นค่าอะไรบ้าง? ค่าทำ Data หรือแค่ค่าจ้างทำ UI แอป?
.
ทำไมต้อง Reinvent the wheel? ทำไมไม่ใช้ API ระดับโลกมาต่อยอด จะได้ประหยัดงบไปทำอย่างอื่น
.
บอกตรงๆ เสียดายเงินภาษีครับ เงิน 9 ล้านนี่เอาไปซื้ออุปกรณ์ช่วยประมงพื้นบ้าน หรือช่วยเกษตรกรที่น้ำท่วมได้หลายร้อยบ้านเลยนะ
.
https://www.facebook.com/PawootPom/posts/pfbid0ujKPc1HGQaBAox1rGTDNgusTxJBG32WTMbtVKbvyp97B31t87ckLnugtiU8gfY5wl
.
.
พิษเศรษฐกิจ! โคราชก่อนเปิดเทอมเงียบเหงา ร้านขายชุดนร.-ปักชื่อ ยอดตก ผู้ปกครองรัดเข็มขัด
https://www.matichon.co.th/region/news_5704530
.
พิษเศรษฐกิจ! โคราชก่อนเปิดเทอมเงียบเหงา ร้านขายชุดนร.-ปักชื่อ ยอดตก ผู้ปกครองรัดเข็มขัด
.
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงใกล้จะเปิดภาคเรียนปกติ พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเตรียมชุดนักเรียนให้กับบุตรหลาน ซึ่งมีหลายบ้านที่ยังให้เด็กๆ ใส่ชุดนักเรียนเก่าซ้ำไปก่อน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังไม่ดี จึงทำให้ช่วงก่อนภาคเรียน ผู้ปกครองนำเสื้อผ้านักเรียนของบุตรหลานมาแก้ไข ขยายเอวกระโปรงให้ใหญ่ขึ้น หรือเอาเสื้อนักเรียนเก่ามาเลาะชื่อออก เพื่อปักชื่อใหม่ลงไป
.
ที่ร้านรับปักชื่อเสื้อนักเรียนแห่งหนึ่ง นาง
วรินธร สาระสุข อายุ 54 ปีต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ตนเปิดร้านรับปักชื่อมาหลายปีแล้ว โดยในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนแต่ละปี จะมีลูกค้ามาอุดหนุนเยอะมาก ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ปีนี้รายได้ตกไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไปซื้อเสื้อผ้านักเรียนใหม่กับบุตรหลานมักจะสั่งปักชื่อกับ ร้านขายชุดนักเรียนนั้นๆ เลย ไม่ต้องหาร้านรับปักชื่อให้ยุ่งยาก ทำให้ร้านของตนถูกดึงลูกค้าไป รายได้จึงลดลงตามไปด้วย ลงทุนสั่งซื้อเครื่องจักรคอมพิวเตอร์มารับปักชื่อโดยเฉพาะ ถึง 4 เครื่อง เป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาท แต่ต้องผิดหวัง เพราะลูกค้าลดจำนวนลง ไม่ได้มากอย่างที่คิด จะรับปักแพงเกินไปก็ไม่ได้ กลัวลูกค้าหายหมด จึงต้องพยายามประคองตัวไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ทุนกลับมาคืน
.
ในขณะที่บรรยากาศร้านขายชุดนักเรียน ที่ ตลาดพิมายเมืองใหม่ อ.พิมาย ก็เงียบเหงาเช่นกัน เช่นที่ ร้านศิลป์ชัยอาภรณ์ นาง
สุกัญญา สอบเหล็ก อายุ 61ปี เจ้าของร้าน กล่าวว่า เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ขายของไม่ดี ทั้งๆ ที่ใกล้จะเปิดภาคเรียนแล้ว แต่ที่ร้านยังเงียบ นานๆ จะมีลูกค้าเข้ามาซื้อชุดนักเรียนสักครั้ง ซึ่งสาเหตุเกิดจากการขายออนไลน์ ลูกค้าในปัจจุบันจะช้อปสินค้าทางแพลตฟอร์มออนไลน์กันมากกว่าจะมาจับจ่ายซื้อสินค้าตามท้องตลาด ยิ่งตลาดออนไลน์ มีสินค้าให้เลือกมากมาย ซ้ำยังแข่งขันตัดราคากันด้วย เพื่อจะดึงดูดลูกค้าให้สั่งซื้อ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกค้ามาซื้อของที่ร้านลดลง นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ดี น้ำมันแพง และสินค้าใช้สอยก็แพงด้วยทำให้ไม่มีเงินจับจ่าย.
.
.
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แนะ “รัฐบาล” ชั่งน้ำหนัก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ควรทำแบบพุ่งเป้า ในภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่เสมอ
.
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงความเห็นต่อการที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินราว 4 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง ว่า ธปท.ได้ประเมินผลเบื้องต้นที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย หากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นผ่าน พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว โดยคิดจากวงเงิน 3 แสนล้านบาท ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยให้ GDP ปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.5-0.7% จากกรณีฐานที่ ธปท. คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.5%
.
พร้อมมองว่า รัฐบาลควรชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้จ่ายในรูปแบบเงินเยียวยา และการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะหากรัฐบาลใช้เงินเยียวยา ข้อดี คือจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ทันทีในปีนี้ แต่อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีถัดไปลดลง เนื่องจากฐาน GDP ในปีนี้จะสูงขึ้น แต่หากรัฐบาลนำเงินไปใช้กับการลงทุนทางเศรษฐกิจ ก็จะมีผลทำให้ GDP เติบโตได้ต่อเนื่อง และยั่งยืนมากกว่า
.
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันของไทย มีลักษณะการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven) เนื่องจากกลุ่มคนฐานรากและผู้ประกอบการ SMEs รายย่อย เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากภาระค่าครองชีพและต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งมองว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ ควรออกมาช่วยเหลืออย่างตรงจุด (Targeted)
.
“นโยบายการคลัง ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการประคองสถานการณ์ เนื่องจากนโยบายการเงิน เป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง และมักใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะเห็นผลชัดเจน” นายวิทัย ระบุ
JJNY : สส.ปชน.จี้เปิดทีโออาร์│พิษศก.! โคราชก่อนเปิดเทอมเหงา│ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แนะควรทำแบบพุ่งเป้า│IMF เตือน ศก.โลกส่อพัง
https://www.matichon.co.th/economy/news_5704347
.
.
สส.ปชน.เผยบริษัททำแอพพ์กรมประมง รับอื้อ 53 โครงการ จี้เปิดทีโออาร์
.
วันที่ 5 พฤษภาคม นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์ขัอความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
เห้ย… เห็นข่าวแอป “Thailand FishAI” ของกรมประมงกันยัง? ที่ใช้งบไปกว่า 9.1 ล้านบาทน่ะ!
ตอนแรกผมเห็นชื่อก็นึกว่าดีนะ จะเอา AI มาช่วยพี่น้องเกษตรกรจำแนกพันธุ์ปลา แต่พอเห็นคนเอา “ปาท่องโก๋” ไปส่องแล้วแอปบอกว่าเป็นปลานี่… ผมถึงกับกุมขับเลยครับ! งบ 9 ล้าน แต่แยกปาท่องโก๋กับปลาไม่ออก นี่มัน AI หรือ “เอ๊ะ-ไอ” กันแน่?
ในมุมคนทำงานด้านดิจิทัล ผมบอกเลยว่าตัวเลข 9.1 ล้านบาท มัน “แรง” มากสำหรับแอป Mobile App หนึ่งตัวในยุคนี้ เพราะอะไร?
.
1. เทคโนโลยีโลกไปไกลมากแล้ว: Google Lens ทำได้ฟรีและแม่นกว่าเยอะ หรือจะใช้ Model สำเร็จรูปมาเทรนเอง งบหลักแสนยังทำออกมาได้เนี๊ยบกว่านี้เลย และเอาจริงๆ ระบบค้นด้วย AI ค้นหาปลาได้แค่ 52 ชนิดเท่านั้น โอ้ววว….
.
2. ความคุ้มค่าหายไปไหน?: ถ้า AI ยังแยก Out-of-Distribution (ของที่ไม่ใช่ปลา) ไม่ออกแบบนี้ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล 2,000 ชนิดที่โม้ไว้ก็แทบไม่เหลือครับ ลองดูตัวอย่างปลา ที่ระบบ AI นี้วิเคราะห์ออกมา ผิดเยอะครับ (ดุภาพที่แนบมา)
.
วันก่อนเห็นกรมประมงออกมาแจงแล้วนะ… แต่ผมยิ่งมีคำถามหนักกว่าเดิมอีก!
.
1. เค้าบอกว่ามันคือ “ต้นแบบ” (Prototype) อยู่ในระยะวิจัย
.
2. AI จริงๆ สแกนรู้จักปลาแค่ 52 ชนิด (ส่วนไอ้ที่บอก 2,000 ชนิดน่ะ คือฐานข้อมูลเอาไว้อ่านเฉยๆ)
.
3. ยอมรับว่าแม่นยำต่ำ และขอให้ประชาชนช่วยกันส่งรูปไปช่วย “เทรน” น้องหน่อย
.
เห้ย… ในมุมคนทำ Tech อย่างผม ฟังแล้วมันไม่ได้นะเว้ย!
.
งบ 9.1 ล้านบาท นะคุณ! กับเวลาพัฒนา 1 ปี แต่ AI กลับแยก “ปาท่องโก๋” กับ “ปลา” ไม่ได้เนี่ยนะ? ถ้าเป็นบริษัทเอกชนทำโปรดักส์แบบนี้ออกมาปล่อยสู่ตลาด โดนลูกค้าด่าตายเลยครับ และที่สำคัญคือ “มันคือเงินภาษีพวกเรา”
.
แล้วที่บอกว่ารู้จักปลาแค่ 52 ชนิด… คำถามคือ แล้วเงิน 9 ล้านมันหายไปไหนหมด?
.
ปกติค่าจ้างทำ Data Labeling หรือเทรน Model AI ระดับนี้ ถ้าใช้งบเกือบ 10 ล้าน ผลลัพธ์มันต้อง “คม” กว่านี้เยอะ ไม่ใช่เอาของไม่พร้อมมาปล่อย แล้วพอคนด่าก็บอกว่าเป็นต้นแบบ แล้วมาขอให้ประชาชนช่วยทำฟรีๆ (ทั้งที่รัฐจ่ายเงินจ้างบริษัททำไปแล้ว)
.
เอาจริงๆ งานแบบนี้ ให้เด็กมหาลัยทำใช้เวลาไม่กี่วันก็ทำได้แล้ว แล้วทำดีกว่าด้วย.! และใช้เงินไม่ถึงแสนก็ทำได้แล้ว
.
มีตัวอย่างของท่านนึงพัฒนาแอพคล้ายๆ กันด้วยตัวเอง ใช้เวลาไม่นาน แต่ดูจะเก่งกว่า พัฒนาได้เร็วกว่า ราคาถูกกว่า แอพของกรมประมงซะอีก
.
พอผมไปลองค้นข้อมูลบริษัทที่ได้พัฒนาระบบนี้ ชื่อบริษัท… ยิ่งน่าสนใจ…
.
บริษัทนี้เหมางานกรมประมงไปแล้วกว่า 53 โครงการ! และส่วนใหญ่ได้งานแบบ “เฉพาะเจาะจง” หรือ “คัดเลือก” (คือไม่ค่อยเปิดประมูลแข่งทั่วไป) งานบำรุงรักษาระบบเดิมก็เพียบ งานใหม่ก็ได้อีก นี่มันเจ้าประจำชัดๆ และโดยเฉพาะงานนี้ “กรรมการตรวจรับงานกันยังไง?” ถึงปล่อยให้แอปที่แยกปาท่องโก๋กับปลาไม่ออกผ่าน QC มาได้ มันยิ่งทำให้น่าสงสัยเข้าไปใหญ่..!
.
“อย่าเอาคำว่า Prototype มาบังหน้า ความไม่คุ้มค่าของงบประมาณ”
.
ผมว่าเรื่องทางกรมประมงควรออกมาตอบ:
.
TOR เขียนไว้ยังไง? ค่า Accuracy (ความแม่นยำ) ต้องได้กี่ % ถึงจะส่งงานผ่าน?
.
งบ 9 ล้าน แบ่งเป็นค่าอะไรบ้าง? ค่าทำ Data หรือแค่ค่าจ้างทำ UI แอป?
.
ทำไมต้อง Reinvent the wheel? ทำไมไม่ใช้ API ระดับโลกมาต่อยอด จะได้ประหยัดงบไปทำอย่างอื่น
.
บอกตรงๆ เสียดายเงินภาษีครับ เงิน 9 ล้านนี่เอาไปซื้ออุปกรณ์ช่วยประมงพื้นบ้าน หรือช่วยเกษตรกรที่น้ำท่วมได้หลายร้อยบ้านเลยนะ
.
https://www.facebook.com/PawootPom/posts/pfbid0ujKPc1HGQaBAox1rGTDNgusTxJBG32WTMbtVKbvyp97B31t87ckLnugtiU8gfY5wl
.
.
พิษเศรษฐกิจ! โคราชก่อนเปิดเทอมเงียบเหงา ร้านขายชุดนร.-ปักชื่อ ยอดตก ผู้ปกครองรัดเข็มขัด
https://www.matichon.co.th/region/news_5704530
.
พิษเศรษฐกิจ! โคราชก่อนเปิดเทอมเงียบเหงา ร้านขายชุดนร.-ปักชื่อ ยอดตก ผู้ปกครองรัดเข็มขัด
.
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงใกล้จะเปิดภาคเรียนปกติ พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเตรียมชุดนักเรียนให้กับบุตรหลาน ซึ่งมีหลายบ้านที่ยังให้เด็กๆ ใส่ชุดนักเรียนเก่าซ้ำไปก่อน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังไม่ดี จึงทำให้ช่วงก่อนภาคเรียน ผู้ปกครองนำเสื้อผ้านักเรียนของบุตรหลานมาแก้ไข ขยายเอวกระโปรงให้ใหญ่ขึ้น หรือเอาเสื้อนักเรียนเก่ามาเลาะชื่อออก เพื่อปักชื่อใหม่ลงไป
.
ที่ร้านรับปักชื่อเสื้อนักเรียนแห่งหนึ่ง นางวรินธร สาระสุข อายุ 54 ปีต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ตนเปิดร้านรับปักชื่อมาหลายปีแล้ว โดยในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนแต่ละปี จะมีลูกค้ามาอุดหนุนเยอะมาก ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ปีนี้รายได้ตกไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไปซื้อเสื้อผ้านักเรียนใหม่กับบุตรหลานมักจะสั่งปักชื่อกับ ร้านขายชุดนักเรียนนั้นๆ เลย ไม่ต้องหาร้านรับปักชื่อให้ยุ่งยาก ทำให้ร้านของตนถูกดึงลูกค้าไป รายได้จึงลดลงตามไปด้วย ลงทุนสั่งซื้อเครื่องจักรคอมพิวเตอร์มารับปักชื่อโดยเฉพาะ ถึง 4 เครื่อง เป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาท แต่ต้องผิดหวัง เพราะลูกค้าลดจำนวนลง ไม่ได้มากอย่างที่คิด จะรับปักแพงเกินไปก็ไม่ได้ กลัวลูกค้าหายหมด จึงต้องพยายามประคองตัวไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ทุนกลับมาคืน
.
ในขณะที่บรรยากาศร้านขายชุดนักเรียน ที่ ตลาดพิมายเมืองใหม่ อ.พิมาย ก็เงียบเหงาเช่นกัน เช่นที่ ร้านศิลป์ชัยอาภรณ์ นางสุกัญญา สอบเหล็ก อายุ 61ปี เจ้าของร้าน กล่าวว่า เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ขายของไม่ดี ทั้งๆ ที่ใกล้จะเปิดภาคเรียนแล้ว แต่ที่ร้านยังเงียบ นานๆ จะมีลูกค้าเข้ามาซื้อชุดนักเรียนสักครั้ง ซึ่งสาเหตุเกิดจากการขายออนไลน์ ลูกค้าในปัจจุบันจะช้อปสินค้าทางแพลตฟอร์มออนไลน์กันมากกว่าจะมาจับจ่ายซื้อสินค้าตามท้องตลาด ยิ่งตลาดออนไลน์ มีสินค้าให้เลือกมากมาย ซ้ำยังแข่งขันตัดราคากันด้วย เพื่อจะดึงดูดลูกค้าให้สั่งซื้อ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกค้ามาซื้อของที่ร้านลดลง นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ดี น้ำมันแพง และสินค้าใช้สอยก็แพงด้วยทำให้ไม่มีเงินจับจ่าย.
.
.
.
พร้อมมองว่า รัฐบาลควรชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้จ่ายในรูปแบบเงินเยียวยา และการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะหากรัฐบาลใช้เงินเยียวยา ข้อดี คือจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ทันทีในปีนี้ แต่อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีถัดไปลดลง เนื่องจากฐาน GDP ในปีนี้จะสูงขึ้น แต่หากรัฐบาลนำเงินไปใช้กับการลงทุนทางเศรษฐกิจ ก็จะมีผลทำให้ GDP เติบโตได้ต่อเนื่อง และยั่งยืนมากกว่า
.
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันของไทย มีลักษณะการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven) เนื่องจากกลุ่มคนฐานรากและผู้ประกอบการ SMEs รายย่อย เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากภาระค่าครองชีพและต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งมองว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ ควรออกมาช่วยเหลืออย่างตรงจุด (Targeted)
.
“นโยบายการคลัง ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการประคองสถานการณ์ เนื่องจากนโยบายการเงิน เป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง และมักใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะเห็นผลชัดเจน” นายวิทัย ระบุ