ถ้าชอบ post นี้เพราะมี กระแสแรงที่สุดในโลกโซเชียลฯ ช่วยกด ♥️ กด like กด share ♥️ เป็นกำลังใจให้ด้วยครับ
ส่วนที่ 2 : ยุทธศาสตร์หลังม่านและวิเคราะห์รายบุคคล
เนื่องจากการวิเคราะห์ช่วงนี้ยาว ผมจึงขอแบ่งเป็น 3 parts part แรก post ไปแล้วเมื่วานตาม link :
https://www.facebook.com/share/p/1bJ9DJ2WNV/
วันนี้คือส่วนที่ 2
#ขออนุญาต admin ครับ
📌 5 กระแสแรงที่สุดในโลกโซเชียลรอบ 24 ชั่วโมงที่เกี่ยวกับแมนยู 📌 (เรียงจากแรงน้อยสุดไปมากสุด)
5. มีการรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอนาคตของแรชฟอร์ด ในช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 2026 ขณะที่สโมสรเริ่มพิจารณานักเตะตำแหน่งปีกซ้ายรายใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน
4. รายงานระบุว่าสโมสรให้ความสนใจ มาเตอุส แฟร์นานเดส ของเวสต์แฮม และ ราฟาเอล เลเอา ของเอซี มิลาน เพื่อ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในแดนกลาง
3. ผลงานการคุมทีมที่โดดเด่นทำให้คาริค เป็นตัวเต็งในการรับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวรหลังจากพาทีมกลับสู่ UCL
2. สโมสรยืนยันการขยายสัญญาของ เมนู อย่างเป็นทางการจนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2031 พร้อมการปรับเพิ่มค่าเหนื่อยเพื่อสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในทีมชุดใหญ่
1. การที่สโมสรคว้าชัยชนะเหนือลิเวอร์พูล 3-2 ทำให้การันตีการจบอันดับในพื้นที่ UCL ฤดูกาล ค.ศ. 2026/27 ได้สำเร็จอย่างเป็นทางการ
❤️ สถิติสูงสุดในฤดูกาลปัจจุบัน ❤️
สโมสร : บรูโน่ (19 assists) และ 120 shot-creating actions
EPL : ฮาลันด์ (24 goal) และ บรูโน่ (19 assist)
แม้นัดนี้ บรูโน่ จะไม่ได้รับเครดิต assist อย่างเป็นทางการเนื่องจากบอลถูกสัมผัสโดยคู่แข่งก่อนเข้าประตู แต่สถิติตลอดฤดูกาลแสดงถึงอิทธิพลที่ไม่มีใครเทียบได้ในการขับเคลื่อนสโมสรกลับสู่ UCL
💎 การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Intelligence) 💎 (คำเดียวกับยุทธศาสตร์หลังม่าน)
ชัยชนะ 3-2 ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในศึกนอร์ทเวสต์ดาร์บีครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ถึงความอัจฉริยะในการวางหมากของไมเคิล คาร์ริค ที่สามารถกอบกู้ "ตัวตน" ของปีศาจแดงกลับมาได้อย่างเฉียบคม
📌 กลยุทธ์ครึ่งแรก: ระเบียบวินัยและการจู่โจมแนวดิ่ง 📌
คาร์ริคเริ่มต้นด้วยระบบ 4-2-3-1 ที่เน้นความรัดกุม โดยมี คาเซมิโร่ เป็นหัวใจสำคัญในเกมรับ ทำหน้าที่ยืนปักหลักหน้าแผงหลังเพื่อชะลอการทำเกมเร็วของคู่แข่งและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
ในขณะที่เกมรุกเน้นการใช้ความได้เปรียบจากความเร็วของปีกทั้งสองข้าง โดยใช้กลยุทธ์ Vertical Direct Passing หรือการจ่ายบอลแนวลึกโดยตรงเพื่อโจมตีพื้นที่ว่างหลังแบ็กคู่แข่ง
ส่งผลให้กองหน้าสามารถดวลตัวต่อตัวกับแนวรับที่ยังไม่ตั้งตัวจนเกิดช่องว่างอันตรายหน้ากรอบเขตโทษ
📌 คีย์แมนและวิวัฒนาการการเข้าทำ 📌
บรูโน่ แฟร์นันเดส (Free Roaming Playmaker): รับบทบาทตัวทำเกมอิสระที่คอยปลดล็อกแนวรับ บรูโน่มักถ่างออกไปด้านข้างเพื่อสร้างสถานการณ์ Overload ร่วมกับปีกและฟูลแบ็ก
ค็อบบี้ ไมนู: เติมเต็มระบบด้วยการยืนตำแหน่งสูงในจังหวะรุก เพิ่มความยืดหยุ่นและเป็นตัวเลือกเสริมในการเข้าทำประตู
📌 ผลลัพธ์จากแผนการ: การนำห่าง 2-0 📌
นาทีที่ 6: มาเทอุส กุนญ่า เก็บตกบอลจังหวะสองจากลูกเตะมุมแล้วซัดเข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้แผนตั้งรับแล้วโต้กลับทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 14: ความสำเร็จจากการประสานงานที่ซ้อมมาอย่างดี ลุค ชอว์ ครอสบอลให้บรูโน่โหม่งชง ประตูลิเวอร์พูลปัดและเชสโก้ เข้าชาร์จจบสกอร์
📌 จุดเปลี่ยนครึ่งหลัง: ความผิดพลาดส่วนบุคคลและการแก้เกมระดับ Masterpiece 📌
ในช่วงเริ่มครึ่งหลัง แมนยูปรับมารับต่ำเพื่อรอสวนกลับ แต่กลับต้องเผชิญกับภาวะ Counter-Attack Exposure จากการเสียสมาธิส่วนบุคคลในแดนตัวเอง โดยเริ่มจาก อามัด ที่ถูกแย่งบอลบริเวณกลางสนาม (นาทีที่ 47) และตามด้วยความผิดพลาดในการจ่ายบอลของแลมเมนส์ (นาทีที่ 56) ทำให้ลิเวอร์พูลตามตีเสมอ 2-2 ภายในเวลาเพียง 11 นาทีหลังจากเริ่มครึ่งหลัง
อย่างไรก็ตาม คาร์ริคได้แสดงการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมแทนที่จะถอยไปตั้งรับเพื่อรักษาผลเสมอ เขาสั่งให้ลูกทีมเดินหน้าบุกต่อทันทีเพื่อกดดันคู่แข่งที่กำลังได้ใจ พร้อมทั้งส่ง แพทริค ดอร์กู ลงมาในนาทีที่ 75 เพื่อหน้าที่ "ยืดสนาม" (Stretching the Pitch) ความดุดันของดอร์กูทำให้แนวรับคู่แข่งพะวงจนเปิดพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษให้ไมนู ซึ่งได้รับอิสระในการยืนตำแหน่งสูง สามารถเก็บตกบอลจากการเคลียร์และยิงไกลจากนอกกรอบเข้าไปในนาที
ที่ 77 คว้าชัยชนะให้ทีมในที่สุด
🔥🔥🔥 The Masterpiece Conclusion : เมื่อแทคติกแนวดิ่งบรรจบกับจิตวิญญาณผู้ชนะ 🔥🔥🔥
"ชัยชนะนัดนี้คือการประกาศชัยชนะของ 'Direct Verticality' ที่บดขยี้ระบบครองบอลอย่างไร้แผนสำรองจนสิ้นซาก ผสานกับ 'ความนิ่งระดับไอคอน' ของยอดนักเตะอย่าง บรูโน่ และ ไมนู ที่เปลี่ยนแรงกดดันในเกมซุปเปอร์บิ๊กแมตช์ให้กลายเป็นเวทีแสดงพรสวรรค์ตัดสินเกม นี่ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือบทสรุปที่ว่า แทคติกที่เฉียบคมและคุณภาพส่วนบุคคลที่เหนือชั้น คือปัจจัยที่แยก 'ผู้เล่น' ออกจาก 'แชมป์เปี้ยน' อย่างแท้จริง"
หลังจากเอาชนะลิเวอร์พูลและพาสโมสรการันตีไป UCL โอกาสที่คาร์ริค จะถูกแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมถาวรมีถึง 73 % (จาก Kalshi ซึ่งเป็น Prediction Market)
โดยพิจารณาจากผลงานในสนามและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนักเตะและแฟนบอล
📌 มุมมองจากนักข่าว Tier 1 📌
Fabrizio Romano: คาร์ริคคือตัวเต็งที่ชัดเจนที่สุด (Clear Favourite) ภายในสโมสรเชื่อมั่นอย่างมากหลังจากพาทีมกลับไปเล่นย UCL สำเร็จ นอกจากนี้สโมสรได้ใส่ชื่อ เอแดร์ซอน กองกลางจากอตาลันต้าไว้ในลิสต์เสริมทัพช่วงซัมเมอร์
Jamie Jackson (The Guardian): ระบุว่าสโมสรเตรียมจะเสนอสัญญาผู้จัดการทีมถาวรให้กับคาร์ริค โดยตำแหน่งนี้เป็นของเขาหากเขาต้องการจะรับงาน เนื่องจากจากผู้บริหารระดับสูงประทับใจในการสร้างบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมภายในทีม
Chris Wheeler (Daily Mail): แมนยูเตรียมงบประมาณไว้ประมาณ 150 ล้านปอนด์สำหรับการเซ็นสัญญากองกลางใหม่ 3 คน โดยวางงบ 80 ล้านปอนด์ไว้สำหรับตัวแทนหลักของคาเซมิโร่ และสโมสรมีโอกาสจะได้เงินเพิ่มจากการได้โควตาไปยุโรปกว่า 100 ล้านปอนด์
Paul Hirst (The Times): คาร์ริคคือคนที่มีโอกาสสูงสุดแต่ชื่อของ อันโดนี่ ไอราโอล่า ยังไม่ถูกตัดออกจากการพิจารณาควบคู่กันไป นอกจากนี้คาดว่าจะมีนักเตะย้ายออกในช่วงฤดูร้อนปี 2026 ถึง 9 ราย โดยคาเซมิโร่กำลังเป็นที่สนใจของอินเตอร์ มิลาน
Rob Dawson (ESPN): สโมสรยังคงแผนการสรรหาผู้จัดการทีมตามกระบวนการที่วางไว้ (Structured Selection Process) เพื่อความรอบคอบ แม้ว่าผลงานของคาร์ริคจะยอดเยี่ยมจนเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งก็ตาม
James Ducker (The Telegraph): รายงานว่า บรูโน่ กัปตันทีมกำลังรอดูทิศทางการเสริมทัพของกลุ่ม INEOS ในช่วงตลาดซื้อขายรอบนี้ ก่อนที่จะวางแผนอนาคตระยะยาวของตนเองกับสโมสร
Henry Winter (The Independent): วิเคราะห์ว่าคาร์ริคสามารถกู้คืนความหวังและความภาคภูมิใจให้กับแฟนบอลได้สำเร็จ และการพาทีมชนะบิ๊กซิกซ์ได้ครบทุกทีมในฤดูกาลเดียวคือเครื่องพิสูจน์ความสามารถที่ชัดเจนที่สุด
❤️ 3 Key Success Factors ของแมนยู ❤️
จิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้ชนะที่ คาร์ริค ปลูกฝังให้นักเตะ
ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก
ความแม่นยำทางยุทธศาสตร์ในการโจมตีจุดอ่อนของคู่แข่งอย่างเป็นระบบ
💎 สรุป 💎
ชัยชนะนัดนี้และการการันตีเป้าหมายสูงสุดของฤดูกาลทำให้ผู้บริหารมีความมั่นใจต่อ คาร์ริค มากยิ่งขึ้นและส่งผลโดยตรงต่อการพิจารณามอบสัญญาถาวรในเร็วๆ นี้
โดย Kalshi (แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสัญญาเหตุการณ์ (Event Contracts) กำกับดูแลโดยหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ) ได้คาดการณ์โอกาสคาริกได้เป็นผู้จัดการถาวรแมนยู 72%
credit : Manchester United Official, Premier League Official, Sky Sports, The Athletic, OptaJoe, Statman Dave, Fabrizio Romano, David Ornstein, Football Made Simple, Statman Dave และ The Redmen TV, Darral Eves และ MrBeast
♥️♥️♥️ เกิดมาเพื่อเชียร์ปีศาจแดงทุกฤดูกาล. เพื่อเชียร์อินทรีเหล็กทุกทัวร์นาเมนต์. และเพื่อเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทยไปตลอดกาล ♥️♥️♥️ เรขาลิขิต@www.pantip.com
ส่วนที่ 3 จะ post พรุ่งนี้ช่วงเดียวกันนี้ครับ
#ปีศาจแดง #แมนยู #MUFC #RedArmy #UCL #ManchesterUnited
[ Red Devils 2026-04-05 ] RED WAR DAY part2 : Carrick-Mainoo connection
ส่วนที่ 2 : ยุทธศาสตร์หลังม่านและวิเคราะห์รายบุคคล
เนื่องจากการวิเคราะห์ช่วงนี้ยาว ผมจึงขอแบ่งเป็น 3 parts part แรก post ไปแล้วเมื่วานตาม link : https://www.facebook.com/share/p/1bJ9DJ2WNV/
วันนี้คือส่วนที่ 2
#ขออนุญาต admin ครับ
📌 5 กระแสแรงที่สุดในโลกโซเชียลรอบ 24 ชั่วโมงที่เกี่ยวกับแมนยู 📌 (เรียงจากแรงน้อยสุดไปมากสุด)
5. มีการรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอนาคตของแรชฟอร์ด ในช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 2026 ขณะที่สโมสรเริ่มพิจารณานักเตะตำแหน่งปีกซ้ายรายใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน
4. รายงานระบุว่าสโมสรให้ความสนใจ มาเตอุส แฟร์นานเดส ของเวสต์แฮม และ ราฟาเอล เลเอา ของเอซี มิลาน เพื่อ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในแดนกลาง
3. ผลงานการคุมทีมที่โดดเด่นทำให้คาริค เป็นตัวเต็งในการรับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวรหลังจากพาทีมกลับสู่ UCL
2. สโมสรยืนยันการขยายสัญญาของ เมนู อย่างเป็นทางการจนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2031 พร้อมการปรับเพิ่มค่าเหนื่อยเพื่อสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในทีมชุดใหญ่
1. การที่สโมสรคว้าชัยชนะเหนือลิเวอร์พูล 3-2 ทำให้การันตีการจบอันดับในพื้นที่ UCL ฤดูกาล ค.ศ. 2026/27 ได้สำเร็จอย่างเป็นทางการ
❤️ สถิติสูงสุดในฤดูกาลปัจจุบัน ❤️
สโมสร : บรูโน่ (19 assists) และ 120 shot-creating actions
EPL : ฮาลันด์ (24 goal) และ บรูโน่ (19 assist)
แม้นัดนี้ บรูโน่ จะไม่ได้รับเครดิต assist อย่างเป็นทางการเนื่องจากบอลถูกสัมผัสโดยคู่แข่งก่อนเข้าประตู แต่สถิติตลอดฤดูกาลแสดงถึงอิทธิพลที่ไม่มีใครเทียบได้ในการขับเคลื่อนสโมสรกลับสู่ UCL
💎 การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Intelligence) 💎 (คำเดียวกับยุทธศาสตร์หลังม่าน)
ชัยชนะ 3-2 ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในศึกนอร์ทเวสต์ดาร์บีครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ถึงความอัจฉริยะในการวางหมากของไมเคิล คาร์ริค ที่สามารถกอบกู้ "ตัวตน" ของปีศาจแดงกลับมาได้อย่างเฉียบคม
📌 กลยุทธ์ครึ่งแรก: ระเบียบวินัยและการจู่โจมแนวดิ่ง 📌
คาร์ริคเริ่มต้นด้วยระบบ 4-2-3-1 ที่เน้นความรัดกุม โดยมี คาเซมิโร่ เป็นหัวใจสำคัญในเกมรับ ทำหน้าที่ยืนปักหลักหน้าแผงหลังเพื่อชะลอการทำเกมเร็วของคู่แข่งและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
ในขณะที่เกมรุกเน้นการใช้ความได้เปรียบจากความเร็วของปีกทั้งสองข้าง โดยใช้กลยุทธ์ Vertical Direct Passing หรือการจ่ายบอลแนวลึกโดยตรงเพื่อโจมตีพื้นที่ว่างหลังแบ็กคู่แข่ง
ส่งผลให้กองหน้าสามารถดวลตัวต่อตัวกับแนวรับที่ยังไม่ตั้งตัวจนเกิดช่องว่างอันตรายหน้ากรอบเขตโทษ
📌 คีย์แมนและวิวัฒนาการการเข้าทำ 📌
บรูโน่ แฟร์นันเดส (Free Roaming Playmaker): รับบทบาทตัวทำเกมอิสระที่คอยปลดล็อกแนวรับ บรูโน่มักถ่างออกไปด้านข้างเพื่อสร้างสถานการณ์ Overload ร่วมกับปีกและฟูลแบ็ก
ค็อบบี้ ไมนู: เติมเต็มระบบด้วยการยืนตำแหน่งสูงในจังหวะรุก เพิ่มความยืดหยุ่นและเป็นตัวเลือกเสริมในการเข้าทำประตู
📌 ผลลัพธ์จากแผนการ: การนำห่าง 2-0 📌
นาทีที่ 6: มาเทอุส กุนญ่า เก็บตกบอลจังหวะสองจากลูกเตะมุมแล้วซัดเข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้แผนตั้งรับแล้วโต้กลับทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 14: ความสำเร็จจากการประสานงานที่ซ้อมมาอย่างดี ลุค ชอว์ ครอสบอลให้บรูโน่โหม่งชง ประตูลิเวอร์พูลปัดและเชสโก้ เข้าชาร์จจบสกอร์
📌 จุดเปลี่ยนครึ่งหลัง: ความผิดพลาดส่วนบุคคลและการแก้เกมระดับ Masterpiece 📌
ในช่วงเริ่มครึ่งหลัง แมนยูปรับมารับต่ำเพื่อรอสวนกลับ แต่กลับต้องเผชิญกับภาวะ Counter-Attack Exposure จากการเสียสมาธิส่วนบุคคลในแดนตัวเอง โดยเริ่มจาก อามัด ที่ถูกแย่งบอลบริเวณกลางสนาม (นาทีที่ 47) และตามด้วยความผิดพลาดในการจ่ายบอลของแลมเมนส์ (นาทีที่ 56) ทำให้ลิเวอร์พูลตามตีเสมอ 2-2 ภายในเวลาเพียง 11 นาทีหลังจากเริ่มครึ่งหลัง
อย่างไรก็ตาม คาร์ริคได้แสดงการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมแทนที่จะถอยไปตั้งรับเพื่อรักษาผลเสมอ เขาสั่งให้ลูกทีมเดินหน้าบุกต่อทันทีเพื่อกดดันคู่แข่งที่กำลังได้ใจ พร้อมทั้งส่ง แพทริค ดอร์กู ลงมาในนาทีที่ 75 เพื่อหน้าที่ "ยืดสนาม" (Stretching the Pitch) ความดุดันของดอร์กูทำให้แนวรับคู่แข่งพะวงจนเปิดพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษให้ไมนู ซึ่งได้รับอิสระในการยืนตำแหน่งสูง สามารถเก็บตกบอลจากการเคลียร์และยิงไกลจากนอกกรอบเข้าไปในนาที
ที่ 77 คว้าชัยชนะให้ทีมในที่สุด
🔥🔥🔥 The Masterpiece Conclusion : เมื่อแทคติกแนวดิ่งบรรจบกับจิตวิญญาณผู้ชนะ 🔥🔥🔥
"ชัยชนะนัดนี้คือการประกาศชัยชนะของ 'Direct Verticality' ที่บดขยี้ระบบครองบอลอย่างไร้แผนสำรองจนสิ้นซาก ผสานกับ 'ความนิ่งระดับไอคอน' ของยอดนักเตะอย่าง บรูโน่ และ ไมนู ที่เปลี่ยนแรงกดดันในเกมซุปเปอร์บิ๊กแมตช์ให้กลายเป็นเวทีแสดงพรสวรรค์ตัดสินเกม นี่ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือบทสรุปที่ว่า แทคติกที่เฉียบคมและคุณภาพส่วนบุคคลที่เหนือชั้น คือปัจจัยที่แยก 'ผู้เล่น' ออกจาก 'แชมป์เปี้ยน' อย่างแท้จริง"
หลังจากเอาชนะลิเวอร์พูลและพาสโมสรการันตีไป UCL โอกาสที่คาร์ริค จะถูกแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมถาวรมีถึง 73 % (จาก Kalshi ซึ่งเป็น Prediction Market)
โดยพิจารณาจากผลงานในสนามและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนักเตะและแฟนบอล
📌 มุมมองจากนักข่าว Tier 1 📌
Fabrizio Romano: คาร์ริคคือตัวเต็งที่ชัดเจนที่สุด (Clear Favourite) ภายในสโมสรเชื่อมั่นอย่างมากหลังจากพาทีมกลับไปเล่นย UCL สำเร็จ นอกจากนี้สโมสรได้ใส่ชื่อ เอแดร์ซอน กองกลางจากอตาลันต้าไว้ในลิสต์เสริมทัพช่วงซัมเมอร์
Jamie Jackson (The Guardian): ระบุว่าสโมสรเตรียมจะเสนอสัญญาผู้จัดการทีมถาวรให้กับคาร์ริค โดยตำแหน่งนี้เป็นของเขาหากเขาต้องการจะรับงาน เนื่องจากจากผู้บริหารระดับสูงประทับใจในการสร้างบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมภายในทีม
Chris Wheeler (Daily Mail): แมนยูเตรียมงบประมาณไว้ประมาณ 150 ล้านปอนด์สำหรับการเซ็นสัญญากองกลางใหม่ 3 คน โดยวางงบ 80 ล้านปอนด์ไว้สำหรับตัวแทนหลักของคาเซมิโร่ และสโมสรมีโอกาสจะได้เงินเพิ่มจากการได้โควตาไปยุโรปกว่า 100 ล้านปอนด์
Paul Hirst (The Times): คาร์ริคคือคนที่มีโอกาสสูงสุดแต่ชื่อของ อันโดนี่ ไอราโอล่า ยังไม่ถูกตัดออกจากการพิจารณาควบคู่กันไป นอกจากนี้คาดว่าจะมีนักเตะย้ายออกในช่วงฤดูร้อนปี 2026 ถึง 9 ราย โดยคาเซมิโร่กำลังเป็นที่สนใจของอินเตอร์ มิลาน
Rob Dawson (ESPN): สโมสรยังคงแผนการสรรหาผู้จัดการทีมตามกระบวนการที่วางไว้ (Structured Selection Process) เพื่อความรอบคอบ แม้ว่าผลงานของคาร์ริคจะยอดเยี่ยมจนเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งก็ตาม
James Ducker (The Telegraph): รายงานว่า บรูโน่ กัปตันทีมกำลังรอดูทิศทางการเสริมทัพของกลุ่ม INEOS ในช่วงตลาดซื้อขายรอบนี้ ก่อนที่จะวางแผนอนาคตระยะยาวของตนเองกับสโมสร
Henry Winter (The Independent): วิเคราะห์ว่าคาร์ริคสามารถกู้คืนความหวังและความภาคภูมิใจให้กับแฟนบอลได้สำเร็จ และการพาทีมชนะบิ๊กซิกซ์ได้ครบทุกทีมในฤดูกาลเดียวคือเครื่องพิสูจน์ความสามารถที่ชัดเจนที่สุด
❤️ 3 Key Success Factors ของแมนยู ❤️
จิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้ชนะที่ คาร์ริค ปลูกฝังให้นักเตะ
ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก
ความแม่นยำทางยุทธศาสตร์ในการโจมตีจุดอ่อนของคู่แข่งอย่างเป็นระบบ
💎 สรุป 💎
ชัยชนะนัดนี้และการการันตีเป้าหมายสูงสุดของฤดูกาลทำให้ผู้บริหารมีความมั่นใจต่อ คาร์ริค มากยิ่งขึ้นและส่งผลโดยตรงต่อการพิจารณามอบสัญญาถาวรในเร็วๆ นี้
โดย Kalshi (แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสัญญาเหตุการณ์ (Event Contracts) กำกับดูแลโดยหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ) ได้คาดการณ์โอกาสคาริกได้เป็นผู้จัดการถาวรแมนยู 72%
credit : Manchester United Official, Premier League Official, Sky Sports, The Athletic, OptaJoe, Statman Dave, Fabrizio Romano, David Ornstein, Football Made Simple, Statman Dave และ The Redmen TV, Darral Eves และ MrBeast
♥️♥️♥️ เกิดมาเพื่อเชียร์ปีศาจแดงทุกฤดูกาล. เพื่อเชียร์อินทรีเหล็กทุกทัวร์นาเมนต์. และเพื่อเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทยไปตลอดกาล ♥️♥️♥️ เรขาลิขิต@www.pantip.com
ส่วนที่ 3 จะ post พรุ่งนี้ช่วงเดียวกันนี้ครับ
#ปีศาจแดง #แมนยู #MUFC #RedArmy #UCL #ManchesterUnited