🚗⚡🔌🚙🔋 รถปลั๊กอินไฮบริด VS รถยนต์ไฟฟ้า 100% ระยะยาวแบบไหนประหยัดกว่า ! ไปทางไหนดี?

🚗⚡🔌🚙🔋รถปลั๊กอินไฮบริด VS รถยนต์ไฟฟ้า 100% ระยะยาวแบบไหนประหยัดกว่า ! ไปทางไหนดี?


เมื่อราคาน้ำมันพุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยเฉพาะดีเซลที่ทุบสถิติแพงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
ส่งผลให้ต้นทุนการใช้รถกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สร้างความกังวลให้ผู้ขับขี่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหน้ามืดทุกครั้งที่เข้าปั๊ม
หรือความหวาดผวากับความผันผวนของราคาพลังงานในภาพรวม ค่าเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นมาก
ทำให้หลายคนเริ่มหันมาทบทวนอย่างจริงจังว่า รถที่ใช้อยู่ตอบโจทย์แค่ไหน และค่าใช้จ่ายในการวิ่งต่อกิโลเมตรนั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่
แล้วรถอะไรที่เหมาะสมกับยุคที่พลังงานมีราคาสูงโด่งแบบนี้





การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดระหว่าง รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทั้งสองแนวคิด
ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานและสภาพแวดล้อมของผู้ใช้เป็นหลัก โดยแต่ละระบบมีจุดแข็งและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ถ้าไม่ติดเรื่องรอชาร์จไฟ ชอบความทันสมัยและความรวดเร็วทันอกทันใจของมอเตอร์ไฟฟ้าเพียวๆ ที่บ้าน ติดตั้ง Wall Box สำหรับชาร์จไฟได้
การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็นับว่ามีความสะดวกสบายในระดับที่ดี เพราะใช้งานในเมือง มีออกทางไกลบ้างในบางครั้ง
ไม่มีปัญหากับการเดินทางที่ต้องขับไปชาร์จไปเมื่อขับทางไกล

ส่วนคนที่ไม่ชอบรอชาร์จไฟในช่วงวันหยุดยาวที่รถยนต์ไฟฟ้าจะไปออรอชาร์จไฟที่สถานีชาร์จทางไกล
โดยเฉพาะในจุดที่มีระยะทางจากกรุงเทพฯประมาณ 300 กิโลเมตร การรอชาร์จไฟอาจทำให้เสียทั้งเวลา และอารมณ์
ที่พักอาศัย ไม่สะดวกที่จะติดตั้ง Wall Box หรือไม่สามารถติดที่ชาร์จได้เลย ชอบทั้งรถไฟฟ้าและรถสันดาปภายใน
แต่มีภาระที่จะต้องจอดรอรับ-ส่งเด็กนักเรียนที่เป็นบุตรหลาน ต้องจอดดับเครื่องยนต์เป็นเวลานานๆ เพื่อรอเวลาเลิกเรียน
การเลือกรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดถือว่าเหมาะสม แต่ระยะยาวนั้นก็ต้องทำใจเรื่องความซับซ้อนของระบบส่งกำลัง
และการซ่อมบำรุงที่มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า  

รถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle - BEV) คือรถที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
โดยรับพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่

🚗🔋ข้อดี

ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่ำที่สุด มีต้นทุนต่อกิโลเมตรของการใช้ไฟฟ้าถูกกว่าน้ำมันอย่างมาก (โดยเฉพาะเมื่อชาร์จไฟที่บ้านในช่วงเวลา Off-Peak)
สมรรถนะและการขับขี่ แรงบิดดี จากมอเตอร์ที่ไม่มีการหน่วงหรือรอรอบ ทำให้การออกตัวรวดเร็ว นุ่มนวล และเงียบ ไม่มีอาการสั่นจากเครื่องยนต์
การบำรุงรักษาต่ำ เนื่องจาก ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีน้ำมันเครื่อง สายพาน หรือหัวเทียน ทำให้รอบการเช็คระยะห่างกว่าและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารถน้ำมัน
ได้รับส่วนลดภาษีรถประจำปีที่ถูกกว่า และไม่มีการปล่อยไอเสีย (Zero Emission)

🚗🔋ข้อเสีย

ความกังวลเรื่องระยะทาง (Range Anxiety): การเดินทางไกลต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อหาจุดชาร์จ
และระยะทางอาจลดลงตามสภาพอากาศหรือการขับขี่ความเร็วสูง
เวลาในการอัดประจุ แม้จะมีระบบ DC Fast Charge แต่ยังต้องใช้เวลา 30-50 นาที ซึ่งนานกว่าการเติมน้ำมัน
ราคาขายต่อ ในปัจจุบันราคามือสองยังมีความผันผวนตามเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประกันภัย แพงมาก ในจุดนี้ ต้องทำใจยอมรับกับค่าประกันต่อปีที่สูงกว่ารถยนต์สันดาปภายใน


รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle - PHEV) คือรถที่มีทั้งเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า
โดยสามารถชาร์จไฟเพื่อขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะหนึ่ง (ประมาณ 40-120 กม.)

🚗🔋ข้อดี

มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างเดินทางไกล
เพราะสามารถเปลี่ยนไปใช้โหมดน้ำมันได้ทันทีเมื่อแบตเตอรี่ต่ำลง บางรุ่นสามารถขับด้วยเชื้อเพลิง 1 ถัง
และไฟเต็มแบตเตอรี่ไกลถึง 1000 กิโลเมตร นั่นเป็นเรื่องปกติของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ที่ผลิตโดยแบรนด์จีน

การใช้งานในเมือง หากระยะทางไป-กลับที่ทำงานอยู่ในช่วงที่แบตเตอรี่รองรับ  
สามารถใช้รถเป็น EV 100% ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลย

ไม่ต้องรอชาร์จที่สถานี ในกรณีที่เร่งรีบหรือไม่สะดวกหาที่ชาร์จสาธารณะในช่วงเดินทางไกลวันหยุดยาว
สามารถเติมน้ำมันแล้วเดินทางต่อได้ทันที

🚗🔋ข้อเสีย

ความซับซ้อนของระบบ เมื่อมีทั้งระบบเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้า ทำให้มีชิ้นส่วนที่ต้องดูแลรักษามากกว่า (มีค่าเช็คระยะน้ำมันเครื่องตามปกติ)
น้ำหนักตัวรถ การต้องแบกทั้งเครื่องยนต์ ถังน้ำมัน และแบตเตอรี่ ทำให้รถมีน้ำหนักมาก ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเมื่อแบตเตอรี่หมด
ความเร็วในการชาร์จ รถ PHEV ส่วนใหญ่มักรองรับแค่การชาร์จแบบ AC (กระแสสลับ) ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะเต็มเมื่อเทียบกับขนาดแบตเตอรี่ที่เล็กกว่า



🚗⚡🔌🚙🔋ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่