อิหร่านใช้ความโปร่งใสเป็นอาวุธ สหรัฐฯ กลับใช้ความลับเป็นที่หลบภัย

มุมมองการทูตยุคนี้ "ใครที่ซ่อนข้อมูลมักถูกตัดสินว่าเป็นฝ่ายแพ้"

ความลับทางการทูตผ่านตัวกลางครั้งนี้ผ่าน ปากีสถาน และ สวิตเซอร์แลนด์

สหรัฐฯ ไม่กล้าเปิดเนื้อหาในหนังสือตอบกลับ อ้างเป็นเรื่องปกติของการทูตในภาวะสงคราม

หรือแค่การยื้อเวลาเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย การปกปิดข้อความจึงอาจเป็นการซ่อน "เงื่อนไขที่ต้องยอมถอย"เพื่อไม่ให้เสียหน้าต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศ ทรัมป์ ต้องใช้ข้อความลับเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลว

แต่อิหร่านเปิดข้อความทั้งหมดผ่านปากีสถาน คือการประกาศว่า "เราไม่มีอะไรต้องซ่อน"ไปที่สหรัฐฯ ว่าจะกล้ารับข้อเสนอที่เน้นการถอนทหารและยกเลิกการปิดล้อมหรือไม่

การที่สหรัฐฯ อ้างว่าเป็น "เรื่องปกติทางการทูต" แต่ไม่ยอมเปิดเผยเนื้อหา ถูกมองว่าเป็นอาการ "ไม่กล้าสู้ความจริง" ติดกับดักตัวเอง เพราะหากเนื้อหาในหนังสือตอบกลับนั้นอ่อนข้อเกินไปก็จะโดนการเมืองในประเทศเล่นงาน หรือถ้าแข็งกร้าวเกินไปก็อาจถูกมองว่าเป็นผู้จุดชนวนสงครามเสียเอง 😂



เมื่อฝ่ายหนึ่งแบไพ่ทั้งหมด แต่อีกฝ่ายยังซ่อนไพ่ไว้ใต้โต๊ะ การเจรจาจึงไม่ใช่การหาทางออกร่วมกัน (Diplomacy) แต่เป็นเพียงการ "ประวิงเวลา" ของสหรัฐฯ เพื่อปรับกลยุทธ์ทางการทหารมากกว่า

สถานการณ์นี้ทำให้ตัวกลางอย่าง ปากีสถาน มีบทบาทเด่นขึ้นมา เพราะเป็นผู้ถือสาส์นที่ดูมีน้ำหนักมากกว่าในแง่ของเนื้อหาที่จับต้องได้ ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นเพียงช่องทางส่งผ่านความลับที่ตรวจสอบไม่ได้


ล่าสุดสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดยอ้างว่า "ไม่น่าพอใจ" แต่กลับไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ว่าไม่พอใจส่วนไหน สะท้อนถึงการขาดแผนการที่เป็นรูปธรรมและทำให้ถูกมองว่าการปกปิดคือวิธีเดียวที่จะปิดบังภาวะ "ไร้ทิศทาง" ของตนเอง

อมยิ้ม33
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่