📌
นับถอยหลัง ‘ทีวีดิจิทัล’ หมดอายุ 2572 เปิดโมเดลหนีตายมุ่งสู่ออนไลน์ – OTT
... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/general/news-2000700
เป็นที่จับตาในวงการสื่อทีวีกับความเคลื่อนไหวล่าสุด จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เลื่อนการพิจารณาวาระต่อเนื่องเกี่ยวกับแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573) เพื่อกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยหลังยุคใบอนุญาตไปอีกหนึ่งครั้ง
แผนฯ ประกอบด้วยวาระสำคัญหลายประการที่เกี่ยวเนื่องกันไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาแนวทางส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทีวีสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ด้วยการสร้าง National Streaming Platform แก้ไขหรือคงไว้ซึ่งประกาศ Must Carry เป็นต้น
เนื้อหาเหล่านี้ล้วนสำคัญต่อการวางแผนลงทุนระบบของอุตสาหกรรมทีวียิ่ง เพราะใบอนุญาตทีวีดิจิทัลมีอายุเหลือถึงปี 2572 เท่านั้น
การเลื่อนพิจารณาแผนแม่บทซ้ำแล้วซ้ำเล่าของ กสทช.จึงก่อความกังวลต่อทั้งอุตสาหกรรมมูลค่าแสนล้านบาทนี้ (เฉพาะโฆษณาทีวีดั้งเดิม 3-5 หมื่นล้านบาท และแพลตฟอร์มออนไลน์-OTT ราว 3.7 หมื่นล้านบาท: PwC ประเทศไทย)
แหล่งข่าว กสทช.ระบุว่า แม้ กสทช.จะมีเวลาถึง 3 ปีในการทำแผนฯ ก่อนที่ใบอนุญาตจะหมดอายุ แต่ภาคเอกชนอาจต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการศึกษาแผนแม่บท เตรียมการลงทุน และการบริหารจัดการ
📌
สื่อทีวีซบแพลตฟอร์ม OTT
แม้อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และความคลุมเครือเกี่ยวกับกฎระเบียบ แต่กลุ่มธุรกิจสื่อยักษ์ใหญ่ที่มีใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ล้วนปรับตัวเข้าสู่ระบบออนไลน์มาก่อนหลายปี โดยออกอากาศคู่ขนานไปกับผังรายการหลัก และแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-top) มาอย่างต่อเนื่อง
ช่อง 3HD ของบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) วางกลยุทธ์การยกระดับคอนเทนต์และธุรกิจบันเทิงแบบครบวงจร สามารถเพิ่มกำไรสุทธิได้ถึงร้อยละ 110 ผ่านกลุ่มบริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์ Single Content Multiple Platforms สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งปริมาณคอนเทนต์ละครที่สะสมมาหลายสิบปี ซึ่งสามารถบรรจุผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม 3Plus
ช่อง 3 เน้นย้ำถึงความต้องการที่จะจำหน่ายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ ผ่านช่องทางแพลตฟอร์ม OTT เช่น Netflix, WeTV, Viu, iQIYI และ AIS Play เพื่อขยายฐานผู้ชมในทุกที่
ส่วนสำคัญที่รายงานระบุคือการลีนองค์กร ลดบทบาทการลงทุนผลิตเนื้อหาเอง หันไปใช้วิธีจ้างผลิตเพื่อลดต้นทุน
ช่อง One เน้น”Idol Marketing”
ช่อง ONE ของบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ “Idol Marketing” ธุรกิจนี้สร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 3,552.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 48.9% ของรายได้รวม
แยกเป็นธุรกิจบริหารศิลปิน 1,566.31 ล้านบาท เติบโต 49.54% จากความต้องการพรีเซ็นเตอร์และ Brand Ambassador ที่เพิ่มขึ้นทั้งในไทยและระดับโลก
ขณะที่ธุรกิจจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมมีรายได้ 1,106.81 ล้านบาท เติบโต 46.80% จากการจัดงานรวม 308 งาน ส่วนธุรกิจขายสินค้าที่ระลึก (Merchandising) มีรายได้ 879.50 ล้านบาท เติบโต 108.14%
📌
ลงทุนเนื้อหาบน OTT ของตัวเอง
สำหรับการลงทุนและทำธุรกิจ ด้านแพลตฟอร์ม OTT ที่แม้จะยังคิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่ไม่มากนักแต่ก็เป็นเส้นทางที่เทคโนโลยีดำเนินไป อาทิ ช่อง 3 ลงทุนสร้างแพลตฟอร์ม 3Plus (CH3+) เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2563
จากรายงานล่าสุดไม่ได้ระบุงบประมาณ R&D แต่พบตัวเลขการลงทุนในภาพรวมทั้งส่วนเนื้อหาและอื่น ๆ ซึ่งในเอกสารรายงานชี้ชวนลงทุน ทริส เรตติ้ง คาดการณ์จากรายงานกระแสเงินสดตามแผนการลงทุนรวมของบริษัทไว้ที่ประมาณ 1.3 พันล้านบาท ในช่วงปี 2568 อย่างไรก็ตามในปี 2568 ชะลอการลงทุนในการผลิตละครใหม่ลงบางส่วนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะที่ยอดสมาชิกแอป 3Plus Premium (SVOD) ณ สิ้นปี 2568 มีสมาชิกแบบเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนหรือรายปีมากกว่า 100,000 ราย
รายได้จากธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม การขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ และการบริหารศิลปินรวมกันในปี 2568 อยู่ที่ 1,034.1 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 26% ของรายได้จากการดำเนินงานทั้งหมด
บริษัทตั้งเป้าหมายในปี 2569 ที่จะขยายฐานผู้ชม 3Plus ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น และใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นช่องทางหลักในการโปรโมตนักแสดงเพื่อเพิ่มยอดสมาชิก SVOD ต่อไป
📌
สร้างระบบนิเวศดิจิทัล
ฝั่งช่อง One ซึ่งได้ประกาศรุก OTT ต่อเนื่อง ระบุงบพัฒนาหรือ “การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในแอปพลิเคชั่น oneD ราว 58.29 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (oneD เปิดตัวในปี 2565)
เพื่อพัฒนาบริการออนไลน์และรักษาจุดเด่นของ “oneD Application” ให้มีความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น โดยมุ่งเน้นการนำเสนอ Exclusive Content และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ชม
นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชมในการสร้างโครงเรื่องและการจัดการโฆษณาแบบเฉพาะบุคคล
รายงานของ ONEE หรือบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ยังเน้นย้ำความสำคัญของแพลตฟอร์ม OTT อื่น ๆ ด้วย แม้จะไม่ได้ระบุยอดดาวน์โหลดของ oneD Application หรือยอดรับชม แต่เน้นย้ำ “ระบบนิเวศดิจิทัล” ที่บ่งบอกความสำเร็จของ oneD เพราะเนื้อหาและการจัดการควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ในเครือ
เช่น ช่อง YouTube “One Playground” ที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 4.2 ล้านคน และมียอดวิวรวมสูงกว่า 900 ล้านวิว ขณะที่ฐานผู้ติดตามรวมใน Social Media ทุกช่องทางรวมกันมากกว่า 200 ล้าน Followers ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์ม oneD ด้วย
ONEE ไม่ได้ระบุตัวเลขรายได้แยกเฉพาะสำหรับ “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม” เป็นบรรทัดเดียวเหมือนกับกลุ่มอื่น แต่รายได้จากช่องทางออนไลน์และ OTT จะกระจายอยู่ในสายธุรกิจย่อยของ Content Marketing ซึ่งในปี 2568 มีรายได้รวม 3,594.34 ล้านบาท
แบ่งเป็น 1.ธุรกิจ Advertising รายได้โฆษณาจากทั้งสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ 2,435.05 ล้านบาท 2.ธุรกิจ Copyrights & Licensing เพื่อออกอากาศบน oneD Application และการขายลิขสิทธิ์ไปยัง OTT Platform อื่น ๆ ทั่วโลก 890.04 ล้านบาท
📌
โมโน 29-ช่อง 7 เร่งปรับตัวสู้
ช่อง MONO29 เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มุ่งหน้าเข้าสู่แพลตฟอร์ม OTT อย่างจริงจัง โดยหันกลับไปเน้นย้ำคอนเทนต์เฉพาะทางอย่าง “Sport & Lifestyle Entertainment” โดยปรับผังรายการช่อง Mono29 ให้มีสัดส่วนรายการกีฬาเพิ่มขึ้นเป็น 38%
ขณะที่บนแพลตฟอร์ม MONO Max เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ JAS ในการถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพ ระยะเวลา 6 ฤดูกาล (2568-2574) มูลค่าลิขสิทธิ์รวมกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อดึงยอดสมาชิกให้แอปพลิเคชั่น Monomax ทำให้ผลประกอบการ 2568 รายได้รวม 1,509.39 ล้านบาท คาดการณ์ว่าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกจะช่วยสร้างกำไรส่วนเพิ่มไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทต่อปี
ช่อง 7 เป็นอีกหนึ่งช่องที่น่าจับตา บริษัทแม่ ช่อง 7 (บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด) มีสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในธุรกิจอื่นด้วย และมีรายได้จากปันผลนับหมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้ปี 2567 จากธุรกิจสื่อ-ทีวีรายได้รวมประมาณ 3,727.42 ล้านบาท มีกำไรสุทธิสูงถึง 880.64 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มทีวีดิจิทัล
จากข้อมูลของ CredenData ส่วนที่เป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม Bugaboo.TV ดำเนินการภายใต้บริษัท บีบีทีวี นิว มีเดีย จำกัด รายได้ของบริษัทในปี 2567 (รายงานล่าสุด) 233 ล้านบาท กำไร 1.4 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 63% รายได้ส่วนใหญ่มาจากการบริหารจัดการแพลตฟอร์ม Bugaboo.TV ซึ่งรวมถึงรายได้จากโฆษณา และระบบสมาชิก (Premium) รวมถึงรายได้จากการบริหารจัดการโซเชี่ยลมีเดียและเว็บไซต์ในเครือช่อง 7HD ทั้งหมด
📌
ทีวียังคงเป็นรายได้หลัก?
แม้ธุรกิจใหม่เริ่มกินสัดส่วนรายได้จากธุรกิจทีวีดิจิทัลดั้งเดิม แต่ในบางบริษัททีวีดั้งเดิมยังคงมีบทบาทสูง อย่างช่อง 3 ในปี 2568 รายได้หลักมาจากสื่อทีวีดั้งเดิม (โฆษณา) 2,889.4 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 72.6% ของรายได้ดำเนินงานทั้งหมด แต่ทิศทางรายได้โฆษณาทีวีลดลง 16.3% ขณะที่รายได้จากธุรกิจใหม่เติบโตขึ้น 29.9%
เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ มีโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวมากกว่า โดยรายได้จากโฆษณา (ทีวี + ออนไลน์) มีรายได้ 2,435.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 33.4% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม รายได้จากลิขสิทธิ์และดิจิทัล (OTT) รายได้จาก Copyrights & Licensing (รวมการขายสิทธิ์ให้ OTT และบริการ oneD) มีรายได้ 890.04 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.2% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม
รายได้หลักอื่น ๆ อย่างรายได้จาก Idol Marketing (บริหารศิลปิน, คอนเสิร์ต, สินค้าที่ระลึก) เติบโตอย่างมากจนมีสัดส่วนสูงถึง 48.9% (3,552.62 ล้านบาท)
ในขณะที่บริษัททีวีรายใหญ่อย่าง BEC และ ONEE ยังคงมีรายได้โฆษณาเป็นฐานสำคัญ
แต่บริษัทอย่างโมโน เน็กซ์ (MONO29) ปี 2568 รายได้จากการให้บริการคอนเทนต์ (Monomax) มีมูลค่า 755.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้จากโฆษณาของช่อง MONO29 ที่ทำได้ 628.3 ล้านบาทไปแล้ว
📌
เม็ดเงินโฆษณาลดลงหนัก
แนวโน้มเหล่านี้สอดคล้องกับเม็ดเงินโฆษณาทีวีที่ลดลง โดยในปี 2557 จาก 8 หมื่นล้านบาท เหลือราว 5.7 หมื่นล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าเหลือราว 3 หมื่นล้านบาทในปี 2568 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สื่อไทยที่เม็ดเงินโฆษณาทีวีลดลงต่ำกว่า 50% ของมูลค่าตลาดโฆษณาภาพรวม
ขณะที่สถิติจากสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลในปี 2568 จะพุ่งสูงถึง 33,105 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% โดยมีพฤติกรรมที่น่าสนใจคือการก้าวขึ้นมาของ TikTok Ads ที่แซงหน้า YouTube Ads ขึ้นเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก Meta
สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังคงเผชิญหน้ากับสถานการณ์ “หายใจลำบาก” ต้องเร่ง “โรดแม็ป” หรือพิมพ์เขียวสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อจาก กสทช. เพื่อวางแผนอนาคต
ปัญหาหลักของ “สื่อหลัก” ในการแข่งขันสมรภูมิออนไลน์มีเพนต์พอยต์สำคัญ คือ
1.การลงทุนในเนื้อหาสำหรับแข่งขัน โดยอ้างว่าทีวีดิจิทัลถูกบีบคั้นจากภาระค่าใบอนุญาตที่แพงลิบรวมถึงค่าเช่าโครงข่าย MUX (Multiplexer) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และ 2.การกำกับดูแลเนื้อหาเข้มงวด
เหล่านี้คือสิ่งที่สื่อทีวีของไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ และต้องตามดูว่าเมื่อใบอนุญาตสิ้นสุดลงจะเหลือกี่รายที่ยังเดินหน้าบนทีวีดิจิทัล
.
.
📌 นับถอยหลัง ‘ทีวีดิจิทัล’ หมดอายุ 2572 เปิดโมเดลหนีตายมุ่งสู่ออนไลน์ – OTT
📌 นับถอยหลัง ‘ทีวีดิจิทัล’ หมดอายุ 2572 เปิดโมเดลหนีตายมุ่งสู่ออนไลน์ – OTT
... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/general/news-2000700
เป็นที่จับตาในวงการสื่อทีวีกับความเคลื่อนไหวล่าสุด จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เลื่อนการพิจารณาวาระต่อเนื่องเกี่ยวกับแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573) เพื่อกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยหลังยุคใบอนุญาตไปอีกหนึ่งครั้ง
แผนฯ ประกอบด้วยวาระสำคัญหลายประการที่เกี่ยวเนื่องกันไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาแนวทางส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทีวีสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ด้วยการสร้าง National Streaming Platform แก้ไขหรือคงไว้ซึ่งประกาศ Must Carry เป็นต้น
เนื้อหาเหล่านี้ล้วนสำคัญต่อการวางแผนลงทุนระบบของอุตสาหกรรมทีวียิ่ง เพราะใบอนุญาตทีวีดิจิทัลมีอายุเหลือถึงปี 2572 เท่านั้น
การเลื่อนพิจารณาแผนแม่บทซ้ำแล้วซ้ำเล่าของ กสทช.จึงก่อความกังวลต่อทั้งอุตสาหกรรมมูลค่าแสนล้านบาทนี้ (เฉพาะโฆษณาทีวีดั้งเดิม 3-5 หมื่นล้านบาท และแพลตฟอร์มออนไลน์-OTT ราว 3.7 หมื่นล้านบาท: PwC ประเทศไทย)
แหล่งข่าว กสทช.ระบุว่า แม้ กสทช.จะมีเวลาถึง 3 ปีในการทำแผนฯ ก่อนที่ใบอนุญาตจะหมดอายุ แต่ภาคเอกชนอาจต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการศึกษาแผนแม่บท เตรียมการลงทุน และการบริหารจัดการ
📌 สื่อทีวีซบแพลตฟอร์ม OTT
แม้อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และความคลุมเครือเกี่ยวกับกฎระเบียบ แต่กลุ่มธุรกิจสื่อยักษ์ใหญ่ที่มีใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ล้วนปรับตัวเข้าสู่ระบบออนไลน์มาก่อนหลายปี โดยออกอากาศคู่ขนานไปกับผังรายการหลัก และแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-top) มาอย่างต่อเนื่อง
ช่อง 3HD ของบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) วางกลยุทธ์การยกระดับคอนเทนต์และธุรกิจบันเทิงแบบครบวงจร สามารถเพิ่มกำไรสุทธิได้ถึงร้อยละ 110 ผ่านกลุ่มบริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์ Single Content Multiple Platforms สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งปริมาณคอนเทนต์ละครที่สะสมมาหลายสิบปี ซึ่งสามารถบรรจุผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม 3Plus
ช่อง 3 เน้นย้ำถึงความต้องการที่จะจำหน่ายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ ผ่านช่องทางแพลตฟอร์ม OTT เช่น Netflix, WeTV, Viu, iQIYI และ AIS Play เพื่อขยายฐานผู้ชมในทุกที่
ส่วนสำคัญที่รายงานระบุคือการลีนองค์กร ลดบทบาทการลงทุนผลิตเนื้อหาเอง หันไปใช้วิธีจ้างผลิตเพื่อลดต้นทุน
ช่อง One เน้น”Idol Marketing”
ช่อง ONE ของบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ “Idol Marketing” ธุรกิจนี้สร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 3,552.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 48.9% ของรายได้รวม
แยกเป็นธุรกิจบริหารศิลปิน 1,566.31 ล้านบาท เติบโต 49.54% จากความต้องการพรีเซ็นเตอร์และ Brand Ambassador ที่เพิ่มขึ้นทั้งในไทยและระดับโลก
ขณะที่ธุรกิจจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมมีรายได้ 1,106.81 ล้านบาท เติบโต 46.80% จากการจัดงานรวม 308 งาน ส่วนธุรกิจขายสินค้าที่ระลึก (Merchandising) มีรายได้ 879.50 ล้านบาท เติบโต 108.14%
📌 ลงทุนเนื้อหาบน OTT ของตัวเอง
สำหรับการลงทุนและทำธุรกิจ ด้านแพลตฟอร์ม OTT ที่แม้จะยังคิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่ไม่มากนักแต่ก็เป็นเส้นทางที่เทคโนโลยีดำเนินไป อาทิ ช่อง 3 ลงทุนสร้างแพลตฟอร์ม 3Plus (CH3+) เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2563
จากรายงานล่าสุดไม่ได้ระบุงบประมาณ R&D แต่พบตัวเลขการลงทุนในภาพรวมทั้งส่วนเนื้อหาและอื่น ๆ ซึ่งในเอกสารรายงานชี้ชวนลงทุน ทริส เรตติ้ง คาดการณ์จากรายงานกระแสเงินสดตามแผนการลงทุนรวมของบริษัทไว้ที่ประมาณ 1.3 พันล้านบาท ในช่วงปี 2568 อย่างไรก็ตามในปี 2568 ชะลอการลงทุนในการผลิตละครใหม่ลงบางส่วนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะที่ยอดสมาชิกแอป 3Plus Premium (SVOD) ณ สิ้นปี 2568 มีสมาชิกแบบเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนหรือรายปีมากกว่า 100,000 ราย
รายได้จากธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม การขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ และการบริหารศิลปินรวมกันในปี 2568 อยู่ที่ 1,034.1 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 26% ของรายได้จากการดำเนินงานทั้งหมด
บริษัทตั้งเป้าหมายในปี 2569 ที่จะขยายฐานผู้ชม 3Plus ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น และใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นช่องทางหลักในการโปรโมตนักแสดงเพื่อเพิ่มยอดสมาชิก SVOD ต่อไป
📌 สร้างระบบนิเวศดิจิทัล
ฝั่งช่อง One ซึ่งได้ประกาศรุก OTT ต่อเนื่อง ระบุงบพัฒนาหรือ “การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในแอปพลิเคชั่น oneD ราว 58.29 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (oneD เปิดตัวในปี 2565)
เพื่อพัฒนาบริการออนไลน์และรักษาจุดเด่นของ “oneD Application” ให้มีความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น โดยมุ่งเน้นการนำเสนอ Exclusive Content และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ชม
นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชมในการสร้างโครงเรื่องและการจัดการโฆษณาแบบเฉพาะบุคคล
รายงานของ ONEE หรือบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ยังเน้นย้ำความสำคัญของแพลตฟอร์ม OTT อื่น ๆ ด้วย แม้จะไม่ได้ระบุยอดดาวน์โหลดของ oneD Application หรือยอดรับชม แต่เน้นย้ำ “ระบบนิเวศดิจิทัล” ที่บ่งบอกความสำเร็จของ oneD เพราะเนื้อหาและการจัดการควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ในเครือ
เช่น ช่อง YouTube “One Playground” ที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 4.2 ล้านคน และมียอดวิวรวมสูงกว่า 900 ล้านวิว ขณะที่ฐานผู้ติดตามรวมใน Social Media ทุกช่องทางรวมกันมากกว่า 200 ล้าน Followers ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์ม oneD ด้วย
ONEE ไม่ได้ระบุตัวเลขรายได้แยกเฉพาะสำหรับ “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม” เป็นบรรทัดเดียวเหมือนกับกลุ่มอื่น แต่รายได้จากช่องทางออนไลน์และ OTT จะกระจายอยู่ในสายธุรกิจย่อยของ Content Marketing ซึ่งในปี 2568 มีรายได้รวม 3,594.34 ล้านบาท
แบ่งเป็น 1.ธุรกิจ Advertising รายได้โฆษณาจากทั้งสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ 2,435.05 ล้านบาท 2.ธุรกิจ Copyrights & Licensing เพื่อออกอากาศบน oneD Application และการขายลิขสิทธิ์ไปยัง OTT Platform อื่น ๆ ทั่วโลก 890.04 ล้านบาท
📌 โมโน 29-ช่อง 7 เร่งปรับตัวสู้
ช่อง MONO29 เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มุ่งหน้าเข้าสู่แพลตฟอร์ม OTT อย่างจริงจัง โดยหันกลับไปเน้นย้ำคอนเทนต์เฉพาะทางอย่าง “Sport & Lifestyle Entertainment” โดยปรับผังรายการช่อง Mono29 ให้มีสัดส่วนรายการกีฬาเพิ่มขึ้นเป็น 38%
ขณะที่บนแพลตฟอร์ม MONO Max เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ JAS ในการถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพ ระยะเวลา 6 ฤดูกาล (2568-2574) มูลค่าลิขสิทธิ์รวมกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อดึงยอดสมาชิกให้แอปพลิเคชั่น Monomax ทำให้ผลประกอบการ 2568 รายได้รวม 1,509.39 ล้านบาท คาดการณ์ว่าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกจะช่วยสร้างกำไรส่วนเพิ่มไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทต่อปี
ช่อง 7 เป็นอีกหนึ่งช่องที่น่าจับตา บริษัทแม่ ช่อง 7 (บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด) มีสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในธุรกิจอื่นด้วย และมีรายได้จากปันผลนับหมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้ปี 2567 จากธุรกิจสื่อ-ทีวีรายได้รวมประมาณ 3,727.42 ล้านบาท มีกำไรสุทธิสูงถึง 880.64 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มทีวีดิจิทัล
จากข้อมูลของ CredenData ส่วนที่เป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม Bugaboo.TV ดำเนินการภายใต้บริษัท บีบีทีวี นิว มีเดีย จำกัด รายได้ของบริษัทในปี 2567 (รายงานล่าสุด) 233 ล้านบาท กำไร 1.4 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 63% รายได้ส่วนใหญ่มาจากการบริหารจัดการแพลตฟอร์ม Bugaboo.TV ซึ่งรวมถึงรายได้จากโฆษณา และระบบสมาชิก (Premium) รวมถึงรายได้จากการบริหารจัดการโซเชี่ยลมีเดียและเว็บไซต์ในเครือช่อง 7HD ทั้งหมด
📌 ทีวียังคงเป็นรายได้หลัก?
แม้ธุรกิจใหม่เริ่มกินสัดส่วนรายได้จากธุรกิจทีวีดิจิทัลดั้งเดิม แต่ในบางบริษัททีวีดั้งเดิมยังคงมีบทบาทสูง อย่างช่อง 3 ในปี 2568 รายได้หลักมาจากสื่อทีวีดั้งเดิม (โฆษณา) 2,889.4 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 72.6% ของรายได้ดำเนินงานทั้งหมด แต่ทิศทางรายได้โฆษณาทีวีลดลง 16.3% ขณะที่รายได้จากธุรกิจใหม่เติบโตขึ้น 29.9%
เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ มีโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวมากกว่า โดยรายได้จากโฆษณา (ทีวี + ออนไลน์) มีรายได้ 2,435.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 33.4% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม รายได้จากลิขสิทธิ์และดิจิทัล (OTT) รายได้จาก Copyrights & Licensing (รวมการขายสิทธิ์ให้ OTT และบริการ oneD) มีรายได้ 890.04 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.2% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม
รายได้หลักอื่น ๆ อย่างรายได้จาก Idol Marketing (บริหารศิลปิน, คอนเสิร์ต, สินค้าที่ระลึก) เติบโตอย่างมากจนมีสัดส่วนสูงถึง 48.9% (3,552.62 ล้านบาท)
ในขณะที่บริษัททีวีรายใหญ่อย่าง BEC และ ONEE ยังคงมีรายได้โฆษณาเป็นฐานสำคัญ
แต่บริษัทอย่างโมโน เน็กซ์ (MONO29) ปี 2568 รายได้จากการให้บริการคอนเทนต์ (Monomax) มีมูลค่า 755.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้จากโฆษณาของช่อง MONO29 ที่ทำได้ 628.3 ล้านบาทไปแล้ว
📌 เม็ดเงินโฆษณาลดลงหนัก
แนวโน้มเหล่านี้สอดคล้องกับเม็ดเงินโฆษณาทีวีที่ลดลง โดยในปี 2557 จาก 8 หมื่นล้านบาท เหลือราว 5.7 หมื่นล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าเหลือราว 3 หมื่นล้านบาทในปี 2568 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สื่อไทยที่เม็ดเงินโฆษณาทีวีลดลงต่ำกว่า 50% ของมูลค่าตลาดโฆษณาภาพรวม
ขณะที่สถิติจากสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลในปี 2568 จะพุ่งสูงถึง 33,105 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% โดยมีพฤติกรรมที่น่าสนใจคือการก้าวขึ้นมาของ TikTok Ads ที่แซงหน้า YouTube Ads ขึ้นเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก Meta
สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังคงเผชิญหน้ากับสถานการณ์ “หายใจลำบาก” ต้องเร่ง “โรดแม็ป” หรือพิมพ์เขียวสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อจาก กสทช. เพื่อวางแผนอนาคต
ปัญหาหลักของ “สื่อหลัก” ในการแข่งขันสมรภูมิออนไลน์มีเพนต์พอยต์สำคัญ คือ
1.การลงทุนในเนื้อหาสำหรับแข่งขัน โดยอ้างว่าทีวีดิจิทัลถูกบีบคั้นจากภาระค่าใบอนุญาตที่แพงลิบรวมถึงค่าเช่าโครงข่าย MUX (Multiplexer) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และ 2.การกำกับดูแลเนื้อหาเข้มงวด
เหล่านี้คือสิ่งที่สื่อทีวีของไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ และต้องตามดูว่าเมื่อใบอนุญาตสิ้นสุดลงจะเหลือกี่รายที่ยังเดินหน้าบนทีวีดิจิทัล
.
.