Shopee-Lazada ขึ้นค่าธรรมเนียมรอบใหม่ คนขายออนไลน์ไทยจะไหวไหม? แล้วเกี่ยวกับสินค้าจีนหรือเปล่า?
ช่วงนี้เห็นข่าวหนึ่งที่น่าจะกระทบคนขายออนไลน์พอสมควรครับ คือข่าวจากมติชนเรื่อง “Shopee-Lazada ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมการขายรอบใหม่ คนขายต้องจ่ายสูงสุด 17%”
ลิงก์ข่าว:
https://www.matichon.co.th/economy/news_5701505
จากข่าวระบุว่า Shopee จะปรับค่าธรรมเนียมการขายใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยบางหมวดของ Shopee Mall อาจขึ้นไปถึง 17.12% รวม VAT ส่วนร้านทั่วไปบางหมวดขึ้นไปถึงประมาณ 13.91–14.98% รวม VAT
ขณะที่ Lazada เริ่มใช้เรตใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยปรับทั้งค่าธรรมเนียม Marketplace Service Fee และค่าธรรมเนียมโปรแกรมเสริม เช่น Premium Package, โปรแกรมส่งฟรีพิเศษ และ Campaign Voucher
ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “แพลตฟอร์มขึ้นค่าธรรมเนียมอีกแล้ว” แบบธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่าธุรกิจขายของบน marketplace กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้นทุนช่องทางขายแพงขึ้นเรื่อย ๆ และคนขายต้องคำนวณกำไรแบบละเอียดกว่าเดิมมากครับ
---
ขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้กระทบต้นทุนไหม?
คำตอบสั้น ๆ คือ กระทบแน่นอนครับ
ถ้าดูเฉพาะ Shopee การปรับขึ้นบางหมวดประมาณ 1.5% ก่อน VAT พอรวม VAT แล้วจะกลายเป็นต้นทุนเพิ่มประมาณ 1.605% ของยอดขายสุทธิ
นั่นหมายความว่า ถ้าร้านมียอดขายผ่านแพลตฟอร์ม 100,000 บาทต่อเดือน ต้นทุนค่าธรรมเนียมอาจเพิ่มขึ้นราว ๆ 1,600 บาทต่อเดือน เฉพาะส่วนที่ปรับขึ้น ยังไม่รวมค่าโฆษณา คูปอง ส่วนลด ค่าส่ง หรือค่าธรรมเนียมธุรกรรมอื่น ๆ
ฝั่ง Lazada ก็น่าสนใจ เพราะไม่ได้ปรับเฉพาะค่าธรรมเนียมหลัก แต่มีการปรับค่าธรรมเนียมโปรแกรมเสริมด้วย เช่น โปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับลาซาด้าจาก 5% เป็น 6%, โปรแกรมคูปองแคมเปญจาก 6% เป็น 7% และ Premium Package จาก 5–7% เป็น 6–8% ก่อน VAT ตามข้อมูลที่รายงานในข่าว
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าร้านไหนขายของบนแพลตฟอร์มแล้วเข้าร่วมหลายโปรแกรม เช่น ส่งฟรี คูปอง แคมเปญใหญ่ หรือซื้อโฆษณาเพิ่ม ต้นทุนจริงต่อออเดอร์อาจไม่ได้อยู่แค่ 10–15% แต่อาจสูงกว่านั้นมากเมื่อรวมทุกอย่างเข้าไป
---
กลุ่มไหนน่าจะโดนหนักสุด?
ผมคิดว่ากลุ่มที่น่าจะกระทบมากคือ
1. สินค้ามาร์จิ้นต่ำ
เช่น ของใช้ทั่วไป สินค้า FMCG ของกินของใช้ หรือสินค้าที่แข่งราคาหนักอยู่แล้ว เพราะค่าธรรมเนียมเพิ่มแค่ 1–2% ก็อาจกินกำไรสุทธิไปเยอะมาก
2. ร้าน Mall / LazMall
เพราะหลายหมวดมีเพดานค่าธรรมเนียมสูงกว่าร้านทั่วไป เช่น Shopee Mall บางหมวดขึ้นไปถึง 17.12% รวม VAT และ LazMall บางหมวดมีค่าธรรมเนียมสูงสุด 14.5% ก่อน VAT
3. ร้านที่ต้องพึ่งโปรโมชันหนัก
เช่น ต้องแจกคูปอง ต้องเข้าร่วมส่งฟรี ต้องซื้อ Ads ถึงจะขายได้ เพราะต้นทุนพวกนี้พอมารวมกับค่าธรรมเนียมใหม่แล้ว กำไรต่อออเดอร์อาจหายไปมาก
---
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับสินค้าจีนหรือคนขายจีนไหม?
ประเด็นนี้ผมว่า เกี่ยวทางอ้อม แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว
ถ้าถามว่า Shopee-Lazada ขึ้นค่าธรรมเนียมเพราะสินค้าจีนโดยตรงไหม อันนี้คงตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ถ้ามองในภาพรวม ตลาด e-commerce ไทยช่วงหลังมีการแข่งขันจากสินค้านำเข้าและ cross-border seller สูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่มักมีต้นทุนผลิตต่ำกว่า ทำให้เกิดสงครามราคาในหลายหมวดสินค้า
รายงานข่าวก่อนหน้านี้ก็พูดถึงประเด็นทุนจีนและแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีบทบาทสูงใน e-commerce ไทย โดยระบุว่าแพลตฟอร์มต่างชาติครองส่วนแบ่งตลาดสูง และผู้ขายไทยต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากจีนมากขึ้น รวมถึงมีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มน้อยลง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ร้าน cross-border เองก็ไม่ได้รอดจากต้นทุนแพลตฟอร์ม เพราะมีข้อมูลว่า Shopee มีการเก็บค่าบริการด้านเทคโนโลยี 5% กับ cross-border sellers ในหลายประเทศ รวมถึงไทย ตั้งแต่ปี 2026 เช่นกัน
ซึ่งแปลว่าคนขายข้ามพรมแดนเองก็ถูกบีบ margin เหมือนกัน เพียงแต่ถ้าต้นทุนสินค้าเขาต่ำกว่า เขาอาจยังแข่งราคาได้ดีกว่าร้านไทยบางกลุ่ม
ดังนั้นผมมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “จีน” อย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างตลาดที่มี 3 อย่างมาชนกันพร้อมกัน คือ
- แพลตฟอร์มเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมมากขึ้น
- สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทำให้ราคาตลาดต่ำลง
- ผู้ขายไทยจำนวนมากพึ่ง marketplace มาก จึงมีอำนาจต่อรองน้อย
ผลก็คือ คนขายไทยโดนบีบสองทาง คือ ขึ้นราคายาก เพราะลูกค้าเทียบราคาง่าย แต่ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการขายบนแพลตฟอร์มกลับเพิ่มขึ้น
---
แพลตฟอร์มกำลังเปลี่ยนจาก “ตลาดกลาง” เป็น “โครงสร้างพื้นฐานการค้า”
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เว็บขายของแล้ว แต่กำลังกลายเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานของการค้าออนไลน์ ทั้งระบบจ่ายเงิน โลจิสติกส์ โฆษณา สินเชื่อ ผ่อนชำระ และข้อมูลลูกค้า
พูดง่าย ๆ คือแพลตฟอร์มไม่ได้กินแค่ค่าธรรมเนียมการขาย แต่ยังมีรายได้จากโฆษณา ระบบขนส่ง ระบบชำระเงิน แคมเปญ โปรโมชั่น และบริการเสริมอื่น ๆ
ตรงนี้น่าคิดมากครับ เพราะถ้าร้านค้าขายผ่าน marketplace เป็นหลัก ร้านอาจไม่ได้เป็นเจ้าของลูกค้าจริง ๆ ข้อมูลลูกค้าอยู่กับแพลตฟอร์ม การเข้าถึงลูกค้าต้องจ่ายค่าโฆษณา และเมื่อแพลตฟอร์มขึ้นค่าธรรมเนียม ร้านค้าก็มีทางเลือกไม่มากนัก
---
แล้วคนขายควรปรับตัวยังไง?
ส่วนตัวคิดว่าคนขายควรเริ่มจาก 5 เรื่องนี้ครับ
1. คำนวณกำไรใหม่ราย SKU
อย่าดูแค่ยอดขายรวม ต้องดูว่าหลังหักค่าธรรมเนียมใหม่ ค่าโฆษณา คูปอง ค่าส่ง ค่าแพ็กของ และต้นทุนสินค้าแล้ว แต่ละ SKU เหลือกำไรจริงเท่าไร เพราะบางตัวอาจขายดีแต่กำไรแทบไม่เหลือ
2. เลิกแข่งราคากับสินค้าจีนแบบตรง ๆ
ถ้าเป็นสินค้าที่จีนทำ mass ได้ เช่น gadget, ของใช้จุกจิก, แฟชั่นพื้นฐาน หรือสินค้าทั่วไปที่ลูกค้าเทียบราคาได้ง่าย การแข่งถูกอย่างเดียวจะเหนื่อยมาก
ควรหาความต่าง เช่น คัดคุณภาพ, ส่งเร็ว, รับประกัน, เคลมง่าย, บริการภาษาไทย หรือทำ bundle เฉพาะร้าน
3. ปรับราคาบางรายการ ไม่จำเป็นต้องขึ้นทุกตัว
สินค้าที่ margin ต่ำมากควรพิจารณาปรับราคา หรือปรับขนาดแพ็ก/เซ็ตสินค้า เพื่อให้กำไรต่อออเดอร์ยังคุ้มกับค่าธรรมเนียมใหม่
4. เช็กว่าโปรแกรมส่งฟรี/คูปอง/แพ็กเกจยังคุ้มไหม
บางโปรแกรมอาจช่วยเพิ่มยอดขายจริง แต่ถ้าเพิ่มยอดแล้วกำไรหาย ก็ต้องคิดใหม่ว่าควรใช้ต่อหรือไม่ โดยเฉพาะร้านที่เข้าร่วมหลายโปรแกรมพร้อมกัน
5. สร้างช่องทางขายของตัวเอง
เช่น LINE OA, Facebook, TikTok, เว็บไซต์, ระบบสมาชิก หรือฐานลูกค้าเก่า เพื่อลดการพึ่งพา marketplace อย่างเดียว เพราะถ้าขายอยู่ที่เดียว เวลาค่าธรรมเนียมขึ้นหรือกฎเปลี่ยน ร้านจะโดนกระทบทันที
---
สรุปความเห็นส่วนตัว
ผมมองว่าการขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดว่า ยุคขายของบน marketplace แบบคิดง่าย ๆ ว่า “ต้นทุน + กำไรนิดหน่อย” อาจไม่พอแล้ว
ต่อไปคนขายต้องคิดละเอียดขึ้นมาก เพราะต้นทุนไม่ได้มีแค่ต้นทุนสินค้า แต่มีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา คูปอง ค่าส่ง ค่าคืนสินค้า และต้นทุนการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะถ้าสินค้าที่ขายไปชนกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนหรือร้าน cross-border
ถ้าร้านมีแบรนด์ มีฐานลูกค้า มีบริการหลังการขาย และมีช่องทางขายอื่นนอกจาก marketplace ก็น่าจะยังไปต่อได้
แต่ถ้าขายสินค้าทั่วไปเหมือนคนอื่น แข่งราคาล้วน ๆ และพึ่งแพลตฟอร์ม 100% รอบนี้น่าจะต้องกลับมาคิดโครงสร้างต้นทุนกันจริงจังครับ
เพื่อน ๆ ที่ขายของออนไลน์อยู่ คิดว่ายังไหวไหมครับ?
ตอนนี้ค่าธรรมเนียมรวมทุกอย่างของร้านเหลือกำไรจริงประมาณกี่เปอร์เซ็นต์กันบ้าง?
Shopee-Lazada ขึ้นค่าธรรมเนียมรอบใหม่ คนขายออนไลน์ไทยจะไหวไหม? แล้วเกี่ยวกับสินค้าจีนหรือเปล่า?
ช่วงนี้เห็นข่าวหนึ่งที่น่าจะกระทบคนขายออนไลน์พอสมควรครับ คือข่าวจากมติชนเรื่อง “Shopee-Lazada ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมการขายรอบใหม่ คนขายต้องจ่ายสูงสุด 17%”
ลิงก์ข่าว:
https://www.matichon.co.th/economy/news_5701505
จากข่าวระบุว่า Shopee จะปรับค่าธรรมเนียมการขายใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยบางหมวดของ Shopee Mall อาจขึ้นไปถึง 17.12% รวม VAT ส่วนร้านทั่วไปบางหมวดขึ้นไปถึงประมาณ 13.91–14.98% รวม VAT
ขณะที่ Lazada เริ่มใช้เรตใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยปรับทั้งค่าธรรมเนียม Marketplace Service Fee และค่าธรรมเนียมโปรแกรมเสริม เช่น Premium Package, โปรแกรมส่งฟรีพิเศษ และ Campaign Voucher
ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “แพลตฟอร์มขึ้นค่าธรรมเนียมอีกแล้ว” แบบธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่าธุรกิจขายของบน marketplace กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้นทุนช่องทางขายแพงขึ้นเรื่อย ๆ และคนขายต้องคำนวณกำไรแบบละเอียดกว่าเดิมมากครับ
---
ขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้กระทบต้นทุนไหม?
คำตอบสั้น ๆ คือ กระทบแน่นอนครับ
ถ้าดูเฉพาะ Shopee การปรับขึ้นบางหมวดประมาณ 1.5% ก่อน VAT พอรวม VAT แล้วจะกลายเป็นต้นทุนเพิ่มประมาณ 1.605% ของยอดขายสุทธิ
นั่นหมายความว่า ถ้าร้านมียอดขายผ่านแพลตฟอร์ม 100,000 บาทต่อเดือน ต้นทุนค่าธรรมเนียมอาจเพิ่มขึ้นราว ๆ 1,600 บาทต่อเดือน เฉพาะส่วนที่ปรับขึ้น ยังไม่รวมค่าโฆษณา คูปอง ส่วนลด ค่าส่ง หรือค่าธรรมเนียมธุรกรรมอื่น ๆ
ฝั่ง Lazada ก็น่าสนใจ เพราะไม่ได้ปรับเฉพาะค่าธรรมเนียมหลัก แต่มีการปรับค่าธรรมเนียมโปรแกรมเสริมด้วย เช่น โปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับลาซาด้าจาก 5% เป็น 6%, โปรแกรมคูปองแคมเปญจาก 6% เป็น 7% และ Premium Package จาก 5–7% เป็น 6–8% ก่อน VAT ตามข้อมูลที่รายงานในข่าว
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าร้านไหนขายของบนแพลตฟอร์มแล้วเข้าร่วมหลายโปรแกรม เช่น ส่งฟรี คูปอง แคมเปญใหญ่ หรือซื้อโฆษณาเพิ่ม ต้นทุนจริงต่อออเดอร์อาจไม่ได้อยู่แค่ 10–15% แต่อาจสูงกว่านั้นมากเมื่อรวมทุกอย่างเข้าไป
---
กลุ่มไหนน่าจะโดนหนักสุด?
ผมคิดว่ากลุ่มที่น่าจะกระทบมากคือ
1. สินค้ามาร์จิ้นต่ำ
เช่น ของใช้ทั่วไป สินค้า FMCG ของกินของใช้ หรือสินค้าที่แข่งราคาหนักอยู่แล้ว เพราะค่าธรรมเนียมเพิ่มแค่ 1–2% ก็อาจกินกำไรสุทธิไปเยอะมาก
2. ร้าน Mall / LazMall
เพราะหลายหมวดมีเพดานค่าธรรมเนียมสูงกว่าร้านทั่วไป เช่น Shopee Mall บางหมวดขึ้นไปถึง 17.12% รวม VAT และ LazMall บางหมวดมีค่าธรรมเนียมสูงสุด 14.5% ก่อน VAT
3. ร้านที่ต้องพึ่งโปรโมชันหนัก
เช่น ต้องแจกคูปอง ต้องเข้าร่วมส่งฟรี ต้องซื้อ Ads ถึงจะขายได้ เพราะต้นทุนพวกนี้พอมารวมกับค่าธรรมเนียมใหม่แล้ว กำไรต่อออเดอร์อาจหายไปมาก
---
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับสินค้าจีนหรือคนขายจีนไหม?
ประเด็นนี้ผมว่า เกี่ยวทางอ้อม แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว
ถ้าถามว่า Shopee-Lazada ขึ้นค่าธรรมเนียมเพราะสินค้าจีนโดยตรงไหม อันนี้คงตอบแบบฟันธงไม่ได้ แต่ถ้ามองในภาพรวม ตลาด e-commerce ไทยช่วงหลังมีการแข่งขันจากสินค้านำเข้าและ cross-border seller สูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่มักมีต้นทุนผลิตต่ำกว่า ทำให้เกิดสงครามราคาในหลายหมวดสินค้า
รายงานข่าวก่อนหน้านี้ก็พูดถึงประเด็นทุนจีนและแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีบทบาทสูงใน e-commerce ไทย โดยระบุว่าแพลตฟอร์มต่างชาติครองส่วนแบ่งตลาดสูง และผู้ขายไทยต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากจีนมากขึ้น รวมถึงมีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มน้อยลง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ร้าน cross-border เองก็ไม่ได้รอดจากต้นทุนแพลตฟอร์ม เพราะมีข้อมูลว่า Shopee มีการเก็บค่าบริการด้านเทคโนโลยี 5% กับ cross-border sellers ในหลายประเทศ รวมถึงไทย ตั้งแต่ปี 2026 เช่นกัน
ซึ่งแปลว่าคนขายข้ามพรมแดนเองก็ถูกบีบ margin เหมือนกัน เพียงแต่ถ้าต้นทุนสินค้าเขาต่ำกว่า เขาอาจยังแข่งราคาได้ดีกว่าร้านไทยบางกลุ่ม
ดังนั้นผมมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “จีน” อย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างตลาดที่มี 3 อย่างมาชนกันพร้อมกัน คือ
- แพลตฟอร์มเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมมากขึ้น
- สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทำให้ราคาตลาดต่ำลง
- ผู้ขายไทยจำนวนมากพึ่ง marketplace มาก จึงมีอำนาจต่อรองน้อย
ผลก็คือ คนขายไทยโดนบีบสองทาง คือ ขึ้นราคายาก เพราะลูกค้าเทียบราคาง่าย แต่ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการขายบนแพลตฟอร์มกลับเพิ่มขึ้น
---
แพลตฟอร์มกำลังเปลี่ยนจาก “ตลาดกลาง” เป็น “โครงสร้างพื้นฐานการค้า”
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เว็บขายของแล้ว แต่กำลังกลายเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานของการค้าออนไลน์ ทั้งระบบจ่ายเงิน โลจิสติกส์ โฆษณา สินเชื่อ ผ่อนชำระ และข้อมูลลูกค้า
พูดง่าย ๆ คือแพลตฟอร์มไม่ได้กินแค่ค่าธรรมเนียมการขาย แต่ยังมีรายได้จากโฆษณา ระบบขนส่ง ระบบชำระเงิน แคมเปญ โปรโมชั่น และบริการเสริมอื่น ๆ
ตรงนี้น่าคิดมากครับ เพราะถ้าร้านค้าขายผ่าน marketplace เป็นหลัก ร้านอาจไม่ได้เป็นเจ้าของลูกค้าจริง ๆ ข้อมูลลูกค้าอยู่กับแพลตฟอร์ม การเข้าถึงลูกค้าต้องจ่ายค่าโฆษณา และเมื่อแพลตฟอร์มขึ้นค่าธรรมเนียม ร้านค้าก็มีทางเลือกไม่มากนัก
---
แล้วคนขายควรปรับตัวยังไง?
ส่วนตัวคิดว่าคนขายควรเริ่มจาก 5 เรื่องนี้ครับ
1. คำนวณกำไรใหม่ราย SKU
อย่าดูแค่ยอดขายรวม ต้องดูว่าหลังหักค่าธรรมเนียมใหม่ ค่าโฆษณา คูปอง ค่าส่ง ค่าแพ็กของ และต้นทุนสินค้าแล้ว แต่ละ SKU เหลือกำไรจริงเท่าไร เพราะบางตัวอาจขายดีแต่กำไรแทบไม่เหลือ
2. เลิกแข่งราคากับสินค้าจีนแบบตรง ๆ
ถ้าเป็นสินค้าที่จีนทำ mass ได้ เช่น gadget, ของใช้จุกจิก, แฟชั่นพื้นฐาน หรือสินค้าทั่วไปที่ลูกค้าเทียบราคาได้ง่าย การแข่งถูกอย่างเดียวจะเหนื่อยมาก
ควรหาความต่าง เช่น คัดคุณภาพ, ส่งเร็ว, รับประกัน, เคลมง่าย, บริการภาษาไทย หรือทำ bundle เฉพาะร้าน
3. ปรับราคาบางรายการ ไม่จำเป็นต้องขึ้นทุกตัว
สินค้าที่ margin ต่ำมากควรพิจารณาปรับราคา หรือปรับขนาดแพ็ก/เซ็ตสินค้า เพื่อให้กำไรต่อออเดอร์ยังคุ้มกับค่าธรรมเนียมใหม่
4. เช็กว่าโปรแกรมส่งฟรี/คูปอง/แพ็กเกจยังคุ้มไหม
บางโปรแกรมอาจช่วยเพิ่มยอดขายจริง แต่ถ้าเพิ่มยอดแล้วกำไรหาย ก็ต้องคิดใหม่ว่าควรใช้ต่อหรือไม่ โดยเฉพาะร้านที่เข้าร่วมหลายโปรแกรมพร้อมกัน
5. สร้างช่องทางขายของตัวเอง
เช่น LINE OA, Facebook, TikTok, เว็บไซต์, ระบบสมาชิก หรือฐานลูกค้าเก่า เพื่อลดการพึ่งพา marketplace อย่างเดียว เพราะถ้าขายอยู่ที่เดียว เวลาค่าธรรมเนียมขึ้นหรือกฎเปลี่ยน ร้านจะโดนกระทบทันที
---
สรุปความเห็นส่วนตัว
ผมมองว่าการขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดว่า ยุคขายของบน marketplace แบบคิดง่าย ๆ ว่า “ต้นทุน + กำไรนิดหน่อย” อาจไม่พอแล้ว
ต่อไปคนขายต้องคิดละเอียดขึ้นมาก เพราะต้นทุนไม่ได้มีแค่ต้นทุนสินค้า แต่มีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา คูปอง ค่าส่ง ค่าคืนสินค้า และต้นทุนการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะถ้าสินค้าที่ขายไปชนกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนหรือร้าน cross-border
ถ้าร้านมีแบรนด์ มีฐานลูกค้า มีบริการหลังการขาย และมีช่องทางขายอื่นนอกจาก marketplace ก็น่าจะยังไปต่อได้
แต่ถ้าขายสินค้าทั่วไปเหมือนคนอื่น แข่งราคาล้วน ๆ และพึ่งแพลตฟอร์ม 100% รอบนี้น่าจะต้องกลับมาคิดโครงสร้างต้นทุนกันจริงจังครับ
เพื่อน ๆ ที่ขายของออนไลน์อยู่ คิดว่ายังไหวไหมครับ?
ตอนนี้ค่าธรรมเนียมรวมทุกอย่างของร้านเหลือกำไรจริงประมาณกี่เปอร์เซ็นต์กันบ้าง?