ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป ‘อีลอน มัสก์’ เคยขำใส่ ‘BYD’



โลกของธุรกิจมักจะมีเรื่องตลกที่ขำไม่ออกซ่อนอยู่เสมอ โดยเฉพาะตอนที่เจ้าตลาดเดิม มองข้าม ผู้เล่นหน้าใหม่ ที่ดูไม่มีพิษสงอะไร

ย้อนกลับไปในปี 2007 ช่วงปีที่ Steve Jobs เปิดตัว iPhone รุ่นแรก ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกในขณะนั้นอย่าง Nokia ก็เคยทำผิดพลาดครั้งใหญ่ CEO ในตอนนั้นอย่าง Olli-Pekka Kallasvuo ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงสบประมาทว่า iPhone เป็นเพียง “สินค้าเฉพาะกลุ่ม” (Niche Product) และไม่คิดว่า Apple จะมาเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Nokia ได้ แม้แต่ทีมวิศวกรของ Nokia เองยังเคยมองข้าม iPhone โดยให้เหตุผลว่ามันสอบตกเรื่องความทนทานและการรับสัญญาณ 2G ที่ห่วยแตกเมื่อเทียบกับมาตรฐานของพวกเขา

ความจริงแล้วไม่ใช่เพียง Nokia ที่ปรามาส iPhone แต่ยังมี Steve Ballmer (อดีต CEO ของ Microsoft)  ที่มีปฏิกิริยาออกมาในแนวทางเดียวกัน และยังคงเป็นดิจิทัลฟรุ๊ตปริ้นถึงทุกวันนี้

แต่ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิมเสมอ…

ในปี 2011 เคยมีเหตุการณ์ที่กลายเป็นไวรัลจนถึงทุกวันนี้ เมื่อ อีลอน มัสก์ เจ้าพ่อ Tesla หลุดขำออกมากลางรายการ Bloomberg เมื่อถูกถามถึงคู่แข่งจีนอย่าง BYD

เขาถามกลับพิธีกรด้วยว่า “คุณเคยเห็นรถของเขาไหม?”

พร้อมกับบอกว่าตัวเองไม่เห็นว่า BYD จะอยู่ในสายตาตรงไหนเลยแล้วหัวเราะออกมา ท่าทางนั้นไม่ต่างจากที่ผู้บริหาร Nokia เคยรู้สึกต่อ Apple ในวันวาน

แต่ตัดภาพกลับมาในปี 2025 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้ถูกจารึกขึ้น เมื่อ BYD มียอดขายรถยนต์รวมแซงหน้า Tesla เป็นครั้งแรก และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลก การ “หัวเราะทีหลัง” ครั้งนี้ดูเหมือนจะดังกว่าและยาวนานกว่ามาก

เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่แผนที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกถูกครอบครองโดย Big3 อย่างญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา คือแบรนด์ Toyota, Volkswagen และ Ford เซ็ตเป็นมาตรฐานที่ไม่มีใครกล้าท้า แต่ในระยะเวลาเพียง 5 ปีที่ผ่านมา จีนได้สร้างปรากฏการณ์ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ จากประเทศที่เคยอยู่อันดับ 6 ในด้านการส่งออกรถยนต์ พุ่งทะยานขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยปัจจุบันจีนส่งออกรถยนต์มากกว่าสหรัฐฯ และญี่ปุ่นรวมกันเสียอีก

ความสำเร็จนี้มี BYD เป็นตัวละครหลัก ณ งานเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในปารีส ภาพลักษณ์ของแบรนด์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นรถราคาถูก ดีไซน์ธรรมดา วันนี้ BYD เปิดตัวรถกลางโรงละครโอเปร่าหรูหรา และประกาศว่า เป้าหมายของพวกเราไม่ใช่แค่การขายรถ แต่คือการเป็น “แบรนด์ที่มีค่าที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์”

พนักงาน 20 คน กับเงินก้อนเล็กๆ
จุดเริ่มต้นของ BYD มีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับยุคทองของ Nokia เพราะช่วงนั้น สเตลล่า ลี่ (Stella Li) รองประธานบริหาร BYD Americas เล่าว่า บริษัทไม่ได้ดูสวยหรูเหมือนทุกวันนี้…BYD เริ่มต้นจากการเป็นสตาร์ทอัพผลิตแบตเตอรี่เล็กๆ ที่มีพนักงานเพียง 20 คน กับเงินลงทุนแค่ 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 12 ล้านบาท)

ในยุคแรก งานของพวกเราคือการทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่รอดด้วยการขายแบตเตอรี่ สเตลล่าต้องเดินทางไปทั่วโลกเพื่อปิดดีลกับยักษ์ใหญ่ไอทีในสมัยนั้นอย่าง Motorola และ Nokia เพื่อพิสูจน์ว่าแบตเตอรี่จากจีนก็มีคุณภาพ การเป็นซัพพลายเออร์ให้ Nokia ในวันนั้น ทำให้ BYD เข้าใจหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีที่โลกอนาคตต้องการก่อนใครเพื่อน นั่นคือ “แบตเตอรี่” และระบบการจัดการพลังงาน

คีย์ความสำเร็จ
เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ BYD แข็งแกร่งจนค่ายรถตะวันตกต้องสั่นสะเทือน คำตอบมีอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ เทคโนโลยี และ “การบูรณาการแนวดิ่ง (Vertical Integration)”

ในขณะที่ค่ายรถอื่นเน้นการจ้างผลิตชิ้นส่วน (Outsource) แต่ BYD เลือกที่จะผลิตแทบทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ชิป แบตเตอรี่ ไปจนถึงเบาะรถยนต์

การทำแบบนี้ทำให้บริษัทควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า และที่สำคัญคือ นวัตกรรมที่รวดเร็ว

ปัจจุบัน BYD มีวิศวกรมากกว่า 120,000 คน และยื่นจดสิทธิบัตรเฉลี่ยถึง 52 ฉบับต่อวันทำการ

ความเร็วนี้ส่งผลให้บริษัทผลิตรถอย่าง Yangwang U9 ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่มีกำลังถึง 1,300 แรงม้า ทำความเร็วได้มากกว่า 480 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ รถรุ่น Denza Z9 GT ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการชาร์จที่เร็วที่สุดในตลาด จนผู้บริหารของ BYD กล้าพูดออกมาเต็มปากว่า “ด้วยเทคโนโลยีระดับนี้ ฉันมองไม่เห็นคู่แข่งในกลุ่มนี้เลย”

สภาวะยักษ์หุบเขี้ยว
ปฏิกิริยาจากฝั่งตะวันตกเปลี่ยนจากเสียงหัวเราะเยาะ กลายเป็นความกังวล

ไรอัน ฟิชเชอร์ (Ryan Fisher) นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่า ในปี 2021 BYD แทบจะไม่มีตัวตนบนแผนที่โลก แต่เพียงไม่กี่ปีพวกเขามียอดขายทะลุ 4 ล้านคัน และก้าวเข้าสู่ท็อป 10 ของผู้ผลิตรถยนต์โลกไปแล้ว ปัจจุบันคนในวงการไม่ได้ถามว่า “พวกเขาคือใคร” แต่เริ่มพูดว่า “เรากลัว BYD แล้ว”

แม้แต่ จิม ฟาร์ลีย์ (Jim Farley) ซีอีโอ Ford ยังออกมายอมรับตรงไปตรงมาว่านี่คือสิ่งที่น่าทึ่งที่สุด เท่าที่เคยเห็นมา ทั้งเรื่องต้นทุนและคุณภาพที่รถจีนทำได้ดีกว่าค่ายตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด เพราะความได้เปรียบนี้มันสะท้อนออกมาในเรื่องราคา รถบางรุ่นของ BYD มีสมรรถนะระดับ Porsche หรือ Bugatti แต่ในประเทศจีนพวกเขาสามารถขายได้ในราคาใกล้เคียงกับรถบ้านทั่วไป

สงครามราคา
แต่เส้นทางของ BYD ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะตลาดในประเทศจีนเองก็มีการแข่งขันที่ดุเดือดจนเกิด “สงครามราคา” ครั้งใหญ่ ส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ BYD ยังคงมั่นใจว่าเทคโนโลยีรุ่นใหม่ๆ เช่น แบตเตอรี่เจเนอเรชันถัดไป จะช่วยทิ้งห่างคู่แข่งไปได้อีกหลายปี

ในด้านประเด็นเรื่อง “เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจีน” ที่มักถูกหยิบยกมาโจมตี นักวิเคราะห์มองว่า BYD ได้รับเงินอุดหนุนน้อยกว่าเจ้าอื่นเสียอีก แต่สิ่งที่รัฐบาลจีนทำได้ดีคือการวางแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ตั้งแต่การทำเหมืองแร่เพื่อหาวัตถุดิบทำแบตเตอรี่ ไปจนถึงการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ EV เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งเป็นการวางหมากเพื่อชนะในอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ

กำแพงภาษี
ปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกำลังเผชิญหน้ากับกำแพงภาษีที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่เก็บภาษีนำเข้าสูงกว่า 100% เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ BYD เข้าไปตีตลาด แต่กำแพงเหล่านั้นจะกั้นได้นานแค่ไหนยังเป็นคำถามใหญ่ เพราะในที่สุดแล้ว “ผู้บริโภคต้องการของที่ดีที่สุดในราคาที่คุ้มค่าที่สุด”

ค่ายรถยักษ์ใหญ่หลายแห่งเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ จากการพยายามเอาชนะ กลายเป็นการร่วมมือกันแทน เช่น Ford ที่เริ่มหารือเรื่องการตั้งบริษัทร่วมทุนกับจีน หรือ Volkswagen ที่เริ่มทำข้อตกลงที่คล้ายกัน...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/social-media-viral/news-2001221

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่