เมื่อวานงานหยุดก็เลยพอมีเวลาเก็บของเก่าๆในห้องเอาไปทิ้ง ส่วนมากก็จะเป็นพวกหนังสือเก่าๆที่สุดท้ายก็ต้องตัดใจทิ้งเพราะว่าเก็บไว้ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ แต่บางเล่มที่ยังนึกเสียดายอยู่บ้างก็เลยหยิบมาเปิดดู ก่อนจะตัดสินใจว่าจะทิ้งดีหรือเปล่า แต่ก็ไปเปิดเจอการ์ดเชิญไปงานแต่งใบนึงที่เก็บเอาไว้จนลืมไปแล้ว พอเห็นปุ๊บก็จำได้แหละไม่ต้องดูชื่อดูอะไรหรอก เพราะเจ้าสาวกับเราเคยเป็นแฟนกันมาตั้งแต่สมัยตอนที่เขายังเรียนมหาลัยอยู่ ตอนนั้นเราอายุ ประมาณ 24-25 ทำงานแล้ว แฟนเราคนนี้เขาเรียนอยู่ที่หาลัยที่อยู่ใกล้ๆบางแสนนั่นแหละ ทุกคนคงรู้จัก เรื่องนี้มันก็สิบกว่าปีมาแล้วนะ แต่เค้าเพิ่งแต่งงานไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้ไปร่วมงานแต่งของเขาหรอก เพราะบ้านเขาอยู่ที่พิษณุโลกโน่นแน่ะ แต่เรื่องที่เราอยากมาเล่ามาแชร์ให้ฟังมันเป็นตอนที่เราคบกัน มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆแค่ไม่กี่เดือนที่ทำให้เราจำได้ไม่มีวันลืมเลย 5555
ย้อนกลับไปประมาณ 12 ปีก่อน โดยประมาณนะ ตอนนั้นเราทำงานอยู่ในกรุงเทพฯแล้วล่ะ แต่บ้านเราอยู่เมืองชล ช่วงที่ขึ้นมาทำงานใหม่ๆเราก็กลับไปบ้านแทบทุกอาทิตย์ แต่พอเริ่มนานเข้าก็2 เดือน 3 เดือนกลับทีนึง เพราะพ่อแม่ของเราเขาเสียไปหมดแล้ว ที่บ้านก็มีแต่พี่ๆอยู่เท่านั้น ก็เลยโทรหากันเป็นส่วนมาก แต่วันนั้นจำได้ว่ามันเป็นวันหยุดยาวช่วงเทศกาล เราก็เลยกลับไปบ้านแต่ก่อนจะเข้าบ้านก็เลยขับรถไปหาเพื่อนที่บางแสนก่อน เพื่อนเรามันเปิดร้านขายพวกกิ๊ฟช็อป อยู่ในห้างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมหาลัยนี่แหละ เราไปหามันแล้วก็นั่งคุยเล่นกันรอปิดร้านแล้วว่าจะไปกินหมูกะทะกัน ก็พอดีมีนักศึกษาที่เป็นผู้หญิง 2 คนเข้ามาเลือกซื้อพวกที่คาดผมอะไรประมาณเนี้ย คือสองคนนี้สวยทั้งคู่เลย คนนึงตัวสูงหุ่นดีเลย สวยคมๆแบบคนไทยผิวสีน้ำผึ้งออกจะขาวนิดๆ แต่อีกคนนึงขาวจั๊วะเลยแต่ตัวเล็กลงมาหน่อยไม่สูงเหมือนคนแรก แต่ก็รูปร่างสมส่วน หน้าตาออกแนวสวยน่ารักตาโตมาก เมียของเพื่อนมันเห็นเรานั่งมองมันก็เลยบอกให้เราไปขายของให้น้องเขาที เราก็ไปแบบเขินๆหน่อย เพราะไม่เคยขายของ พอเราไปยืนใกล้ๆ น้องคนตาโตก็มองหน้าเราเหมือนกับแบบว่า '' มาทำไมเนี่ย '' เราก็แบบยิ้มแห้งๆตอนนั้นก็ จีบสาวไม่ค่อยเป็นน่ะ เคยมีแฟนแต่ก็ออกแนวประมาณเป็นเพื่อนกันมาก่อนแล้วค่อยมาเป็นแฟน แต่เรื่องแบบจะเดินดุ่มๆเข้าไปจีบหญิงนี่ทำไม่เป็นเลย แต่วันนั้นนึกยังไงก็ไม่รู้ แบบว่ามีความกล้าเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะถูกชะตากับน้องเขาด้วยมั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรหรอกเขาซื้อของเสร็จก็ไป แต่เราอ่ะจำเขาได้ติดตาเลย เมียเพื่อนเรามันก็ถามเราว่าชอบป่ะ น้องเค้าน่ารักนะเว้ย ยังไม่มีแฟนด้วย เราก็เลยถามว่ารู้ได้ไงรู้จักหรอ เมียเพื่อนเรามันก็บอกว่าน้องเขาเป็นพนักงาน part time ของร้านไอติมที่อยู่ตรงข้ามกับร้านมันนี่แหละ เราก็เลยแบบเฮ้ย... แบบนี้ก็มีความหวังอยู่
ตั้งแต่นั้นมาเรากลับไปเมืองชลทุกอาทิตย์เลย แต่ไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก โน่น ไปนั่งขายของร้านกิ๊ฟช็อปกับเพื่อน แต่ช่วงแรกๆนางก็ไม่ค่อยสนใจเราหรอกนะ แต่ก็ได้เมียของเพื่อนเรานี่แหละคอยยุคอยชงให้ตลอด ตอนนั้นเหมือน Line กำลังเริ่มฮิตใหม่ๆด้วยมั้ง เราเลยได้ LINE ของน้องเค้ามา น้องเขาชื่อเตย อันนี้คือชื่อเล่นจริงๆของน้องเขาเลยนะ เราไม่อยากเปลี่ยนชื่อ เรื่องมันนานมาแล้วล่ะคงไม่มีอะไรกระทบถึงตัวเขาหรอก แต่เพื่อนเขาอีกคนนึงที่มาด้วยกันน่ะ เราขอเปลี่ยนให้ชื่อส้มแล้วกัน เพราะตอนนี้เค้าพอจะมีชื่อเสียงอยู่ในแวดวงการแสดงอยู่ ต่อเลยนะ ตอนนั้นพอได้ LINE ได้เบอร์มาก็
LINE หาโทรหาอยู่บ่อยๆจนเริ่มสนิทกัน ก็ออกแนวจีบยากเหมือนกันนะ น้องเขาดูเป็นคนนิ่งๆ เหมือนเป็นคนที่จะพูดจาหรือทำอะไรจะคิดก่อน ดูเป็นคนมีเหตุผลแล้วก็เป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ ตอนนั้นน้องเขาเพิ่งจะอายุ 19 ปีเพิ่งจะเรียนปี 2 เอง แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเราอีก หมายถึงนิสัยนะ แล้วก็เป็นคนขยันมาก เลิกเรียนก็มาทำงาน part time แทบทุกวัน แต่เพื่อนของเขาที่ชื่อส้มเหมือนจะมีแฟนรวยก็เลยสบายไม่ต้องทำงานทำการอะไร แต่พอเราเริ่มสนิทกับทั้งสองคนก็เลยรู้ว่า สองคนนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมมาด้วยกันตั้งแต่อยู่พิษณุโลก อันที่จริงแล้วบ้านของเตยฐานะดีมาก เป็นลูกสาวคนเดียวด้วย และที่ชอบที่สุดคือเธอเป็นคนไม่เที่ยวไม่ดื่มอะไรทั้งสิ้น เลิกเรียน กลับมาทำงาน กลับที่พักนอน ตื่นเช้าไปเรียน เป็นลูทีนเลย จะมีช่วงหลังๆที่เริ่มสนิทกับผมมากๆแล้ว ก็พอจะยอมออกไปเที่ยวด้วยกันบ้าง ส่วนส้มนี่แบบว่าเที่ยวอาทิตย์ละ 3-4 วัน คือแถวนั้นน่ะมันมีร้านเหล้าเยอะไง นิสัยนี่ต่างกันลิบลับเลย เราก็เลยถามเตยว่าอยู่กันได้ยังไงเนี่ยนิสัยไม่เหมือนกันเลย ก็เลยรู้ว่าเมื่อก่อนส้มก็ไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก แล้วเตยก็ไม่ได้พักอยู่กับส้มด้วย เมื่อก่อนเตยอยู่หอหญิงของมหาลัย ส้มก็อยู่ด้วย แต่ตอนหลังส้มมีแฟนเป็นรุ่นพี่ที่เป็นลูกคนรวย แม่ของผู้ชายซื้อคอนโดเอาไว้ให้ลูกอยู่ตอนที่เรียนมหาลัย ส้มก็เลยมาอยู่กับแฟนที่คอนโด แฟนส้มเป็นรุ่นพี่2ปี ตอนนี้เรียนจบไปแล้วเลยกลับไปอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ แต่ก็จะแวะมาหาส้มเดือนละ 2-3 ครั้ง
เราก็อ๋อ .. เตยก็เล่าเพิ่มว่า พอแฟนของส้มไม่อยู่ ส้มก็เลยขอให้เธอมาอยู่เป็นเพื่อน ทีแรกนางก็ไม่อยากไปเพราะว่าขี้เกียจเดินทาง แต่จริงๆมันก็ไม่ได้อยู่ไกลจากมหาลัยมากหรอกนั่งรถ 5 นาทีก็ถึง แต่หอเก่าที่อยู่มันอยู่หลังมหาวิทยาลัยเลยไง เดินทะลุได้เลย แต่สุดท้ายก็ทนเพื่อนรบเร้าไม่ไหวก็ย้ายมาอยู่ด้วยกัน และที่สำคัญคืออยู่ฟรีด้วย ... พออยู่กันไปสักสองเดือน ส้มก็ไปเรียนขับรถ เพราะแฟนทิ้งรถเอาไว้ให้ใช้ ตอนนั้นมันมีเพื่อนที่เป็นรุ่นพี่อยู่ปี4มา
สอนขับแต่สอนไปสอนมาไม่รู้สอนกันยังไง กลายเป็นกิ๊กกันเฉยเลย ช่วงที่เราเริ่มสนิทกับเตยจนเดินจูงมือได้แล้ว มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นพอดี ช่วงนั้นเตยก็จะมาบ่นให้เราฟังอยู่บ่อยๆ ว่าส้มเที่ยวเก่งมาก แล้วเริ่มพาไอ้รุ่นพี่คนนี้มาที่ห้อง เราเคยเจออยู่ 2-3 ครั้ง มันอายุน้อยกว่าเราน่าจะสักประมาณ 2 ปีได้ชื่อโอ ตัวสูงๆ ผิวเข้มๆ หน้าตาดี เราได้ยินเรื่องนี้ก็ตกใจเหมือนกันนะ เพราะตอนนั้นโลกทัศน์ของเรามันแคบมากคิดว่าเรื่องแบบนี้มันมีแต่ในหนังซะอีก เราเลยถามเตยว่าแล้วแฟนตัวจริงของส้มเขาไม่รู้หรอ เตยก็บอกว่าเนี่ยแหละที่ทำให้อึดอัดมาก เหมือนต้องคอยช่วยเพื่อนโกหกอยู่ตลอด แต่นางก็บอกนะว่ารอดูอีกสักพักนึงถ้าไม่ไหวจริงๆก็อาจจะย้ายกลับไปอยู่หอหญิงเหมือนเดิม เราฟังแล้วก็ได้แต่เออออตามไป แล้วพอหลังจากนั้นเราก็เริ่มคบกับเตยเป็นแฟนแบบจริงจัง โทรคุยทุกคืน ไปหาทุกอาทิตย์ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าบางแสนก็แค่ปากซอยจริงๆนะมันเป็นความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ 555 ตอนที่คบกันตอนนั้นก็แบบเป็นแฟนกันกุ๊กกิ๊กอ่ะ ไม่ได้มีอะไรกันนะ จับมือหอมแก้มกอดกันเต็มที่ประมาณนั้นเลย แต่พอหลังจากที่ผ่านช่วงนั้นไปอีกสักประมาณเดือนนึง เราเริ่มรู้สึกว่าส้มมันเริ่มมีอาการแปลกๆ ชอบเริ่มเข้ามากันท่าเหมือนไม่ค่อยอยากให้เราขึ้นมาบนห้อง หรือให้เตยไปไหนมาไหนกับเรา เราก็เลยสบโอกาสถามแฟนเราดูว่าจะย้ายห้องไหม เพราะเรารู้ว่าช่วงนี้ คนชื่อโอมันมาอยู่กับส้มที่ห้องแทบทุกวัน แต่ตอนแฟนเราก็นิ่งๆไปสักพักนึงแล้วก็บอกว่าเดี๋ยวรอดูสักแป๊บนึงก่อนแล้วกัน แล้วอาทิตย์ต่อมา ที่เราเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ก็คือ เมื่อก่อนเราโทรหาแฟนจะรับตลอดแต่พอช่วงนี้เริ่มไม่ค่อยรับหรือถ้ารับก็คุยแป๊บเดียว
คือผมว่าคนที่เป็นแฟนกันน่ะมันจะรู้สึกได้ ตอนนั้นผมก็คิดว่าเขาคงมีปัญหาหรือว่าอาจจะอึดอัดเรื่องที่อยู่หรือเปล่าก็มองโลกในแง่ดีไปก่อน แต่เพราะรู้สึกเป็นห่วงก็เลยขับรถไปหา วันนั้นน่าจะเป็นประมาณกลางๆอาทิตย์อ่ะไม่ใช่วันหยุด ซึ่งปกติเราไม่เคยไปหรือถ้าไปก็จะบอกนัดกันก่อน วันนั้นประมาณหัวค่ำน่าจะสักทุ่มนึงได้ เราจอดรถในลานจอดหน้าคอนโดแต่ยังไม่ทันลง เราก็เห็นคนที่ชื่อโอเดินออกจากประตูทางขึ้นคอนโดผ่านหน้าเราไป ทีแรกเราก็ว่าจะเปิดประตูลงไปทัก แต่น้องมันเดินเร็วมากก็เลยแบบ เออไม่เป็นไร เรากดโทรศัพท์หาแฟนเพราะรู้ว่าวันนี้เขาไม่ได้ไปทำงานที่ร้านไอติม เรารออยู่แป๊บนึงเขาก็ลงมาเปิดประตูให้ แต่เรารู้สึกว่าขี้เกียจขึ้นไปเจอกับส้ม ก็เลยชวนเขาออกไปหาอะไรกินข้างนอกไปนั่งเล่นริมทะเลดีกว่า แต่แฟนเราบอกว่าถ้างั้นเดี๋ยวขอโทรบอกส้มก่อนเพราะว่าส้มกำลังจะกลับมาจากมหาลัย เราก็แบบ .. อ้าวส้มไม่อยู่หรอ ตอนนั้นก็เริ่มมีความคิดบางอย่างในใจเหมือนกันว่าแล้วโอมันขึ้นไปอยู่ในห้องได้ยังไงในเมื่อส้มไม่อยู่ แต่ตอนนั้นมันก็เป็นแค่ปัญหาคาใจเล็กๆน้อยๆ ซึ่งมันก็มีหลายอย่างที่เป็นไปได้ อาจจะเอาแค่มาเอาของ หรือว่ามันอาจจะมีเพื่อนคนอื่นอยู่ในคอนโดนี้ก็ได้นี่นะ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิดมากอะไรซึ่งเราคิดแบบนั้นจริงๆนะในตอนนั้น นึกย้อนกลับไปนี่รู้สึกว่าเออ .. มองโลกในแง่ดีจริงๆ 5555 แล้วเราก็พาแฟนออกไปกินข้าวกินขนมเดินเล่นกันแถวหาดวอน แล้วพอประมาณ 22:00 น กว่าก็มาส่งเขากลับห้อง
เหตุการณ์ทุกอย่างมันก็ปกติดีไม่มีอะไร พอผ่านมาถึงวันเสาร์ตอนเช้า วันนั้นเราไม่ต้องเข้าบริษัทก็ขับรถไปหาแฟนตอนช่วงเช้าเลยไม่ได้โทรบอกเขาก่อน ทุกทีที่เราไปถึงส่วนมากมันก็จะหลังเที่ยงทุกครั้งแต่วันนั้นประมาณ 9 โมงกว่าเราก็ไปถึงแล้ว บังเอิญว่าไฟฟ้าในคอนโดมันดับ ประตูของคอนโดมันก็เลยเปิดอ้าไว้ เราก็เดินขึ้นไปเลย แต่ตอนนั้นลิฟท์มันใช้ไม่ได้ เราก็เดินอ้อมไปขึ้นบันไดหนีไฟเพราะว่าห้องที่แฟนเราอยู่มันแค่ชั้น 5 พอเราขึ้นไปถึงหน้าห้อง ก็เคาะประตูเรียกเบาๆ แต่ไม่มีใครมาเปิด เราเลยโทรศัพท์เข้าเครื่องของแฟนเรา ได้ยินเสียง โทรศัพท์ของแฟนเราดังแว่วๆออกมาอยู่ แต่ก็ไม่มีคนรับ สักพักหนึ่งก็มีคนออกมาเปิดประตูให้ พอประตูเปิดเราก็รู้สึกงงๆนิดๆ เพราะมันกลายเป็นโอที่มาเปิดประตูให้ เราก็ยิ้มยิ้มให้นะ ไม่ได้คิดอะไรเพราะรู้อยู่ว่าโอมันมาอยู่กับส้มแทบทุกวันอยู่แล้ว ตอนเดินเข้าไปในห้องเรายังไม่เห็นแฟน ก็เลยคุยกับโอว่าไม่ไปเที่ยวไหนกับส้มเหรอ น้องมันก็บอกว่าวันนี้ส้มมีเรียนเดี๋ยวมันก็กำลังจะออกไปข้างนอกแล้ว พอเราเข้ามาในห้องก็เหมือนได้กลิ่นอะไรแปลกๆที่มันอวนๆอยู่ในห้องเพราะไฟมันดับ แอร์ก็ไม่ได้เปิด โอบอกว่าเตยกำลังอาบน้ำอยู่ พอพูดเสร็จน้องมันก็เดินเข้าไปในห้องด้านใน เราก็เดินไปนั่งตรงโซฟามุมห้อง ต้องบอกก่อนว่าคอนโดที่แฟนเราอยู่กับเพื่อน มันมีห้องนอนด้านใน แล้วก็มีส่วนที่เป็นห้องนั่งเล่นอยู่ด้านนอก ส่วนมากแฟนเราจะนอนบนเตียง 3 ฟุตครึ่งที่ตั้งอยู่ด้านนอกซะมากกว่า เพราะเวลาที่แฟนตัวจริงของส้มมาหา จะได้ไม่ต้องย้ายของเข้าๆออกๆ แต่ห้องน้ำที่มีห้องเดียวมันอยู่ในส่วนที่เป็นห้องนอนใหญ่ ถ้าจะเข้าก็ต้อง เดินผ่านห้องนอนด้านในเท่านั้น ตอนนั้นผมก็เริ่มรู้สึกแปลกๆแล้วว่าทำไมถึงอยู่กันสองต่อสองแบบนี้ ทำไมแฟนเราถึงกล้านุ่งผ้าขนหนูเดินเข้าไปอาบน้ำ ทั้งๆที่มีผู้ชายอีกคนนึงอยู่ในห้อง คิดได้เท่านั้นใจก็เริ่มสั่นๆและ ภาพในหนังแนว ntr วิ่งวนเต็มหัวเลยครับตอนนั้น ยิ่งได้กลิ่นโลชั่นผสมกับกลิ่นเหงื่อที่มันอวนๆหอมๆอยู่ในห้อง ยิ่งรู้สึกเลยว่ามันคงต้องมีอะไรแล้วล่ะ
ก็เลยมองไปที่เตียงนอนของแฟน เห็นผ้าห่มที่มันยับๆ วางอยู่บนที่นอนพร้อมกับชุดที่แฟนน่าจะใส่นอนเมื่อคืนนี้ เราก็เลยเดินไปใกล้ๆ ก็ยิ่งได้กลิ่นที่ว่าชัดมากยิ่งขึ้น พอเรายกผ้าห่มออก ก็เจอเลยครับ ชุดชั้นในของแฟนเราที่ม้วนทับอยู่ใต้ผ้าห่ม ส่วนบนที่นอนนั้นก็ยังรู้สึกถึงความชื้นๆอุ่นๆอยู่เลย ตอนนั้นมั่นใจ 100% เลยว่าแฟนกูโดนเอาแล้วแน่ๆ ทั้งๆที่เราได้แค่จับมือกอดหอมแก้มเท่านั้น ตอนนั้นความรู้สึกเข้ามาในหัวหลายอย่างมาก แต่ที่ไม่เข้าใจที่สุดก็คือมันเกิดขึ้นได้ยังไง ตอนนั้นเราช็อคไปเลย ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดกับตัวเอง
เรื่องมันนานมาแล้ว
ย้อนกลับไปประมาณ 12 ปีก่อน โดยประมาณนะ ตอนนั้นเราทำงานอยู่ในกรุงเทพฯแล้วล่ะ แต่บ้านเราอยู่เมืองชล ช่วงที่ขึ้นมาทำงานใหม่ๆเราก็กลับไปบ้านแทบทุกอาทิตย์ แต่พอเริ่มนานเข้าก็2 เดือน 3 เดือนกลับทีนึง เพราะพ่อแม่ของเราเขาเสียไปหมดแล้ว ที่บ้านก็มีแต่พี่ๆอยู่เท่านั้น ก็เลยโทรหากันเป็นส่วนมาก แต่วันนั้นจำได้ว่ามันเป็นวันหยุดยาวช่วงเทศกาล เราก็เลยกลับไปบ้านแต่ก่อนจะเข้าบ้านก็เลยขับรถไปหาเพื่อนที่บางแสนก่อน เพื่อนเรามันเปิดร้านขายพวกกิ๊ฟช็อป อยู่ในห้างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมหาลัยนี่แหละ เราไปหามันแล้วก็นั่งคุยเล่นกันรอปิดร้านแล้วว่าจะไปกินหมูกะทะกัน ก็พอดีมีนักศึกษาที่เป็นผู้หญิง 2 คนเข้ามาเลือกซื้อพวกที่คาดผมอะไรประมาณเนี้ย คือสองคนนี้สวยทั้งคู่เลย คนนึงตัวสูงหุ่นดีเลย สวยคมๆแบบคนไทยผิวสีน้ำผึ้งออกจะขาวนิดๆ แต่อีกคนนึงขาวจั๊วะเลยแต่ตัวเล็กลงมาหน่อยไม่สูงเหมือนคนแรก แต่ก็รูปร่างสมส่วน หน้าตาออกแนวสวยน่ารักตาโตมาก เมียของเพื่อนมันเห็นเรานั่งมองมันก็เลยบอกให้เราไปขายของให้น้องเขาที เราก็ไปแบบเขินๆหน่อย เพราะไม่เคยขายของ พอเราไปยืนใกล้ๆ น้องคนตาโตก็มองหน้าเราเหมือนกับแบบว่า '' มาทำไมเนี่ย '' เราก็แบบยิ้มแห้งๆตอนนั้นก็ จีบสาวไม่ค่อยเป็นน่ะ เคยมีแฟนแต่ก็ออกแนวประมาณเป็นเพื่อนกันมาก่อนแล้วค่อยมาเป็นแฟน แต่เรื่องแบบจะเดินดุ่มๆเข้าไปจีบหญิงนี่ทำไม่เป็นเลย แต่วันนั้นนึกยังไงก็ไม่รู้ แบบว่ามีความกล้าเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะถูกชะตากับน้องเขาด้วยมั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรหรอกเขาซื้อของเสร็จก็ไป แต่เราอ่ะจำเขาได้ติดตาเลย เมียเพื่อนเรามันก็ถามเราว่าชอบป่ะ น้องเค้าน่ารักนะเว้ย ยังไม่มีแฟนด้วย เราก็เลยถามว่ารู้ได้ไงรู้จักหรอ เมียเพื่อนเรามันก็บอกว่าน้องเขาเป็นพนักงาน part time ของร้านไอติมที่อยู่ตรงข้ามกับร้านมันนี่แหละ เราก็เลยแบบเฮ้ย... แบบนี้ก็มีความหวังอยู่
ตั้งแต่นั้นมาเรากลับไปเมืองชลทุกอาทิตย์เลย แต่ไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก โน่น ไปนั่งขายของร้านกิ๊ฟช็อปกับเพื่อน แต่ช่วงแรกๆนางก็ไม่ค่อยสนใจเราหรอกนะ แต่ก็ได้เมียของเพื่อนเรานี่แหละคอยยุคอยชงให้ตลอด ตอนนั้นเหมือน Line กำลังเริ่มฮิตใหม่ๆด้วยมั้ง เราเลยได้ LINE ของน้องเค้ามา น้องเขาชื่อเตย อันนี้คือชื่อเล่นจริงๆของน้องเขาเลยนะ เราไม่อยากเปลี่ยนชื่อ เรื่องมันนานมาแล้วล่ะคงไม่มีอะไรกระทบถึงตัวเขาหรอก แต่เพื่อนเขาอีกคนนึงที่มาด้วยกันน่ะ เราขอเปลี่ยนให้ชื่อส้มแล้วกัน เพราะตอนนี้เค้าพอจะมีชื่อเสียงอยู่ในแวดวงการแสดงอยู่ ต่อเลยนะ ตอนนั้นพอได้ LINE ได้เบอร์มาก็
LINE หาโทรหาอยู่บ่อยๆจนเริ่มสนิทกัน ก็ออกแนวจีบยากเหมือนกันนะ น้องเขาดูเป็นคนนิ่งๆ เหมือนเป็นคนที่จะพูดจาหรือทำอะไรจะคิดก่อน ดูเป็นคนมีเหตุผลแล้วก็เป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ ตอนนั้นน้องเขาเพิ่งจะอายุ 19 ปีเพิ่งจะเรียนปี 2 เอง แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเราอีก หมายถึงนิสัยนะ แล้วก็เป็นคนขยันมาก เลิกเรียนก็มาทำงาน part time แทบทุกวัน แต่เพื่อนของเขาที่ชื่อส้มเหมือนจะมีแฟนรวยก็เลยสบายไม่ต้องทำงานทำการอะไร แต่พอเราเริ่มสนิทกับทั้งสองคนก็เลยรู้ว่า สองคนนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมมาด้วยกันตั้งแต่อยู่พิษณุโลก อันที่จริงแล้วบ้านของเตยฐานะดีมาก เป็นลูกสาวคนเดียวด้วย และที่ชอบที่สุดคือเธอเป็นคนไม่เที่ยวไม่ดื่มอะไรทั้งสิ้น เลิกเรียน กลับมาทำงาน กลับที่พักนอน ตื่นเช้าไปเรียน เป็นลูทีนเลย จะมีช่วงหลังๆที่เริ่มสนิทกับผมมากๆแล้ว ก็พอจะยอมออกไปเที่ยวด้วยกันบ้าง ส่วนส้มนี่แบบว่าเที่ยวอาทิตย์ละ 3-4 วัน คือแถวนั้นน่ะมันมีร้านเหล้าเยอะไง นิสัยนี่ต่างกันลิบลับเลย เราก็เลยถามเตยว่าอยู่กันได้ยังไงเนี่ยนิสัยไม่เหมือนกันเลย ก็เลยรู้ว่าเมื่อก่อนส้มก็ไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก แล้วเตยก็ไม่ได้พักอยู่กับส้มด้วย เมื่อก่อนเตยอยู่หอหญิงของมหาลัย ส้มก็อยู่ด้วย แต่ตอนหลังส้มมีแฟนเป็นรุ่นพี่ที่เป็นลูกคนรวย แม่ของผู้ชายซื้อคอนโดเอาไว้ให้ลูกอยู่ตอนที่เรียนมหาลัย ส้มก็เลยมาอยู่กับแฟนที่คอนโด แฟนส้มเป็นรุ่นพี่2ปี ตอนนี้เรียนจบไปแล้วเลยกลับไปอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ แต่ก็จะแวะมาหาส้มเดือนละ 2-3 ครั้ง
เราก็อ๋อ .. เตยก็เล่าเพิ่มว่า พอแฟนของส้มไม่อยู่ ส้มก็เลยขอให้เธอมาอยู่เป็นเพื่อน ทีแรกนางก็ไม่อยากไปเพราะว่าขี้เกียจเดินทาง แต่จริงๆมันก็ไม่ได้อยู่ไกลจากมหาลัยมากหรอกนั่งรถ 5 นาทีก็ถึง แต่หอเก่าที่อยู่มันอยู่หลังมหาวิทยาลัยเลยไง เดินทะลุได้เลย แต่สุดท้ายก็ทนเพื่อนรบเร้าไม่ไหวก็ย้ายมาอยู่ด้วยกัน และที่สำคัญคืออยู่ฟรีด้วย ... พออยู่กันไปสักสองเดือน ส้มก็ไปเรียนขับรถ เพราะแฟนทิ้งรถเอาไว้ให้ใช้ ตอนนั้นมันมีเพื่อนที่เป็นรุ่นพี่อยู่ปี4มา
สอนขับแต่สอนไปสอนมาไม่รู้สอนกันยังไง กลายเป็นกิ๊กกันเฉยเลย ช่วงที่เราเริ่มสนิทกับเตยจนเดินจูงมือได้แล้ว มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นพอดี ช่วงนั้นเตยก็จะมาบ่นให้เราฟังอยู่บ่อยๆ ว่าส้มเที่ยวเก่งมาก แล้วเริ่มพาไอ้รุ่นพี่คนนี้มาที่ห้อง เราเคยเจออยู่ 2-3 ครั้ง มันอายุน้อยกว่าเราน่าจะสักประมาณ 2 ปีได้ชื่อโอ ตัวสูงๆ ผิวเข้มๆ หน้าตาดี เราได้ยินเรื่องนี้ก็ตกใจเหมือนกันนะ เพราะตอนนั้นโลกทัศน์ของเรามันแคบมากคิดว่าเรื่องแบบนี้มันมีแต่ในหนังซะอีก เราเลยถามเตยว่าแล้วแฟนตัวจริงของส้มเขาไม่รู้หรอ เตยก็บอกว่าเนี่ยแหละที่ทำให้อึดอัดมาก เหมือนต้องคอยช่วยเพื่อนโกหกอยู่ตลอด แต่นางก็บอกนะว่ารอดูอีกสักพักนึงถ้าไม่ไหวจริงๆก็อาจจะย้ายกลับไปอยู่หอหญิงเหมือนเดิม เราฟังแล้วก็ได้แต่เออออตามไป แล้วพอหลังจากนั้นเราก็เริ่มคบกับเตยเป็นแฟนแบบจริงจัง โทรคุยทุกคืน ไปหาทุกอาทิตย์ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าบางแสนก็แค่ปากซอยจริงๆนะมันเป็นความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ 555 ตอนที่คบกันตอนนั้นก็แบบเป็นแฟนกันกุ๊กกิ๊กอ่ะ ไม่ได้มีอะไรกันนะ จับมือหอมแก้มกอดกันเต็มที่ประมาณนั้นเลย แต่พอหลังจากที่ผ่านช่วงนั้นไปอีกสักประมาณเดือนนึง เราเริ่มรู้สึกว่าส้มมันเริ่มมีอาการแปลกๆ ชอบเริ่มเข้ามากันท่าเหมือนไม่ค่อยอยากให้เราขึ้นมาบนห้อง หรือให้เตยไปไหนมาไหนกับเรา เราก็เลยสบโอกาสถามแฟนเราดูว่าจะย้ายห้องไหม เพราะเรารู้ว่าช่วงนี้ คนชื่อโอมันมาอยู่กับส้มที่ห้องแทบทุกวัน แต่ตอนแฟนเราก็นิ่งๆไปสักพักนึงแล้วก็บอกว่าเดี๋ยวรอดูสักแป๊บนึงก่อนแล้วกัน แล้วอาทิตย์ต่อมา ที่เราเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ก็คือ เมื่อก่อนเราโทรหาแฟนจะรับตลอดแต่พอช่วงนี้เริ่มไม่ค่อยรับหรือถ้ารับก็คุยแป๊บเดียว
คือผมว่าคนที่เป็นแฟนกันน่ะมันจะรู้สึกได้ ตอนนั้นผมก็คิดว่าเขาคงมีปัญหาหรือว่าอาจจะอึดอัดเรื่องที่อยู่หรือเปล่าก็มองโลกในแง่ดีไปก่อน แต่เพราะรู้สึกเป็นห่วงก็เลยขับรถไปหา วันนั้นน่าจะเป็นประมาณกลางๆอาทิตย์อ่ะไม่ใช่วันหยุด ซึ่งปกติเราไม่เคยไปหรือถ้าไปก็จะบอกนัดกันก่อน วันนั้นประมาณหัวค่ำน่าจะสักทุ่มนึงได้ เราจอดรถในลานจอดหน้าคอนโดแต่ยังไม่ทันลง เราก็เห็นคนที่ชื่อโอเดินออกจากประตูทางขึ้นคอนโดผ่านหน้าเราไป ทีแรกเราก็ว่าจะเปิดประตูลงไปทัก แต่น้องมันเดินเร็วมากก็เลยแบบ เออไม่เป็นไร เรากดโทรศัพท์หาแฟนเพราะรู้ว่าวันนี้เขาไม่ได้ไปทำงานที่ร้านไอติม เรารออยู่แป๊บนึงเขาก็ลงมาเปิดประตูให้ แต่เรารู้สึกว่าขี้เกียจขึ้นไปเจอกับส้ม ก็เลยชวนเขาออกไปหาอะไรกินข้างนอกไปนั่งเล่นริมทะเลดีกว่า แต่แฟนเราบอกว่าถ้างั้นเดี๋ยวขอโทรบอกส้มก่อนเพราะว่าส้มกำลังจะกลับมาจากมหาลัย เราก็แบบ .. อ้าวส้มไม่อยู่หรอ ตอนนั้นก็เริ่มมีความคิดบางอย่างในใจเหมือนกันว่าแล้วโอมันขึ้นไปอยู่ในห้องได้ยังไงในเมื่อส้มไม่อยู่ แต่ตอนนั้นมันก็เป็นแค่ปัญหาคาใจเล็กๆน้อยๆ ซึ่งมันก็มีหลายอย่างที่เป็นไปได้ อาจจะเอาแค่มาเอาของ หรือว่ามันอาจจะมีเพื่อนคนอื่นอยู่ในคอนโดนี้ก็ได้นี่นะ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิดมากอะไรซึ่งเราคิดแบบนั้นจริงๆนะในตอนนั้น นึกย้อนกลับไปนี่รู้สึกว่าเออ .. มองโลกในแง่ดีจริงๆ 5555 แล้วเราก็พาแฟนออกไปกินข้าวกินขนมเดินเล่นกันแถวหาดวอน แล้วพอประมาณ 22:00 น กว่าก็มาส่งเขากลับห้อง
เหตุการณ์ทุกอย่างมันก็ปกติดีไม่มีอะไร พอผ่านมาถึงวันเสาร์ตอนเช้า วันนั้นเราไม่ต้องเข้าบริษัทก็ขับรถไปหาแฟนตอนช่วงเช้าเลยไม่ได้โทรบอกเขาก่อน ทุกทีที่เราไปถึงส่วนมากมันก็จะหลังเที่ยงทุกครั้งแต่วันนั้นประมาณ 9 โมงกว่าเราก็ไปถึงแล้ว บังเอิญว่าไฟฟ้าในคอนโดมันดับ ประตูของคอนโดมันก็เลยเปิดอ้าไว้ เราก็เดินขึ้นไปเลย แต่ตอนนั้นลิฟท์มันใช้ไม่ได้ เราก็เดินอ้อมไปขึ้นบันไดหนีไฟเพราะว่าห้องที่แฟนเราอยู่มันแค่ชั้น 5 พอเราขึ้นไปถึงหน้าห้อง ก็เคาะประตูเรียกเบาๆ แต่ไม่มีใครมาเปิด เราเลยโทรศัพท์เข้าเครื่องของแฟนเรา ได้ยินเสียง โทรศัพท์ของแฟนเราดังแว่วๆออกมาอยู่ แต่ก็ไม่มีคนรับ สักพักหนึ่งก็มีคนออกมาเปิดประตูให้ พอประตูเปิดเราก็รู้สึกงงๆนิดๆ เพราะมันกลายเป็นโอที่มาเปิดประตูให้ เราก็ยิ้มยิ้มให้นะ ไม่ได้คิดอะไรเพราะรู้อยู่ว่าโอมันมาอยู่กับส้มแทบทุกวันอยู่แล้ว ตอนเดินเข้าไปในห้องเรายังไม่เห็นแฟน ก็เลยคุยกับโอว่าไม่ไปเที่ยวไหนกับส้มเหรอ น้องมันก็บอกว่าวันนี้ส้มมีเรียนเดี๋ยวมันก็กำลังจะออกไปข้างนอกแล้ว พอเราเข้ามาในห้องก็เหมือนได้กลิ่นอะไรแปลกๆที่มันอวนๆอยู่ในห้องเพราะไฟมันดับ แอร์ก็ไม่ได้เปิด โอบอกว่าเตยกำลังอาบน้ำอยู่ พอพูดเสร็จน้องมันก็เดินเข้าไปในห้องด้านใน เราก็เดินไปนั่งตรงโซฟามุมห้อง ต้องบอกก่อนว่าคอนโดที่แฟนเราอยู่กับเพื่อน มันมีห้องนอนด้านใน แล้วก็มีส่วนที่เป็นห้องนั่งเล่นอยู่ด้านนอก ส่วนมากแฟนเราจะนอนบนเตียง 3 ฟุตครึ่งที่ตั้งอยู่ด้านนอกซะมากกว่า เพราะเวลาที่แฟนตัวจริงของส้มมาหา จะได้ไม่ต้องย้ายของเข้าๆออกๆ แต่ห้องน้ำที่มีห้องเดียวมันอยู่ในส่วนที่เป็นห้องนอนใหญ่ ถ้าจะเข้าก็ต้อง เดินผ่านห้องนอนด้านในเท่านั้น ตอนนั้นผมก็เริ่มรู้สึกแปลกๆแล้วว่าทำไมถึงอยู่กันสองต่อสองแบบนี้ ทำไมแฟนเราถึงกล้านุ่งผ้าขนหนูเดินเข้าไปอาบน้ำ ทั้งๆที่มีผู้ชายอีกคนนึงอยู่ในห้อง คิดได้เท่านั้นใจก็เริ่มสั่นๆและ ภาพในหนังแนว ntr วิ่งวนเต็มหัวเลยครับตอนนั้น ยิ่งได้กลิ่นโลชั่นผสมกับกลิ่นเหงื่อที่มันอวนๆหอมๆอยู่ในห้อง ยิ่งรู้สึกเลยว่ามันคงต้องมีอะไรแล้วล่ะ
ก็เลยมองไปที่เตียงนอนของแฟน เห็นผ้าห่มที่มันยับๆ วางอยู่บนที่นอนพร้อมกับชุดที่แฟนน่าจะใส่นอนเมื่อคืนนี้ เราก็เลยเดินไปใกล้ๆ ก็ยิ่งได้กลิ่นที่ว่าชัดมากยิ่งขึ้น พอเรายกผ้าห่มออก ก็เจอเลยครับ ชุดชั้นในของแฟนเราที่ม้วนทับอยู่ใต้ผ้าห่ม ส่วนบนที่นอนนั้นก็ยังรู้สึกถึงความชื้นๆอุ่นๆอยู่เลย ตอนนั้นมั่นใจ 100% เลยว่าแฟนกูโดนเอาแล้วแน่ๆ ทั้งๆที่เราได้แค่จับมือกอดหอมแก้มเท่านั้น ตอนนั้นความรู้สึกเข้ามาในหัวหลายอย่างมาก แต่ที่ไม่เข้าใจที่สุดก็คือมันเกิดขึ้นได้ยังไง ตอนนั้นเราช็อคไปเลย ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดกับตัวเอง