่การปรับการคิดค่าไฟของ ท่านชิง เริ่มมีปัญหาละ ค่าไฟถูกลงจริง แต่หากเกิน 401 ขึ้นไป มันจ่ายแพงกว่าเดิมอีก

นโยบายค่าไฟ 3 บาท 200 หน่วยแรก: ช่วยคนจน แต่รัฐบาล-โรงไฟฟ้าลอยตัว ผลักภาระให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาประกาศนโยบายที่ฟังดูน่าดีใจสำหรับหลายคน นั่นคือการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ โดยให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนจ่ายค่าไฟเพียงหน่วยละ 3 บาท ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนประมาณ 14 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 62% ของครัวเรือนทั้งหมด นโยบายนี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 หลังจากที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 28 เมษายนนี้


ฟังแล้วดูเหมือนเป็นข่าวดีใช่ไหมครับ? รัฐบาลช่วยเหลือคนจนให้จ่ายค่าไฟถูกลง ในยุคที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงจากวิกฤตตะวันออกกลาง แต่ถ้าเราลองขุดลึกลงไปอีกนิด จะพบว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และที่สำคัญ มันไม่ได้ "ฟรี" อย่างที่หลายคนคาดหวัง
-------
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t5a/1/16/1f4b0.png[/img] เงินมาจากไหน? เมื่อรัฐบาลไม่ต้องจ่ายสักบาท

นี่คือคำถามแรกที่ทุกคนควรถาม เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะให้คนจ่ายค่าไฟถูกลง เงินส่วนต่างนั้นต้องมาจากที่ไหนสักแห่ง ในกรณีปกติ เมื่อรัฐต้องการอุดหนุนอะไรสักอย่าง ก็จะใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าเงินภาษีที่เราจ่าย แต่ครั้งนี้ไม่ใช่
จากการที่ ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. ได้ชี้แจงไว้ว่า หากรัฐบาลจะให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยได้ใช้ไฟในราคาเท่ากับงวดปัจจุบัน (3.88 บาท) แทนที่จะเป็น 3.95 บาทตามที่ กกพ. กำหนด รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างของราคาค่าไฟประมาณ 333 ล้านบาทต่องวด 4 เดือน แต่สิ่งที่ กกพ. บอกชัดเจนคือ "ตอนนี้ กกพ. ไม่มีเงิน หรือเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุนราคาค่าไฟแล้ว"
แล้วทางออกคืออะไร? คำตอบอยู่ในแถลงการณ์ของรัฐมนตรีพลังงานเองที่บอกว่า "ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะได้ใช้ไฟฟ้าในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยนั้น จะเป็นการนำเงินค่าไฟฟ้าส่วนต่างจากผู้ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วยต่อเดือนมาอุดหนุนค่าไฟดังกล่าว"
อ่านแล้วเข้าใจไหมครับ? นี่หมายความว่า **รัฐบาลไม่ได้จ่ายเงินสักบาทเดียว** แต่เป็นการให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งจ่ายแทนประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือที่เรียกในทางเศรษฐศาสตร์ว่า Cross-Subsidy คือการอุดหนุนไขว้ เอาเงินจากคนหนึ่งไปช่วยอีกคนหนึ่ง โดยรัฐบาลทำหน้าที่แค่ผู้กำหนดกติกา แต่ไม่ต้องออกเงินเองแม้แต่น้อย
-------
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t8b/1/16/1f465.png[/img] ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์?
มาดูกันว่าในประเทศไทยเรามีผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 26 ล้านราย โดยเป็นบ้านอยู่อาศัยประมาณ 23 ล้านครัวเรือน ที่เหลือเป็นธุรกิจและโรงงาน การกระจายตัวของการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนไทยนั้นเป็นแบบนี้
ครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนมีจำนวนถึง 14.3 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 62% ของครัวเรือนทั้งหมด กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นห้องเช่า คอนโดขนาดเล็ก บ้านชนบท หรือครัวเรือนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ หรือมีแต่เปิดน้อยมาก การใช้ไฟ 200 หน่วยต่อเดือนหมายถึงการใช้ไฟประมาณ 6-7 หน่วยต่อวัน ซึ่งพอสำหรับพัดลม ตู้เย็นเล็ก หลอดไฟ ทีวี และเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน แต่ไม่พอถ้าต้องเปิดแอร์บ่อยๆ
ส่วนอีก 9 ล้านกว่าครัวเรือนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยคือใคร? พวกเขาอาจจะไม่ใช่คนรวยอย่างที่หลายคนคิด ครอบครัวทั่วไปที่มีลูก 2 คน มีแอร์ 2 เครื่อง เปิดกลางคืนเพื่อให้ลูกนอนสบาย ก็ใช้ไฟได้ 400-500 หน่วยต่อเดือนแล้ว โดยเฉพาะในฤดูร้อนแบบตอนนี้ที่อากาศร้อนจัด แอร์หนึ่งเครื่องที่เปิด 8 ชั่วโมงต่อวันก็กินไฟประมาณ 8-10 หน่วยต่อวันแล้ว บวกกับอุปกรณ์อื่นๆ ไม่กี่วันก็เกิน 200 หน่วยแล้ว
กลุ่มนี้จะเป็นผู้รับภาระหลักในนโยบายครั้งนี้ เพราะตามที่รัฐมนตรีพลังงานบอกไว้ว่า หน่วยที่ 201 เป็นต้นไป "จะมีการปรับอัตราใหม่ ซึ่งอัตราใหม่อาจจะสูงขึ้นจากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าเดิมที่เรียกเก็บแบบขั้นบันได" หรือพูดง่ายๆ คือ จะแพงกว่าปกติ แพงแค่ไหนยังไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่ถ้าคำนวณจากเงินที่ต้องหามาอุดหนุนคนใช้น้อย ก็คงไม่ใช่แค่หลักสตางค์
---------
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/taa/1/16/1f4ca.png[/img] ผลกระทบจริงต่อครัวเรือน
ลองคำนวณกันดูว่าถ้าครัวเรือนที่ใช้ไฟ 500 หน่วยต่อเดือนจะได้รับผลกระทบอย่างไร ในสถานการณ์ปกติที่ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ตามที่ กกพ. กำหนดสำหรับงวดพฤษภาคม-สิงหาคม 2569) ค่าไฟของครัวเรือนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,975 บาทต่อเดือน
แต่ภายใต้นโยบายใหม่ การคำนวณจะเป็นแบบนี้ 200 หน่วยแรกจ่ายในราคา 3 บาทต่อหน่วย ได้ 600 บาท ส่วนอีก 300 หน่วยที่เหลือจะต้องจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น ถ้าสมมติว่าอัตราใหม่อยู่ที่ประมาณ 6.50 บาทต่อหน่วย (ซึ่งเป็นไปได้เพราะต้องหาเงินมาอุดหนุนคนอื่น) ก็จะได้ 300 คูณ 6.50 เท่ากับ 1,950 บาท รวมทั้งหมดเป็น 2,550 บาท แพงขึ้นจากเดิม 575 บาท หรือประมาณ 29%
สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟมากกว่านั้น เช่น 1,000 หน่วยต่อเดือน ผลกระทบจะยิ่งหนักขึ้นไปอีก ถ้าอัตราหน่วยที่ 201 เป็นต้นไปอยู่ที่ 7.50 บาท ค่าไฟจะพุ่งจาก 3,950 บาทเป็น 6,600 บาท แพงขึ้น 2,650 บาท หรือ 67% นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย และที่สำคัญคือครัวเรือนเหล่านี้ไม่ได้รวยทุกคน หลายครอบครัวเป็นแค่ชนชั้นกลางที่มีลูกหลายคน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ร้อนจนต้องเปิดแอร์บ่อย (ตอนนี้เรายังไม่รู้อัตราก้าวหน้าที่แน่นอน แต่การรับภาระค่าไฟฟ้าของ 14 ล้านครัวเรือน ต้องไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยแน่นอน)
-------
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t89/1/16/1f3db.png[/img] รัฐบาลลอยตัว ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของนโยบายนี้คือรัฐบาลไม่ต้องเสียอะไรเลย ไม่ต้องตัดงบประมาณที่ไหน ไม่ต้องกู้เงิน ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนใดๆ แต่กลับได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ "ช่วยเหลือประชาชน" โดยเฉพาะคนจนที่เป็นคะแนนเสียงส่วนใหญ่ นี่คือการเมืองแบบประชานิยมในรูปแบบที่ชัดเจนที่สุด
ในเวลาเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็กำลังขาดทุนสะสมอยู่กว่า6 หมื่นล้านบาท รัฐบาลยังคงต้องตรึงราคาดีเซลไม่ให้สูงเกินไป ค่าครองชีพพุ่งสูงจากทุกด้าน แต่เมื่อมาถึงเรื่องค่าไฟฟ้า รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินมาช่วยเหลือ แต่ให้ประชาชนช่วยเหลือกันเองแทน
หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในช่วงวิกฤตพลังงานเมื่อปี 2022 ฝรั่งเศสใช้งบประมาณรัฐอุดหนุนค่าไฟโดยตรง เยอรมนีเก็บภาษีกำไรเกินจากบริษัทพลังงานมาช่วยประชาชน ญี่ปุ่นใช้เงินสำรองของรัฐให้ส่วนลดค่าไฟแบบเท่าเทียมกันทุกครัวเรือน แต่ประเทศไทยเลือกวิธีที่ต้นทุนทางการเมืองต่ำที่สุด นั่นคือให้ประชาชนแบกภาระแทนกัน
------
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t5d/1/16/26a1.png[/img] โรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ
อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากนโยบายนี้คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ไม่ว่าจะมีนโยบายอุดหนุนไขว้หรือไม่ กฟผ. ก็ยังคงได้รับเงินค่าไฟเต็มตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ระบบ Ft หรือค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติถูกออกแบบมาให้ กฟผ. สามารถผลักต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้โดยตรง
นั่นหมายความว่าเมื่อราคา LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลวที่ต้องนำเข้าพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง กฟผ. ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดทุน เพราะสามารถปรับค่า Ft ขึ้นได้ทุก 4 เดือนตามต้นทุนจริง ซึ่งในงวดพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 นี้ ค่า Ft ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจาก 9.72 สตางค์ในงวดก่อนหน้า
แน่นอนว่า กฟผ. ก็มีหนี้สะสมจากการที่รัฐบาลสั่งให้ตรึงราคาค่าไฟในช่วงก่อนหน้านี้ แต่หนี้เหล่านั้นก็กำลังถูกเรียกคืนผ่านค่า Ft ในงวดต่อๆ ไป ซึ่งก็คือประชาชนเป็นผู้จ่ายในท้ายที่สุด ไม่ใช่ กฟผ. เอง ดังนั้นไม่ว่าจะมีนโยบายอุดหนุนไขว้หรือไม่ กฟผ. ก็ไม่ได้รับผลกระทบทางลบอะไร
----------
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t6d/1/16/2600.png[/img] โซลาร์เซลล์: ทางออกหรือกับดักอีกใบ?
นอกจากนโยบายค่าไฟ 3 บาทแล้ว รัฐมนตรีพลังงานยังออกมาพูดชัดเจนว่า "ใครที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย ต้องเร่งติดโซลาร์ฯ" พร้อมสัญญาว่ารัฐบาลจะหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ โดยอ้างว่าถ้าเคยมีค่าไฟ 3,000 บาทต่อเดือน ต้องผ่อนจ่าย 1,500-1,600 บาทต่อเดือน และสามารถผลิตไฟจากโซลาร์ได้ 700-800 หน่วยต่อเดือน ใช้เวลา 10 ปีก็คืนทุน
ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่เรามาดูความจริงกันดีกว่า
ระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 kW ที่เหมาะสำหรับบ้านทั่วไป มีราคาประมาณ 150,000-200,000 บาท ถึงแม้จะมีมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท แต่ก็ต้องมีเงินได้พอที่จะเสียภาษีก่อน คนที่เงินเดือน 30,000-40,000 บาทต่อเดือน ไม่ได้เสียภาษีสูงขนาดที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการนี้เต็มที่
แล้วถ้าต้องกู้เงินล่ะ? สมมติกู้ 150,000 บาท ผ่อน 10 ปี ดอกเบี้ย 5% ต่อปี (ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำแล้ว) ก็ต้องผ่อนเดือนละประมาณ 1,590 บาท นี่ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยน Inverter ที่มีอายุการใช้งานประมาณ 5-7 ปี ราคาประมาณ 30,000-50,000 บาท
มาคำนวณกันจริงจัง ครัวเรือนที่ใช้ไฟ 500 หน่วยต่อเดือน ถ้าติดโซลาร์ 5 kW ที่ผลิตไฟได้ประมาณ 600-700 หน่วยต่อเดือน (ในสภาพอากาศที่ดี) ก็จะลดการใช้ไฟจากการไฟฟ้าลงเหลือประมาณ 0 หน่วย ในทางทฤษฎี แต่ปัญหาคือ โซลาร์ผลิตไฟได้แค่กลางวัน ส่วนคนส่วนใหญ่ใช้ไฟเยอะตอนกลางคืน โดยเฉพาะแอร์
ถ้าไม่มีแบตเตอรี่กักเก็บไฟ (ซึ่งราคาอีก 100,000-200,000 บาท) คุณก็ยังต้องซื้อไฟจากการไฟฟ้าในเวลากลางคืนอยู่ดี แล้วถ้าคุณใช้ไฟกลางคืน 300-400 หน่วยต่อเดือน ภายใต้นโยบายใหม่ที่ทำให้ค่าไฟหน่วยที่ 201 เป็นต้นไปแพงมาก คุณก็ยังต้องจ่ายค่าไฟสูงอยู่ดี
และที่สำคัญ ไม่ใช่ทุกบ้านที่สามารถติดโซลาร์ได้ คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเช่า หรือบ้านที่หลังคาไม่เหมาะสม ก็ไม่สามารถติดได้ แล้วคนกลุ่มนี้จะทำอย่างไร? ก็คือต้องยอมจ่ายค่าไฟแพงขึ้น 30-70% โดยไม่มีทางเลือก
-------
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t62/1/16/1f4b8.png[/img] โซลาร์: ของดีสำหรับคนรวย ไม่ใช่ชนชั้นกลาง

มาดูกันว่าใครได้ประโยชน์จริงๆ จากนโยบายผลักดันโซลาร์นี้
คนที่มีบ้านเดี่ยว มีหลังคาใหญ่ มีเงินลงทุนหลักแสน มีรายได้สูงจนได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีเต็มที่ กลุ่มนี้สามารถติดโซลาร์แล้วประหยัดค่าไฟได้จริง และที่สำคัญ พวกเขายังขายไฟคืนให้รัฐได้อีกด้วย นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับคนรวย

แต่สำหรับชนชั้นกลางที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน พวกเขาไม่มีเงินสดหลักแสนไปติดโซลาร์ การกู้เงินก็หมายถึงภาระผ่อนอีก 1,500-2,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 10 ปี ในขณะที่ค่าไฟที่ประหยัดได้อาจจะไม่ชัดเจนนักถ้าใช้ไฟกลางคืนเยอะ
และที่แย่ที่สุดคือ คนจนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ได้ประโยชน์จากนโยบายค่าไฟ 3 บาทแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องติดโซลาร์เลย เพราะค่าไฟของพวกเขาถูกอยู่แล้ว

สรุปแล้ว **นโยบายผลักดันโซลาร์นี้เป็นการผลักภาระการลงทุนในโครงสร้างพลังงานให้ประชาชนตัวเล็กๆ แบกรับเอง** แทนที่รัฐจะลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กลับให้แต่ละบ้านไปลงทุนเองในระบบที่อาจจะไม่คุ้มค่าสำหรับหลายๆ คน
--------
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่