แจ้งเกิดทิพย์เด็กจีนในโคราชลามหนัก พบชื่อเพิ่มรวม 45 ราย ตม.สุวรรณภูมิกักชาวจีน 2 คนก่อนออกนอกประเทศ
เทศบาลโพธิ์กลางตรวจพบทุจริตทะเบียนราษฎรเพิ่ม หลังประชุมร่วมโรงพยาบาลค่ายสุรนารี พบรายชื่อชาวจีนทั้งหมด บางส่วนเป็น “คู่แฝด” ถึง 6 คู่
คดี “แจ้งเกิดทิพย์” ในจังหวัดนครราชสีมาเริ่มลุกลามจากคดีทุจริตเอกสารทะเบียนราษฎรธรรมดา ไปสู่ข้อสงสัยเรื่องเครือข่ายจัดทำสถานะบุคคลให้ชาวต่างชาติ หลังท้องถิ่นตรวจพบรายชื่อเด็กจีนที่ถูกแจ้งเกิดเพิ่ม รวมแล้ว 45 ราย ขณะที่ตรวจคนเข้าเมืองสนามบินสุวรรณภูมิได้กักตัวชาวจีน 2 คน ซึ่งกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ หลังพบข้อมูลเชื่อมโยงพื้นที่แจ้งเกิดในตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
จาก 27 ราย เพิ่มเป็น 45 ราย
กรณีนี้เริ่มจากนายกิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานทะเบียนของเทศบาล ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา หลังตรวจพบความผิดปกติในงานทะเบียนราษฎรของเทศบาล
ข้อกล่าวหาสำคัญคือ มีการปลอมเอกสารแจ้งเกิดให้บุคคลต่างชาติเป็นขบวนการ เดิมพบจำนวน 27 ราย และมีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์รายละหลักหมื่นบาท
ล่าสุด วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลางเปิดเผยว่า หลังประชุมร่วมกับโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ซึ่งถูกกล่าวอ้างเป็นสถานที่แจ้งเกิดปลอม พบรายชื่อเพิ่มเติมอีก 28 ราย เมื่อรวมกับจำนวนเดิม ทำให้ยอดผู้ถูกแจ้งเกิดผิดปกติในพื้นที่เพิ่มเป็น 45 ราย
รายชื่อทั้งหมดเป็นชาวจีน พบเด็กแฝดถึง 6 คู่
นายกิติพงศ์ระบุว่า จากรายชื่อที่ตรวจพบใหม่ หากดูจากชื่อจะพบว่าเป็นชื่อชาวจีนทั้งหมด ไม่มีชื่อบุคคลสัญชาติไทยปะปนอยู่ และจุดที่ผิดสังเกตอย่างมากคือ มีรายชื่อเด็กที่ถูกแจ้งเกิดเป็น “คู่แฝด” ถึง 6 คู่
ข้อมูลนี้ทำให้คดีดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้นว่า อาจไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางเอกสาร หรือการแจ้งเกิดเฉพาะราย แต่มีลักษณะเป็นกระบวนการที่อาจถูกวางระบบไว้เพื่อสร้างเอกสารสถานะบุคคลให้ชาวต่างชาติ
โรงพยาบาลค่ายสุรนารียันตรวจสอบข้อเท็จจริง
โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา ถูกระบุว่าเป็นสถานที่ที่ผู้กระทำผิดนำไปแอบอ้างในเอกสารแจ้งเกิดปลอม ทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย
นายกิติพงศ์เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับทางโรงพยาบาลแล้ว และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยโรงพยาบาลยืนยันว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถึงที่สุด
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการแจ้งเกิดโดยอ้างชื่อสถานพยาบาล หากทำสำเร็จ ย่อมมีผลต่อระบบทะเบียนราษฎรโดยตรง และอาจกลายเป็นช่องทางให้บุคคลต่างชาติได้เอกสารไทยหรือใช้เอกสารไทยต่อยอดในทางอื่น
ตม.สุวรรณภูมิกักตัวชาวจีน 2 คน
นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลางยังเปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ได้รับการประสานจากตรวจคนเข้าเมืองสนามบินสุวรรณภูมิว่า มีการกักตัวชาวจีน 2 คน ซึ่งกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ทั้ง 2 คนมีข้อมูลสถานที่แจ้งเกิดอยู่ในพื้นที่ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ
กรณีนี้จึงทำให้คดีแจ้งเกิดทิพย์ในโคราชไม่ได้จำกัดอยู่แค่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือเอกสารภายในเทศบาล แต่เริ่มเชื่อมโยงไปถึงการเดินทางเข้าออกประเทศ และการตรวจสอบสถานะบุคคลของชาวจีนในระบบไทย
ช่วงเวลาแจ้งเกิดผิดปกติ กระจุกตัวหลายเดือน
จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย พบว่าการแจ้งเกิดผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2568 และยังมีข้อมูลว่าในเดือนมิถุนายน 2568 มีการแจ้งเกิดถึง 6 ราย
ลักษณะการแจ้งเกิดที่เกิดขึ้นเป็นชุด ๆ ในช่วงเวลาใกล้กัน ทำให้ต้องตรวจสอบต่อว่า มีผู้เกี่ยวข้องกี่ฝ่าย ใครเป็นผู้จัดหาเอกสาร ใครเป็นผู้ดำเนินเรื่อง และมีการเรียกรับผลประโยชน์จริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่
ประเด็นใหญ่กว่าคือช่องโหว่ทะเบียนราษฎรไทย
คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กจีนถูกแจ้งเกิดในโคราช” แต่แตะไปถึงความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรไทยโดยตรง เพราะทะเบียนเกิดคือเอกสารตั้งต้นของสถานะบุคคล หากระบบนี้ถูกปลอมแปลงได้ ย่อมเปิดทางไปสู่ปัญหาใหญ่กว่าเดิม ทั้งการทำบัตรประชาชน การถือครองสิทธิในประเทศ การเปิดบัญชี การทำธุรกิจ หรือแม้แต่การหลบเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐ
ยิ่งกรณีนี้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ และมีข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับเงินรายละหลักหมื่นบาท ยิ่งทำให้สังคมต้องจับตาว่า เรื่องนี้เป็นเพียงจุดเดียวในพื้นที่โคราช หรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่ายใหญ่ที่อาจใช้ช่องโหว่ท้องถิ่นไทยในการสร้างสถานะเทียมให้บุคคลต่างชาติ
หมายเหตุ
ข้อมูลขณะนี้อ้างอิงจากรายงานของมติชนออนไลน์ และคำเปิดเผยของนายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ส่วนรายละเอียดเรื่องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เส้นทางเงิน ผู้สั่งการ และสถานะของชาวจีนที่ถูกกักตัว ยังต้องรอการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง โรงพยาบาล และหน่วยงานทะเบียนราษฎร
ที่มา: มติชนออนไลน์, 1 พฤษภาคม 2569
ข่าว “แจ้งเกิดทิพย์เด็กจีน” สะท้อนอะไรของเจ้าหน้าที่ราชการไทยบ้าง
เทศบาลโพธิ์กลางตรวจพบทุจริตทะเบียนราษฎรเพิ่ม หลังประชุมร่วมโรงพยาบาลค่ายสุรนารี พบรายชื่อชาวจีนทั้งหมด บางส่วนเป็น “คู่แฝด” ถึง 6 คู่
คดี “แจ้งเกิดทิพย์” ในจังหวัดนครราชสีมาเริ่มลุกลามจากคดีทุจริตเอกสารทะเบียนราษฎรธรรมดา ไปสู่ข้อสงสัยเรื่องเครือข่ายจัดทำสถานะบุคคลให้ชาวต่างชาติ หลังท้องถิ่นตรวจพบรายชื่อเด็กจีนที่ถูกแจ้งเกิดเพิ่ม รวมแล้ว 45 ราย ขณะที่ตรวจคนเข้าเมืองสนามบินสุวรรณภูมิได้กักตัวชาวจีน 2 คน ซึ่งกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ หลังพบข้อมูลเชื่อมโยงพื้นที่แจ้งเกิดในตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
จาก 27 ราย เพิ่มเป็น 45 ราย
กรณีนี้เริ่มจากนายกิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานทะเบียนของเทศบาล ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา หลังตรวจพบความผิดปกติในงานทะเบียนราษฎรของเทศบาล
ข้อกล่าวหาสำคัญคือ มีการปลอมเอกสารแจ้งเกิดให้บุคคลต่างชาติเป็นขบวนการ เดิมพบจำนวน 27 ราย และมีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์รายละหลักหมื่นบาท
ล่าสุด วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลางเปิดเผยว่า หลังประชุมร่วมกับโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ซึ่งถูกกล่าวอ้างเป็นสถานที่แจ้งเกิดปลอม พบรายชื่อเพิ่มเติมอีก 28 ราย เมื่อรวมกับจำนวนเดิม ทำให้ยอดผู้ถูกแจ้งเกิดผิดปกติในพื้นที่เพิ่มเป็น 45 ราย
รายชื่อทั้งหมดเป็นชาวจีน พบเด็กแฝดถึง 6 คู่
นายกิติพงศ์ระบุว่า จากรายชื่อที่ตรวจพบใหม่ หากดูจากชื่อจะพบว่าเป็นชื่อชาวจีนทั้งหมด ไม่มีชื่อบุคคลสัญชาติไทยปะปนอยู่ และจุดที่ผิดสังเกตอย่างมากคือ มีรายชื่อเด็กที่ถูกแจ้งเกิดเป็น “คู่แฝด” ถึง 6 คู่
ข้อมูลนี้ทำให้คดีดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้นว่า อาจไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางเอกสาร หรือการแจ้งเกิดเฉพาะราย แต่มีลักษณะเป็นกระบวนการที่อาจถูกวางระบบไว้เพื่อสร้างเอกสารสถานะบุคคลให้ชาวต่างชาติ
โรงพยาบาลค่ายสุรนารียันตรวจสอบข้อเท็จจริง
โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา ถูกระบุว่าเป็นสถานที่ที่ผู้กระทำผิดนำไปแอบอ้างในเอกสารแจ้งเกิดปลอม ทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย
นายกิติพงศ์เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับทางโรงพยาบาลแล้ว และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยโรงพยาบาลยืนยันว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถึงที่สุด
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการแจ้งเกิดโดยอ้างชื่อสถานพยาบาล หากทำสำเร็จ ย่อมมีผลต่อระบบทะเบียนราษฎรโดยตรง และอาจกลายเป็นช่องทางให้บุคคลต่างชาติได้เอกสารไทยหรือใช้เอกสารไทยต่อยอดในทางอื่น
ตม.สุวรรณภูมิกักตัวชาวจีน 2 คน
นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลางยังเปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ได้รับการประสานจากตรวจคนเข้าเมืองสนามบินสุวรรณภูมิว่า มีการกักตัวชาวจีน 2 คน ซึ่งกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ทั้ง 2 คนมีข้อมูลสถานที่แจ้งเกิดอยู่ในพื้นที่ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ
กรณีนี้จึงทำให้คดีแจ้งเกิดทิพย์ในโคราชไม่ได้จำกัดอยู่แค่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือเอกสารภายในเทศบาล แต่เริ่มเชื่อมโยงไปถึงการเดินทางเข้าออกประเทศ และการตรวจสอบสถานะบุคคลของชาวจีนในระบบไทย
ช่วงเวลาแจ้งเกิดผิดปกติ กระจุกตัวหลายเดือน
จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย พบว่าการแจ้งเกิดผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2568 และยังมีข้อมูลว่าในเดือนมิถุนายน 2568 มีการแจ้งเกิดถึง 6 ราย
ลักษณะการแจ้งเกิดที่เกิดขึ้นเป็นชุด ๆ ในช่วงเวลาใกล้กัน ทำให้ต้องตรวจสอบต่อว่า มีผู้เกี่ยวข้องกี่ฝ่าย ใครเป็นผู้จัดหาเอกสาร ใครเป็นผู้ดำเนินเรื่อง และมีการเรียกรับผลประโยชน์จริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่
ประเด็นใหญ่กว่าคือช่องโหว่ทะเบียนราษฎรไทย
คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กจีนถูกแจ้งเกิดในโคราช” แต่แตะไปถึงความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรไทยโดยตรง เพราะทะเบียนเกิดคือเอกสารตั้งต้นของสถานะบุคคล หากระบบนี้ถูกปลอมแปลงได้ ย่อมเปิดทางไปสู่ปัญหาใหญ่กว่าเดิม ทั้งการทำบัตรประชาชน การถือครองสิทธิในประเทศ การเปิดบัญชี การทำธุรกิจ หรือแม้แต่การหลบเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐ
ยิ่งกรณีนี้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ และมีข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับเงินรายละหลักหมื่นบาท ยิ่งทำให้สังคมต้องจับตาว่า เรื่องนี้เป็นเพียงจุดเดียวในพื้นที่โคราช หรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่ายใหญ่ที่อาจใช้ช่องโหว่ท้องถิ่นไทยในการสร้างสถานะเทียมให้บุคคลต่างชาติ
หมายเหตุ
ข้อมูลขณะนี้อ้างอิงจากรายงานของมติชนออนไลน์ และคำเปิดเผยของนายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ส่วนรายละเอียดเรื่องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เส้นทางเงิน ผู้สั่งการ และสถานะของชาวจีนที่ถูกกักตัว ยังต้องรอการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง โรงพยาบาล และหน่วยงานทะเบียนราษฎร
ที่มา: มติชนออนไลน์, 1 พฤษภาคม 2569