สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกคน ผมเองครับ นักรีวิวกระทู้ที่ถนัดเรื่องแปลกๆ ครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่ต้องมาสารภาพบาป เอ้ย! มารีวิวประสบการณ์สุดประหลาดที่ตัวเองก่อไว้ครับ มันเริ่มจากความคะนองปากบวกกับความอยากรู้อยากเห็นเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นครับ จู่ๆ ความคิดที่ว่า "ถ้าเรากินมาม่าดิบๆ ติดต่อกัน 7 วันจะเป็นยังไงนะ?" ก็ผุดขึ้นมาในหัวผมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลยครับ ผมคิดว่ามันคงไม่แย่ไปกว่าการกินอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ หรอกมั้งครับ
ผมตัดสินใจเริ่มต้นชาเลนจ์นี้ทันทีในวันรุ่งขึ้นเลยครับ วันแรกของการกินมาม่าดิบมันก็พอไหวนะครับ รสชาติกรอบๆ เค็มๆ ของเครื่องปรุงที่เคลือบเส้นอยู่มันก็อร่อยไปอีกแบบครับ เหมือนกินขนมขบเคี้ยวทั่วไปนั่นแหละครับ ผมเลือกมาม่ารสหมูสับยอดฮิตนี่แหละครับ เพราะคิดว่ามันน่าจะเข้าถึงง่ายที่สุดครับ ความรู้สึกตอนกัดลงไปนี่คือได้ยินเสียงกรุบกรอบในหูชัดเจนเลยครับ มันก็เพลินดีนะครับ ในใจก็คิดว่า "เออ นี่แหละ สบายๆ ชิลๆ เลยครับ" วันที่สองก็ยังคงมีความรู้สึกดีอยู่ครับ ความแปลกใหม่มันยังทำงานได้ดี ทำให้ผมยังไม่เบื่อครับ
แต่พอเริ่มเข้าสู่วันที่สามนี่สิครับ เรื่องมันเริ่มไม่สนุกแล้วครับ ความกรอบที่เคยเป็นเสน่ห์ มันเริ่มกลายเป็นความแข็งกระด้างที่ทำเอาฟันกรามผมเมื่อยเลยครับ รสชาติเค็มๆ ที่เคยอร่อยมันก็เริ่มจะติดลิ้นจนรู้สึกว่าลิ้นชาๆ ไปหมดแล้วครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าร่างกายตัวเองมันประท้วงเบาๆ ด้วยอาการท้องอืดหน่อยๆ นะครับ แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นน่ากังวลอะไรครับ ผมยังคงเดินหน้าต่อไปตามกฎที่ตัวเองตั้งไว้ครับ
พอมาถึงวันที่สี่และห้า จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงแล้วครับ ผมเริ่มรู้สึกถึงรสชาติของ "แป้ง" ที่มันแท้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ มันไม่ใช่แค่ความเค็ม หรือกลิ่นผงปรุงรสอีกต่อไปแล้วครับ แต่มันคือกลิ่นอายและรสสัมผัสของแป้งสาลีที่ผ่านการทอดครับ ผมเริ่มแยกแยะได้ว่าแป้งแต่ละยี่ห้อมันมีลักษณะที่ต่างกันนะครับ เหมือนกับการที่นักชิมไวน์แยกแยะองุ่นแต่ละพันธุ์ได้เลยครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าเส้นมาม่ามันมี "วิญญาณ" ของแป้งอยู่ในตัวมันครับ บางเส้นกรอบแน่น บางเส้นกรอบร่วน บางเส้นมีกลิ่นหอมของน้ำมันพืชชัดเจนกว่าเส้นอื่นๆ ครับ มันเป็นประสบการณ์ที่แปลกประหลาดมากๆ ครับ
ผมนั่งมองซองมาม่า แล้วก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงมันกระซิบเบาๆ ว่า "ฉันคือแป้ง ฉันคือส่วนผสมหลักของชีวิตเธอนะตอนนี้" ครับ มันเหมือนผมได้ปลดล็อกความสามารถใหม่ในการ "ฟังภาษาแป้ง" เลยครับ ผมเริ่มเข้าใจถึงความนุ่มนวล ความแข็งกระด้าง ความหยาบละเอียดของโมเลกุลแป้งผ่านทางลิ้นและจมูกครับ มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะครับ ผมเริ่มเชื่อว่าตัวเองกำลังเข้าสู่มิติใหม่ของมาม่าดิบจริงๆ ครับ ผมพยายามอธิบายให้เพื่อนฟังว่ามันเป็นยังไงครับ แต่ส่วนใหญ่ก็หัวเราะใส่ผมกันหมดเลยครับ
วันที่หกและเจ็ด ผมก็ยังคงกินมาม่าดิบต่อไปครับ ตอนนี้ผมกินไปแบบมีความเข้าใจในตัวแป้งอย่างลึกซึ้งแล้วครับ ผมไม่ได้แค่กินเพื่อให้อิ่มหรือเพื่อความสนุกอีกแล้วครับ แต่ผมกินเพื่อศึกษาครับ เพื่อเรียนรู้ครับ ผมสามารถบอกได้เลยว่ามาม่าดิบยี่ห้อไหน เส้นหนาบางต่างกันอย่างไรครับ และรสชาติของแป้งดิบจากแต่ละยี่ห้อก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเลยครับ ถึงแม้ว่าร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณว่า "พอเถอะ!" ด้วยอาการเจ็บคอเล็กน้อยจากความแห้งกรอบ และอาการท้องผูกเบาๆ แล้วก็ตามครับ
สรุปคือ การกินมาม่าดิบติดต่อกัน 7 วันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจอในชีวิตครับ มันสอนให้ผมรู้จักความกรอบ ความเค็ม และที่สำคัญที่สุดคือ "ภาษาของแป้ง" ครับ ผมได้เรียนรู้ว่าแป้งมันมีเรื่องราวของมันเองนะครับ มีรสชาติที่ลึกซึ้งกว่าที่เราคิดครับ แต่ถามว่าผมจะแนะนำให้ใครทำตามไหมครับ คำตอบคือ "ไม่เลยครับ" เพราะมันไม่ได้ดีต่อสุขภาพเลยแม้แต่น้อยครับ และอาจจะทำให้คุณเริ่มคุยกับมาม่าในตู้เย็นได้ในที่สุดครับ สำหรับใครที่อยากลอง ผมแนะนำให้กินแค่พอหายอยากก็พอแล้วนะครับ ไม่ต้องถึงขั้นปลดล็อกภาษาแป้งแบบผมหรอกครับ ชีวิตมันมีอะไรให้กินอร่อยๆ เยอะกว่านี้ตั้งเยอะครับ ผมขอลาไปหาข้าวต้มร้อนๆ กินก่อนนะครับ สวัสดีครับ
รีวิวสุดปั่น: ลองกินมาม่าดิบ 7 วันติด จนผมเริ่ม 'ได้ยินเสียงแป้ง' แล้วครับ
ผมตัดสินใจเริ่มต้นชาเลนจ์นี้ทันทีในวันรุ่งขึ้นเลยครับ วันแรกของการกินมาม่าดิบมันก็พอไหวนะครับ รสชาติกรอบๆ เค็มๆ ของเครื่องปรุงที่เคลือบเส้นอยู่มันก็อร่อยไปอีกแบบครับ เหมือนกินขนมขบเคี้ยวทั่วไปนั่นแหละครับ ผมเลือกมาม่ารสหมูสับยอดฮิตนี่แหละครับ เพราะคิดว่ามันน่าจะเข้าถึงง่ายที่สุดครับ ความรู้สึกตอนกัดลงไปนี่คือได้ยินเสียงกรุบกรอบในหูชัดเจนเลยครับ มันก็เพลินดีนะครับ ในใจก็คิดว่า "เออ นี่แหละ สบายๆ ชิลๆ เลยครับ" วันที่สองก็ยังคงมีความรู้สึกดีอยู่ครับ ความแปลกใหม่มันยังทำงานได้ดี ทำให้ผมยังไม่เบื่อครับ
แต่พอเริ่มเข้าสู่วันที่สามนี่สิครับ เรื่องมันเริ่มไม่สนุกแล้วครับ ความกรอบที่เคยเป็นเสน่ห์ มันเริ่มกลายเป็นความแข็งกระด้างที่ทำเอาฟันกรามผมเมื่อยเลยครับ รสชาติเค็มๆ ที่เคยอร่อยมันก็เริ่มจะติดลิ้นจนรู้สึกว่าลิ้นชาๆ ไปหมดแล้วครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าร่างกายตัวเองมันประท้วงเบาๆ ด้วยอาการท้องอืดหน่อยๆ นะครับ แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นน่ากังวลอะไรครับ ผมยังคงเดินหน้าต่อไปตามกฎที่ตัวเองตั้งไว้ครับ
พอมาถึงวันที่สี่และห้า จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงแล้วครับ ผมเริ่มรู้สึกถึงรสชาติของ "แป้ง" ที่มันแท้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ มันไม่ใช่แค่ความเค็ม หรือกลิ่นผงปรุงรสอีกต่อไปแล้วครับ แต่มันคือกลิ่นอายและรสสัมผัสของแป้งสาลีที่ผ่านการทอดครับ ผมเริ่มแยกแยะได้ว่าแป้งแต่ละยี่ห้อมันมีลักษณะที่ต่างกันนะครับ เหมือนกับการที่นักชิมไวน์แยกแยะองุ่นแต่ละพันธุ์ได้เลยครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าเส้นมาม่ามันมี "วิญญาณ" ของแป้งอยู่ในตัวมันครับ บางเส้นกรอบแน่น บางเส้นกรอบร่วน บางเส้นมีกลิ่นหอมของน้ำมันพืชชัดเจนกว่าเส้นอื่นๆ ครับ มันเป็นประสบการณ์ที่แปลกประหลาดมากๆ ครับ
ผมนั่งมองซองมาม่า แล้วก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงมันกระซิบเบาๆ ว่า "ฉันคือแป้ง ฉันคือส่วนผสมหลักของชีวิตเธอนะตอนนี้" ครับ มันเหมือนผมได้ปลดล็อกความสามารถใหม่ในการ "ฟังภาษาแป้ง" เลยครับ ผมเริ่มเข้าใจถึงความนุ่มนวล ความแข็งกระด้าง ความหยาบละเอียดของโมเลกุลแป้งผ่านทางลิ้นและจมูกครับ มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะครับ ผมเริ่มเชื่อว่าตัวเองกำลังเข้าสู่มิติใหม่ของมาม่าดิบจริงๆ ครับ ผมพยายามอธิบายให้เพื่อนฟังว่ามันเป็นยังไงครับ แต่ส่วนใหญ่ก็หัวเราะใส่ผมกันหมดเลยครับ
วันที่หกและเจ็ด ผมก็ยังคงกินมาม่าดิบต่อไปครับ ตอนนี้ผมกินไปแบบมีความเข้าใจในตัวแป้งอย่างลึกซึ้งแล้วครับ ผมไม่ได้แค่กินเพื่อให้อิ่มหรือเพื่อความสนุกอีกแล้วครับ แต่ผมกินเพื่อศึกษาครับ เพื่อเรียนรู้ครับ ผมสามารถบอกได้เลยว่ามาม่าดิบยี่ห้อไหน เส้นหนาบางต่างกันอย่างไรครับ และรสชาติของแป้งดิบจากแต่ละยี่ห้อก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเลยครับ ถึงแม้ว่าร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณว่า "พอเถอะ!" ด้วยอาการเจ็บคอเล็กน้อยจากความแห้งกรอบ และอาการท้องผูกเบาๆ แล้วก็ตามครับ
สรุปคือ การกินมาม่าดิบติดต่อกัน 7 วันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจอในชีวิตครับ มันสอนให้ผมรู้จักความกรอบ ความเค็ม และที่สำคัญที่สุดคือ "ภาษาของแป้ง" ครับ ผมได้เรียนรู้ว่าแป้งมันมีเรื่องราวของมันเองนะครับ มีรสชาติที่ลึกซึ้งกว่าที่เราคิดครับ แต่ถามว่าผมจะแนะนำให้ใครทำตามไหมครับ คำตอบคือ "ไม่เลยครับ" เพราะมันไม่ได้ดีต่อสุขภาพเลยแม้แต่น้อยครับ และอาจจะทำให้คุณเริ่มคุยกับมาม่าในตู้เย็นได้ในที่สุดครับ สำหรับใครที่อยากลอง ผมแนะนำให้กินแค่พอหายอยากก็พอแล้วนะครับ ไม่ต้องถึงขั้นปลดล็อกภาษาแป้งแบบผมหรอกครับ ชีวิตมันมีอะไรให้กินอร่อยๆ เยอะกว่านี้ตั้งเยอะครับ ผมขอลาไปหาข้าวต้มร้อนๆ กินก่อนนะครับ สวัสดีครับ