สวัสดีครับ
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมที่ได้ลองเริ่มเขียน
เป็นเรื่องเล่าของตัวเอง
เพื่อย้อนมองกลับไปในตอนที่ยังเป็นเด็กที่ผ่านความลำบากมาไม่น้อย
ตั้งแต่จำความได้ก็ไปอยู่ที่แถวลำสาลี บางกะปิ
กรุงเทพนี่เอง ด้วยความที่ครอบครัวมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ด้วยการศึกษาระดับป.4 แน่นอนครับ
การงานก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก พ่อก็เป็นพนักงานขับรถบรรทุก แม่ก็รับจ้างเป็นแม่บ้านในบ้านเจ้าของบริษัทที่พ่อทำงานอยู่ ด้วยอาชีพของพ่อและแม่ไม่ได้มั่นคง ท้ายสุดก็ต้องกลับมาอยู่ที่โคราชในช่วงพ.ศ 2534
กลับมาก็ต้องมาอาศัยอยู่กับทางญาติฝั่งแม่
ทางบ้านที่โคราชก็เป็นบ้านเช่าหลังใหญ่เป็นบ้านไม้สองชั้นมีแค่ไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ต้องขุดบ่อใช้เอง ด้วยบ้านเช่าราคาถูกกว่าทั่วไป สภาพบ้านก็เป็นแอ่งข้างใต้ทำให้มีน้ำขังตลอดเวลา พอช่วงหน้าฝนน้ำก็ท่วมขึ้นมาเกือบจะเสมอพื้นบ้าน ก็อยู่แบบนั้นเรื่อยมา ทางพ่อก็ทำอาชีพขับรถบรรทุกเหมือนเดิมเป็นวิชาเดียวทีติดตัวมา ส่วนแม่ก็เปลี่ยนเป็นแม่ค้าเต็มตัวโดยขายของที่ริมรั้วโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่
ด้านตัวผมช่วงที่เข้าเรียนก็ไม่ได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลด้วยปัญหาเรื่องเงิน ผมเลยได้เข้าเรียนในชั้นป.1
ด้วยอายุ 5 ขวบและด้วยความที่ไม่ได้เรียนอนุบาล
ปัญหาก็คือผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย บวกกับเราเป็นคนหัวไม่ดีทุกอย่างช้ากว่าเพื่อนในห้องเสมอ
ช่วงป.1 ผมรอดไปได้เพราะอาจารย์ช่วย
พอขึ้นป.2 โอ้โหหนักกว่าเดิม
รอบนี้ไม่รอดซ้ำชั้นป.2 ไป 1 ปี
ช่วงที่เรียนผมก็ไปช่วยแม่ขายของช่วงเที่ยงและช่วงเลิกเรียน
เวลาก็ผ่านไปจนผมจบป.6
แล้วจุดเปลี่ยนชีวิตผมก็มาถึงเป็นครั้งแรก
พ่อกับแม่ตัดสินใจแยกทางกันทำให้ผมต้องอยู่กลับแม่
อ่านมาถึงตรงนี้บางท่านอาจจะคิดว่านี่มันละครหลังข่าวชัดๆ
ใช่ครับ มันยิ่งกว่าละคร
กลับมาต่อที่เรื่องราวก่อนหน้าผมอยู่กับแม่ 2 คน
เพราะช่วงที่ผมเรียนทางครอบครัวเราก็แยกออกมาจากบ้านตากับยาย
ในเมื่อเหลือ 2 คน ทุนขายของก็ไม่มีแม่ก็ไม่มีกำลังพอที่จะส่งผมไปเรียนต่อมัธยม ช่วงนั้นแม่ก็ทำงานรับจ้างทุกอย่างโดยที่มีผมติดไปด้วย ยังดีที่แม่ทำงานเค้าใจดีมีข้าวให้กินเราสองคนก็รอดไปได้
เวลาก็ผ่านไปจนผมอายุได้ 16 ปี
ก็ได้เข้าไปทำงานที่ตลาดไนท์โคราช พอผมทำงานช่วยแบ่งเบาแม่ได้
จุดพลิกชีวิตก็มาถึงอีกรอบและรอบนี้ผมรับไม่ไหว เพราะมันเกิดกับแม่ของผม ช่วงที่เราทำงานกันสองคน
แม่ก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพมาตลอด
แม่ผมมีโรคประจำตัวคือ ความดันสูง
และผลจากการทำงานหนักและคิดมากเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว
แม่ก็จากไปด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก
ความรู้สึกไม่ต้องพูดถึง มันเร็วเกินไปกับเด็กอายุ 16 ปี คนที่เป็นหลังพิงของกันและกันได้จากไป ก็ต้องยอมรับและเดินหน้าต่อ
ผมทำงานที่ตลาดพอถึงช่วงอายุ 20 ปี
เริ่มคิดว่าจะอยู่ตรงนี้ตลอดไปไม่ได้ ก็ออกจากตลาดมาทำร้านคาร์แคร์ได้เงินเยอะขึ้นก็ไปสมัครเรียน กศน
ทำงานไปเรียนไป ใช้เวลาไป2ปีจนจบม.6
ก็ได้ขยับมาทำโรงงานจนทุกวันนี้
พอนึกย้อนกลับไปก็ภูมิใจในตัวเองที่ดิ้นรน สู้มาจนถึงตอนนี้
ผมขอให้กำลังใจทุกคนที่กำลังเจอปัญหา
ทุกปํญหามีทางออกเสมอ
ขอให้มีสติกับการใช้ชีวิต
เรื่องเล่าของเด็กชาย
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมที่ได้ลองเริ่มเขียน
เป็นเรื่องเล่าของตัวเอง
เพื่อย้อนมองกลับไปในตอนที่ยังเป็นเด็กที่ผ่านความลำบากมาไม่น้อย
ตั้งแต่จำความได้ก็ไปอยู่ที่แถวลำสาลี บางกะปิ
กรุงเทพนี่เอง ด้วยความที่ครอบครัวมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ด้วยการศึกษาระดับป.4 แน่นอนครับ
การงานก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก พ่อก็เป็นพนักงานขับรถบรรทุก แม่ก็รับจ้างเป็นแม่บ้านในบ้านเจ้าของบริษัทที่พ่อทำงานอยู่ ด้วยอาชีพของพ่อและแม่ไม่ได้มั่นคง ท้ายสุดก็ต้องกลับมาอยู่ที่โคราชในช่วงพ.ศ 2534
กลับมาก็ต้องมาอาศัยอยู่กับทางญาติฝั่งแม่
ทางบ้านที่โคราชก็เป็นบ้านเช่าหลังใหญ่เป็นบ้านไม้สองชั้นมีแค่ไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ต้องขุดบ่อใช้เอง ด้วยบ้านเช่าราคาถูกกว่าทั่วไป สภาพบ้านก็เป็นแอ่งข้างใต้ทำให้มีน้ำขังตลอดเวลา พอช่วงหน้าฝนน้ำก็ท่วมขึ้นมาเกือบจะเสมอพื้นบ้าน ก็อยู่แบบนั้นเรื่อยมา ทางพ่อก็ทำอาชีพขับรถบรรทุกเหมือนเดิมเป็นวิชาเดียวทีติดตัวมา ส่วนแม่ก็เปลี่ยนเป็นแม่ค้าเต็มตัวโดยขายของที่ริมรั้วโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่
ด้านตัวผมช่วงที่เข้าเรียนก็ไม่ได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลด้วยปัญหาเรื่องเงิน ผมเลยได้เข้าเรียนในชั้นป.1
ด้วยอายุ 5 ขวบและด้วยความที่ไม่ได้เรียนอนุบาล
ปัญหาก็คือผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย บวกกับเราเป็นคนหัวไม่ดีทุกอย่างช้ากว่าเพื่อนในห้องเสมอ
ช่วงป.1 ผมรอดไปได้เพราะอาจารย์ช่วย
พอขึ้นป.2 โอ้โหหนักกว่าเดิม
รอบนี้ไม่รอดซ้ำชั้นป.2 ไป 1 ปี
ช่วงที่เรียนผมก็ไปช่วยแม่ขายของช่วงเที่ยงและช่วงเลิกเรียน
เวลาก็ผ่านไปจนผมจบป.6
แล้วจุดเปลี่ยนชีวิตผมก็มาถึงเป็นครั้งแรก
พ่อกับแม่ตัดสินใจแยกทางกันทำให้ผมต้องอยู่กลับแม่
อ่านมาถึงตรงนี้บางท่านอาจจะคิดว่านี่มันละครหลังข่าวชัดๆ
ใช่ครับ มันยิ่งกว่าละคร
กลับมาต่อที่เรื่องราวก่อนหน้าผมอยู่กับแม่ 2 คน
เพราะช่วงที่ผมเรียนทางครอบครัวเราก็แยกออกมาจากบ้านตากับยาย
ในเมื่อเหลือ 2 คน ทุนขายของก็ไม่มีแม่ก็ไม่มีกำลังพอที่จะส่งผมไปเรียนต่อมัธยม ช่วงนั้นแม่ก็ทำงานรับจ้างทุกอย่างโดยที่มีผมติดไปด้วย ยังดีที่แม่ทำงานเค้าใจดีมีข้าวให้กินเราสองคนก็รอดไปได้
เวลาก็ผ่านไปจนผมอายุได้ 16 ปี
ก็ได้เข้าไปทำงานที่ตลาดไนท์โคราช พอผมทำงานช่วยแบ่งเบาแม่ได้
จุดพลิกชีวิตก็มาถึงอีกรอบและรอบนี้ผมรับไม่ไหว เพราะมันเกิดกับแม่ของผม ช่วงที่เราทำงานกันสองคน
แม่ก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพมาตลอด
แม่ผมมีโรคประจำตัวคือ ความดันสูง
และผลจากการทำงานหนักและคิดมากเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว
แม่ก็จากไปด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก
ความรู้สึกไม่ต้องพูดถึง มันเร็วเกินไปกับเด็กอายุ 16 ปี คนที่เป็นหลังพิงของกันและกันได้จากไป ก็ต้องยอมรับและเดินหน้าต่อ
ผมทำงานที่ตลาดพอถึงช่วงอายุ 20 ปี
เริ่มคิดว่าจะอยู่ตรงนี้ตลอดไปไม่ได้ ก็ออกจากตลาดมาทำร้านคาร์แคร์ได้เงินเยอะขึ้นก็ไปสมัครเรียน กศน
ทำงานไปเรียนไป ใช้เวลาไป2ปีจนจบม.6
ก็ได้ขยับมาทำโรงงานจนทุกวันนี้
พอนึกย้อนกลับไปก็ภูมิใจในตัวเองที่ดิ้นรน สู้มาจนถึงตอนนี้
ผมขอให้กำลังใจทุกคนที่กำลังเจอปัญหา
ทุกปํญหามีทางออกเสมอ
ขอให้มีสติกับการใช้ชีวิต