[CR] No.197 Normal (2025) : เมืองธรรมดาที่คนปกติอย่าง "ลุง" ต้องใส่ใจกันซะหน่อย


- ดูจบ โดยรวมในมุมผมมันคือ Nobody ภาค 2.5 ที่สนุกระดับพอใช้จนเผลอมโนไปเรื่อยแหล่ะว่า Timeline ที่เกิดขึ้นคงอยู่ในช่วงที่ตัวลุงว่างเว้นจากงานประจำหลักหลังจากจบ Mission สุดระห่ำในภาค 2 จนได้มารับงานฆ่าเวลาเป็น”นายอำเภอ” รักษาการชั่วคราวแทนนายอำเภอคนก่อน ณ ยังเมือง Normal ที่ตั้งอยู่ในย่าน Mid West ที่มี Situations และบรรยากาศแวดล้อมปกคลุมด้วยหิมะเย็นเฉียบแต่มีกลิ่นอายของความเป็น Cowboy Western แผ่ซ่านบนความ Crime + Thriller ให้สัมผัสถึงความเดือดของการหมกเม็ดแบบตลกเสียดสี Events ที่ตัวลุงจำเป็นต้องปลูกสัญชาตญาณในตัวออกมา “จัดการ” และ “ตรวจสอบ” เพื่อความถูกต้อง ในเมื่อดันไปเหยียบก้างปลาเข้าตอนไหนไม่รู้

- เปิดเรื่องมาด้วยกลุ่มยากุซ่าที่กำลังแสดงแสนยานุภาพถึงบารมีอำนาจกันจนเลือดสาดในรังลับที่อยู่ห่างจากเมืองธรรมดากันคนละซีกโลกนี้รู้สึกน่าสนใจในการเกริ่นปมได้ระทึกต่อระบบสัมผัสจนอยากรู้ด้วยความตื่นตระหนกต่อว่าไปเกี่ยวข้องกันได้ยังไง ? ก่อนที่หนังจะวาร์ปไปยังเมืองเจ้าปัญหาผ่าน Activity ของตัวพระเอกซึ่งก็คือลุง Bob ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ด้วยการขับรถออกสายตรวจไปเดินถามไถ่สุขภาพประชาชนตามบ้านเรือนไปก่อนจะวกกลับมาเคลียร์งานที่ Office ที่หนังให้เวลาปูความในส่วนนี้นานไปหน่อยจนเกือบจะวูบหลับ ขนาดว่าระหว่างทางมีการประเคนมุกตลกและใส่ดนตรีประกอบไม่ได้ช่วยทำให้ผมรู้สึกขำกลับสร้างความรำคาญสะสมเมื่อหนังขยันปล่อยซะเหลือเกินแต่ไม่ปฏิเสธว่ามันสร้างอรรถรสในแง่ของความบันเทิงจนเกิดคำถามตามมาว่าควรเอาไปเยี่ยงย่างหรือเปล่า ?

- ยังดีที่ไม่ได้วูบหลับเพราะระหว่างชมวิถีชีวิตของคนในเมืองที่เรียบง่ายจนได้กลิ่นไม่พึงประสงค์สะกิดเข้าจนต่อมเอ๊ะทำงานเป็นระยะพร้อมกับสงสัยแก๊งค์ยากุซ่าที่เปิดตัวอย่างสุดสะพรึงก่อนหน้านี้ด้วยว่าจะมากี่โมง ? จนกระทั่งมาถึงช่วงที่มีเสียงสัญญาณดังเตือนจนพระเอกรีบแจ้นไปยังที่เกิดเหตุปุ๊ปตัวหนังจึงค่อย ๆ เข้าสู่โหมดที่ร่างกายต้องการปะทะด้วยฉาก Action ที่รอคอยมาแสนนานแต่ยังคงใส่มุกตลกและเสียงดนตรีสร้างอารมณ์ขันไม่เลิกตามวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ Ben Wheatley จนเริ่มขัดใจแล้วว่ามันเลยเถิดกับคำว่า พอดี ที่ไปบั่นทอนความจริงจังในส่วนของเนื้อหาหรือ Events ที่กำลังขับเคลื่อนด้วยฉาก Actions ก็ดีหรือปมของแต่ละคนที่นำเสนอมาไม่ว่าจะตัวพระเอกเอย , ปมการเสียชีวิตของนายอำเภอคนก่อน , ตัวลูกสาวนายอำเภอที่นึกว่าเป็นผู้ชาย กระทั่ง ปมฝั่งแก็งค์ยากูซ่า อย่างนี้ถูกนำมาเล่าเพียงแค่ผิวเผินแล้วเลือนหายไปกับแรงเหวี่ยงของจังหวะโปกฮาจนทำให้การดำเนินเรื่องที่ดูเข้มข้นพลอยสะเปะสะปะไปด้วย

- ถึงกระนั้นชอบบรรยากาศของหนังหลังจากเปลี่ยน Field มาอีกโหมดที่มีความนึกถึงเรื่อง Assault on Precinct 13 (2005) + The Purge (2013) ลอยเข้ามาในแง่ของการสร้าง Situations เหมือนเป็นสนามรบปิดตุยจนเกิดความกดดันและระแวงที่ไม่อาจไว้ใจใครได้ในเมื่อแต่ละคนกลายเป็นนักฆ่าสังหารที่กำลังตามล่าเป้าหมายตามคำชี้นำของผู้มีอำนาจที่ปกครองด้วยความหวาดกลัวที่ในส่วน Details นี้ไม่ได้พูดถึงแค่สเกลระดับอำเภอแต่มันขยายไปยังโครงสร้างทางการเมืองระดับชาติจนรู้สึกว่าเหตุผลที่ให้มันอิงกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้น่าสนใจแถมการที่พระเอกเพิ่งเข้ามาอยู่ไม่กี่วันก็เปรียบเสมือนคนนอกที่กำลังโดนคนทั้งเมืองรับน้องอย่างคาดไม่ถึงว่าจะจัดชุดใหญ่ขนาดนี้

-  ช่วงท้ายก่อนจากที่ปล่อย Joint โหมดนี้จนอิ่มหนำเพลิดเพลินไปกับฉาก Actions ผ่านฝีมือของลุง Bob Odenkirk ระหว่างปะทะกับคู่ต่อสู้แต่ละ Case ที่เสนอหน้ามารายงานตัวหลายรูปแบบอยู่ แม้แต่ละท่วงท่าไม่ได้จากเรื่อง Nobody ทั้งลวดลาย , งานเลือดหรือมุมกล้องที่มีความกระชับว่องไวในบางช่วงเท่าไหร่ ? แต่กระนั้นความที่ทั้งเรื่องสาละวนอยู่แต่ในเมืองทำให้ทั้งมวลสามารถหาทางลงตามสูตรของหนังแนวนี้อย่างราบรื่นสมชื่อจนขี้เกียจไปสาวความยืดหาจุดเอ๊ะอะไรต่อในเมื่อตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาทีทำให้ผมติดภาพลักษณ์ของลุง Bob ในฐานะ Action Star วัยเก๋าต่อจากลุง Liam Neeson เป็นที่เรียบร้อย

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่