จะมีใครสนใจสิ่งที่เล่านี้มั้ย? คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้มีคำตอบ เพราะเช้าวันนึงตื่นขึ้นมาแล้ว จู่ๆก็อยากทบทวน ความทรงจำกับเสียงเพลงของตัวผมเอง ผู้ชายที่มีอายุเกิน 50 ปีมาไม่กี่ปี ที่ บทเพลง เสียงเพลง อยู่คู่กับตัวเรามาตลอด เชื่อว่า เรื่องราวนี้ น่าจะเป็นอีกอย่างที่หลากหลายคนกคงเป็น เมื่อเราโตขึ้น เพลงที่เราฟัง ก็เปลี่ยนไป
ใครที่ได้อ่านจนจบ ได้กดฟังเพลงของแต่ละจังหวะชีวิต แล้วมีเรื่องราวเส้นทางของตัวเองก็ลองบอกเล่าแบ่งปันได้นะครับ
ปฐิมบทแรก : เพลงที่ไม่ได้เลือกเอง
ผมลืมตาดูโลกมาในปี 1975 หรือ 2518 เรียกว่า เกิดมาก่อน Apple Computer ปีนึง อุแว้ มาได้ขวบปี หัดเดินหัดวิ่งพร้อมๆกับข่าวเวียตนามเหนือใต้รวมกัน ที่บ้าน มีโทรทัศน์เครื่องแรกเป็นทีวีขาวดำ ภาพความรุนแรงของข่าวการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์และราชดำเนิน
ภาพจำในวัยเด็กที่หลงเหลือคือเสียงเพลงที่ถูกเปิดผ่านวิทยุ ของที่บ้าน มีบทเพลงลูกกรุงที่จำไม่ได้ว่าเป็นเพลงของใคร กับเพลงวงสตริงที่ก็จำความไม่ได้ มารู้ในตอนหลังว่าเป็นวง"ชาตรี" ที่โด่งดังในช่วงเวลานั้น ได้เห็นภาพถ่ายย้อนหลังพ่อแม่ตัวเอง ยังใส่ทั้งกางเกงขาบาน ปกใหญ่ ผมยาวเรี่ยต้นคอ เดรสบาน กางเกงสั้นม็อดดี้ แน่นอนว่า กลิ่นกรุ่นเพลง ดิอิมพอสซิเบิ้ล กับความฮิตของประโยค "สุขาอยู่หนใด" ที่ทำเอาเป็นมีมของบ้าน ว่า ประโยคแรกๆของเด็กน้อยคนนี้คือ "จุก๋าหงู่หงนไบ" กับอีกท่อนเพลงคือ "รื่นเริง ทัศนาจร พักผ่อน วันหยุด..."
แต่เพลงที่ฟังซ้ำๆ ซ้ำกันจนติดอยู่ในความทรงจำที่ทุกวันนี้ก็ยังจำได้ มีหลายเพลงครับ เพราะ พ่อผมเป็นนักเลงเพลงฝรั่งในยุคนั้น พ่อชอบบ่นเสมอว่า ฟังเพลงไทยแล้วมันไม่ถึงอารมณ์ บทเพลงของคณะสกอร์เปี้ยน และ เพลง "โฮเต็ลแคลิฟอร์เนีย" ของ ดิอีเกิ้ล เปิดวนๆซ้ำๆในบ้านตลอด
บทเพลงที่เป็นปฐิมบทแห่งชีวิต จำได้แม่น และ สร้างคาแร็คเตอร์แรกของผม ยกให้เพลงนี้ครับ ชอบจริงๆกับทำนองสนุกสนาน เสียงกีตาร์แตกเบาๆ เสียงหวีดหวิว
ประถมบท : บทเพลงวัยเด็ก
นอกจากเพลงลูกกรุงที่คุณแม่เปิดฟังซ้ำไปซ้ำมา กับเพลงฝรั่งของพ่อ ที่ยังคงอัพเดทอย่าง สตีวี่ วันเดอร์, ฟิล คอลลินส์ ในวัยประถม ผมก็เหมือนกับเด็กที่เกิดในช่วงนั้น ที่รับเอาเพลงที่ดังซ้ำๆทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ กับศิลปินไทยรุ่นลายครามอย่าง พี่แจ้ ดนุพล, วงพลอย, อ๊อด คีรีบูน ถ้านึกไม่ออก มันคือภาพของภาพยนต์ "แฟนฉัน" เพียงแต่ ผมไม่ได้อยู่ในบรรยากาศบริบทเพียวกันกับตัวละครในนั้น ผมอยู่ หมู่บ้านจัดสรร ชานเมือง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกรุงเทพ มีบ้านติดๆกันนับร้อยๆหลัง แบ่งเป็นซอยๆ ไม่มีตลาด ห่างไกลถนนใหญ่
ที่บ้านมีทีวีสีแล้ว จำภาพข่าวลอบยิง ปธน.เรแกน จำภาพข่าวกระสวยโคลัมเบีย (ตอนหลังมีกล่องดินสอที่รูปกระสวยอวกาศเป็นปกด้วย) ได้จับวีดีโอเกมส์ "อาตาริ" ได้เห็นว่าถนนมีชั้นสองอยู่บนหัว ไฮป์หนึ่งของเมืองคือ ตู้ปลาที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ลิฟท์แก้วพาต้า(ไปดูคิงคอง) ความสนุกของการได้พายเรือเล่นตอนน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ การดูวีดีโอ "สตาร์วอรส์" แล้วพยายามจะเอาหลอดนีออนมาแกว่งเป็นไลท์เซเบอร์
บทเพลงในความทรงจำของช่วงเสลานี้ มีเยอะมากเพราะ ชีวิตอยู่บนถนนวันละ 3-4 ชั่วโมง รถติดจากชานเมือง เข้าไปกลางเมืองและกลับออกมาใหม่ ฟังเสียงเพลงจากวิทยุติดรถยนต์ทุกวัน กับความมืดยามค่ำคืน แสงไฟบนถนน ไฟท้ายรถยนต์ ยิ่งถ้ามีเม็ดฝนด้วย จะยิ่งได้ฟังเพลงนานนนน ขึ้น ขอเลือกเพลงนี้เป็นสัญลักษณ์ของช่วงเสลานั้นครับ นี่คือเพลงที่ต้องกรอฟังใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนผมจำได้ว่ากดปุ่มย้อนหลังไว้นานเท่าไหร่จะกลับมาหัวเพลงนี้ได้ ชอบเสียงกีตาร์ ริฟของเพลง นั่งร้องเสียงกีตาร์ตามได้ทั้งเพลง รู้สึกว่าเสียงกีตาร์ท่อนโซโล่ มันกรีดใจถึงทรวงสะท้านวิญญาณดีจริงๆ
ส่วนเพลงไทยนั้นเลือกยากจริงๆครับ เพราะนอกจากเพลงสตริงป็อป และโฟล์กซอง มากมาย สมัยนั้นเริ่มมีระบบค่ายเพลงไทยที่ทำเพลงทันสมัยออกมาเยอะมาก ทำให้ในรถที่บ้านมีเทปอยู่เป็นสิบๆม้วนเลย แต่ ผมขอยกไอค่อนเพลงไทย ที่ดึงดูดความสนใจของผม ด้วยบทเพลงนี้ครับ ในเวลานั้นตอนที่อัลบั้มออกมา มีความแตกต่างอย่างมาก เพลงที่ฟังแล้วเหมือนฟังเรื่องเล่าต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ผมเริ่มสนใจ"เนื้อหา"ในเพลง ถ้อยคำเนื้อร้องมีสัมผัส(เหมือนที่เรียนคำคล้องจอง) ที่สำคัญเพลงนี้ จังหวะ รู้สึกว่ามันเข้าขาให้ขยับ กับเสียง "ฮึ่ย!" ในตอนแรก เข้ากับเสียงกีตาร์ที่ดูโยกย้วยส่ายเอวดีจริงๆพับผ่าเถอะ (โตมาถึงรู้ว่ามันคือกลิ่นแบบ ละติน)
ภาคผนวก : จำได้จำดี
ภาคผนวกครับ ในช่วงเวลานั้น มีเพลงกลุ่มนี้ในความทรงจำ ชอบมาก หัวเราะก๊ากตลอดที่ได้ฟัง ส่วนมากจะได้ฟังเวลานั่งรถตู้ไปต่างจังหวัดเป็นคณะเดินทางกันไม่รู้ของน้าคนขับหรือชาวคณะของพ่อแม่ที่สัปดนเปิดจนผมติด แม่ผมจะหน้าหงิกตาเขียวเสมอๆเลย บอกว่าเพลงไม่เหมาะกับเด็ก ยิ่งบันทึกการแสดงสด โอ้โห เด็ดสะระตี่ไปเลยครับ ทั้งทะลึ่ง ลามก ขึ้นเรท 13+ ได้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่สมัยนั้นไม่มีคือ คำหยาบคายครับ ไม่มีการปล่อยคำหยาบโลนออกมาตรงๆแม้แต่น้อย ผมจำมุกนึงได้แม่นเลย
"ฝรั่งมันเก่งนะ เอาหมูไส่เครื่องแป๊บเดียวออกมาเป็นไส้กรอก"
"โถ่ สู้ฉันก็ไม่ได้ เอาไส้กรอกใส่เมียไป เท่านั้นแหละ 9 เดือนเท่านั้นได้เด็กออกมาคนนึง"
ทบทวนวัยรุ่น 90s การเดินทาง : เพลงกับชีวิตที่เติบโต
ใครที่ได้อ่านจนจบ ได้กดฟังเพลงของแต่ละจังหวะชีวิต แล้วมีเรื่องราวเส้นทางของตัวเองก็ลองบอกเล่าแบ่งปันได้นะครับ
ปฐิมบทแรก : เพลงที่ไม่ได้เลือกเอง
ผมลืมตาดูโลกมาในปี 1975 หรือ 2518 เรียกว่า เกิดมาก่อน Apple Computer ปีนึง อุแว้ มาได้ขวบปี หัดเดินหัดวิ่งพร้อมๆกับข่าวเวียตนามเหนือใต้รวมกัน ที่บ้าน มีโทรทัศน์เครื่องแรกเป็นทีวีขาวดำ ภาพความรุนแรงของข่าวการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์และราชดำเนิน
ภาพจำในวัยเด็กที่หลงเหลือคือเสียงเพลงที่ถูกเปิดผ่านวิทยุ ของที่บ้าน มีบทเพลงลูกกรุงที่จำไม่ได้ว่าเป็นเพลงของใคร กับเพลงวงสตริงที่ก็จำความไม่ได้ มารู้ในตอนหลังว่าเป็นวง"ชาตรี" ที่โด่งดังในช่วงเวลานั้น ได้เห็นภาพถ่ายย้อนหลังพ่อแม่ตัวเอง ยังใส่ทั้งกางเกงขาบาน ปกใหญ่ ผมยาวเรี่ยต้นคอ เดรสบาน กางเกงสั้นม็อดดี้ แน่นอนว่า กลิ่นกรุ่นเพลง ดิอิมพอสซิเบิ้ล กับความฮิตของประโยค "สุขาอยู่หนใด" ที่ทำเอาเป็นมีมของบ้าน ว่า ประโยคแรกๆของเด็กน้อยคนนี้คือ "จุก๋าหงู่หงนไบ" กับอีกท่อนเพลงคือ "รื่นเริง ทัศนาจร พักผ่อน วันหยุด..."
แต่เพลงที่ฟังซ้ำๆ ซ้ำกันจนติดอยู่ในความทรงจำที่ทุกวันนี้ก็ยังจำได้ มีหลายเพลงครับ เพราะ พ่อผมเป็นนักเลงเพลงฝรั่งในยุคนั้น พ่อชอบบ่นเสมอว่า ฟังเพลงไทยแล้วมันไม่ถึงอารมณ์ บทเพลงของคณะสกอร์เปี้ยน และ เพลง "โฮเต็ลแคลิฟอร์เนีย" ของ ดิอีเกิ้ล เปิดวนๆซ้ำๆในบ้านตลอด
บทเพลงที่เป็นปฐิมบทแห่งชีวิต จำได้แม่น และ สร้างคาแร็คเตอร์แรกของผม ยกให้เพลงนี้ครับ ชอบจริงๆกับทำนองสนุกสนาน เสียงกีตาร์แตกเบาๆ เสียงหวีดหวิว
ประถมบท : บทเพลงวัยเด็ก
นอกจากเพลงลูกกรุงที่คุณแม่เปิดฟังซ้ำไปซ้ำมา กับเพลงฝรั่งของพ่อ ที่ยังคงอัพเดทอย่าง สตีวี่ วันเดอร์, ฟิล คอลลินส์ ในวัยประถม ผมก็เหมือนกับเด็กที่เกิดในช่วงนั้น ที่รับเอาเพลงที่ดังซ้ำๆทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ กับศิลปินไทยรุ่นลายครามอย่าง พี่แจ้ ดนุพล, วงพลอย, อ๊อด คีรีบูน ถ้านึกไม่ออก มันคือภาพของภาพยนต์ "แฟนฉัน" เพียงแต่ ผมไม่ได้อยู่ในบรรยากาศบริบทเพียวกันกับตัวละครในนั้น ผมอยู่ หมู่บ้านจัดสรร ชานเมือง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกรุงเทพ มีบ้านติดๆกันนับร้อยๆหลัง แบ่งเป็นซอยๆ ไม่มีตลาด ห่างไกลถนนใหญ่
ที่บ้านมีทีวีสีแล้ว จำภาพข่าวลอบยิง ปธน.เรแกน จำภาพข่าวกระสวยโคลัมเบีย (ตอนหลังมีกล่องดินสอที่รูปกระสวยอวกาศเป็นปกด้วย) ได้จับวีดีโอเกมส์ "อาตาริ" ได้เห็นว่าถนนมีชั้นสองอยู่บนหัว ไฮป์หนึ่งของเมืองคือ ตู้ปลาที่ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ลิฟท์แก้วพาต้า(ไปดูคิงคอง) ความสนุกของการได้พายเรือเล่นตอนน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ การดูวีดีโอ "สตาร์วอรส์" แล้วพยายามจะเอาหลอดนีออนมาแกว่งเป็นไลท์เซเบอร์
บทเพลงในความทรงจำของช่วงเสลานี้ มีเยอะมากเพราะ ชีวิตอยู่บนถนนวันละ 3-4 ชั่วโมง รถติดจากชานเมือง เข้าไปกลางเมืองและกลับออกมาใหม่ ฟังเสียงเพลงจากวิทยุติดรถยนต์ทุกวัน กับความมืดยามค่ำคืน แสงไฟบนถนน ไฟท้ายรถยนต์ ยิ่งถ้ามีเม็ดฝนด้วย จะยิ่งได้ฟังเพลงนานนนน ขึ้น ขอเลือกเพลงนี้เป็นสัญลักษณ์ของช่วงเสลานั้นครับ นี่คือเพลงที่ต้องกรอฟังใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนผมจำได้ว่ากดปุ่มย้อนหลังไว้นานเท่าไหร่จะกลับมาหัวเพลงนี้ได้ ชอบเสียงกีตาร์ ริฟของเพลง นั่งร้องเสียงกีตาร์ตามได้ทั้งเพลง รู้สึกว่าเสียงกีตาร์ท่อนโซโล่ มันกรีดใจถึงทรวงสะท้านวิญญาณดีจริงๆ
ส่วนเพลงไทยนั้นเลือกยากจริงๆครับ เพราะนอกจากเพลงสตริงป็อป และโฟล์กซอง มากมาย สมัยนั้นเริ่มมีระบบค่ายเพลงไทยที่ทำเพลงทันสมัยออกมาเยอะมาก ทำให้ในรถที่บ้านมีเทปอยู่เป็นสิบๆม้วนเลย แต่ ผมขอยกไอค่อนเพลงไทย ที่ดึงดูดความสนใจของผม ด้วยบทเพลงนี้ครับ ในเวลานั้นตอนที่อัลบั้มออกมา มีความแตกต่างอย่างมาก เพลงที่ฟังแล้วเหมือนฟังเรื่องเล่าต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ผมเริ่มสนใจ"เนื้อหา"ในเพลง ถ้อยคำเนื้อร้องมีสัมผัส(เหมือนที่เรียนคำคล้องจอง) ที่สำคัญเพลงนี้ จังหวะ รู้สึกว่ามันเข้าขาให้ขยับ กับเสียง "ฮึ่ย!" ในตอนแรก เข้ากับเสียงกีตาร์ที่ดูโยกย้วยส่ายเอวดีจริงๆพับผ่าเถอะ (โตมาถึงรู้ว่ามันคือกลิ่นแบบ ละติน)
ภาคผนวก : จำได้จำดี
ภาคผนวกครับ ในช่วงเวลานั้น มีเพลงกลุ่มนี้ในความทรงจำ ชอบมาก หัวเราะก๊ากตลอดที่ได้ฟัง ส่วนมากจะได้ฟังเวลานั่งรถตู้ไปต่างจังหวัดเป็นคณะเดินทางกันไม่รู้ของน้าคนขับหรือชาวคณะของพ่อแม่ที่สัปดนเปิดจนผมติด แม่ผมจะหน้าหงิกตาเขียวเสมอๆเลย บอกว่าเพลงไม่เหมาะกับเด็ก ยิ่งบันทึกการแสดงสด โอ้โห เด็ดสะระตี่ไปเลยครับ ทั้งทะลึ่ง ลามก ขึ้นเรท 13+ ได้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่สมัยนั้นไม่มีคือ คำหยาบคายครับ ไม่มีการปล่อยคำหยาบโลนออกมาตรงๆแม้แต่น้อย ผมจำมุกนึงได้แม่นเลย
"ฝรั่งมันเก่งนะ เอาหมูไส่เครื่องแป๊บเดียวออกมาเป็นไส้กรอก"
"โถ่ สู้ฉันก็ไม่ได้ เอาไส้กรอกใส่เมียไป เท่านั้นแหละ 9 เดือนเท่านั้นได้เด็กออกมาคนนึง"