มีใครเป็นกันไหมคะ หิวขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะรู้สึกหงุดหงิดง่าย ขัดใจกับเรื่องเล็กน้อย หรืออารมณ์บูดบึ้งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่พอได้กินของอร่อยๆ อารมณ์ที่เคยขุ่นมัวกลับหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน? อาการนี้อาจไม่ได้เกิดจาก 'อารมณ์' ของเราจริงๆ เสมอไปค่ะ แต่แท้จริงแล้วมันคือปฏิกิริยาทางชีวภาพที่เรียกว่า Hunger-Emotions หรือ Hangry (Hungry + Angry) ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกกันค่ะว่า ร่างกายกำลังพยายามบอกอะไรเรา และทำไมความหิวถึงเปลี่ยนนิสัยเราได้ขนาดนี้
① เมื่อถังพลังงานสำรองหมด สมองจึงกดปุ่มฉุกเฉิน 🚨
ต้นเหตุของอาการโมโหหิว เริ่มต้นจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose) ของเราลดต่ำลงค่ะ น้ำตาลกลูโคสเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงหลักที่สมองต้องใช้ในการทำงาน เมื่อเราอดอาหารนานเกินไป ระดับเชื้อเพลิงนี้จะลดวูบลง ซึ่งสมองจะตีความสถานการณ์นี้ว่าเป็น "ภาวะวิกฤต" ที่คุกคามความอยู่รอด ร่างกายจึงต้องงัดมาตรการฉุกเฉินออกมาใช้เพื่อกู้คืนระดับพลังงาน และสิ่งแรกที่ทำคือการสั่งการให้เราหยุดทำเรื่องอื่นที่ใช้พลังงานเยอะ แล้วหันมาโฟกัสที่การหาอาหารทันทีค่ะ
② ปฏิบัติการของฮอร์โมนเครียด เพื่อโหมดเอาชีวิตรอด 🧬
เมื่อสมองรับรู้ว่าน้ำตาลต่ำ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการปล่อยกองทัพฮอร์โมนออกมาเพื่อกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำตาลที่สะสมไว้ออกมาใช้ ฮอร์โมนเหล่านี้ได้แก่ คอร์ติซอล (Cortisol) และ อะดรีนาลีน (Adrenaline) ซึ่งคุ้นๆ กันไหมคะ? ใช่แล้วค่ะ มันคือฮอร์โมนตัวเดียวกับที่หลั่งออกมาเวลาที่เรามีความเครียดสูง หรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ต้อง "สู้หรือหนี" (Fight or Flight) นั่นเอง การที่มีสารเคมีแห่งความเครียดเหล่านี้ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดจำนวนมาก จึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกกระสับกระส่าย ตึงเครียด และพร้อมจะปะทะกับทุกคนที่เข้ามาขวางทางค่ะ
③ ทำไมต้อง "สู้" (Fight) แทนที่จะ "หนี" (Flight) 🥊
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในสถานการณ์ภัยคุกคามทั่วไป ร่างกายอาจเลือกที่จะหนี แต่สำหรับความหิว ธรรมชาติสร้างให้เราเลือกโหมด "สู้" ค่ะ เพราะในอดีตยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ต้องออกไปล่าสัตว์หรือแก่งแย่งอาหารเพื่อประทังชีวิต ความก้าวร้าวและความหงุดหงิดจึงเป็นเหมือนแรงขับเคลื่อน (Drive) ที่ธรรมชาติมอบให้ เพื่อผลักดันให้เรากล้าที่จะออกไปล่าและเอาชนะอุปสรรคเพื่อให้ได้อาหารมาตกถึงท้องนั่นเองค่ะ
④ สภาวะแช่แข็ง (The Frozen State) เมื่อสังคมบีบให้เราต้องเก็บอาการ ❄️
ปัญหามันเกิดตรงที่ว่า ในยุคปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในป่าที่ต้องถือหอกไปล่าสัตว์ พอเราเกิดอาการโมโหหิวในห้องประชุม หรือระหว่างรถติด เราไม่สามารถระเบิดพลังงานก้าวร้าวนั้นออกมาได้ตามสัญชาตญาณ มารยาททางสังคมบีบให้เราต้องนั่งนิ่งๆ และเก็บกดความรู้สึกนั้นไว้ ทำให้พลังงานความเครียดที่ถูกปลุกขึ้นมา "ตกค้าง" อยู่ในร่างกาย กลายเป็นสภาวะที่เรียกว่า The Frozen State หรือสภาวะแช่แข็ง ซึ่งทำให้เราเกิดความตึงเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว และพร้อมจะระเบิดอารมณ์ใส่คนใกล้ตัวแทนเมื่อมีสิ่งเร้าเพียงเล็กน้อยค่ะ
⑤ นิวโรเพปไทด์ วาย (Neuropeptide Y) ตัวการเชื่อมโยงความหิวและความโกรธ 🧠
จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบว่ายังมีสารเคมีอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ นิวโรเพปไทด์ วาย (Neuropeptide Y) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหารเมื่อร่างกายขาดแคลนพลังงาน แต่ความพีคคือ สารตัวเดียวกันนี้ยังทำหน้าที่ควบคุม "ความก้าวร้าว" อีกด้วย! จึงเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า ทำไมวงจรความหิวและความโกรธถึงถูกผูกติดกันไว้อย่างแนบแน่นจนแยกไม่ออกค่ะ
⑥ ความเข้าใจผิดของสมอง: เราไม่ได้โกรธ เราแค่กังวล 😰
เมื่อฮอร์โมนความเครียดทำงานเต็มที่ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลจะทำงานลดลง ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการแยกแยะอารมณ์ เรามักจะตีความความรู้สึกปั่นป่วนภายในร่างกายผิดไป (Misattribution of emotion) แทนที่จะรู้ตัวว่า "ฉันกำลังหิวและร่างกายกำลังเครียด" เรากลับไปตีความว่า "ฉันกำลังโกรธคนที่พูดจาไม่เข้าหูคนนี้" ทั้งที่จริงๆ แล้ว พฤติกรรมของคนคนนั้นอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นถ้าเราท้องอิ่ม
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ครั้งหน้าที่เริ่มรู้สึกหงุดหงิด หายใจเข้าลึกๆ แล้วลองถามตัวเองดูสักนิดว่า "นี่เราโกรธจริงๆ หรือแค่น้ำตาลตกกันแน่?" การรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง (Self-Awareness) คือกุญแจสำคัญค่ะ เพราะบางทีทางออกของปัญหาความสัมพันธ์ หรือเรื่องหงุดหงิดใจทั้งหมด อาจแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการพาตัวเองไปกินของอร่อยๆ สักมื้อ แล้วโลกทั้งใบก็จะกลับมาสดใสเหมือนเดิมค่ะ 🥪🥗
อ้างอิง :
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://health.clevelandclinic.org/is-being-hangry-really-a-thing-or-just-an-excuse
https://www.apa.org/news/press/releases/2018/06/hungry
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29888934/
https://www.bbc.com/future/article/20180425-the-brain-science-that-explains-hanger
https://www.bbc.com/news/world-us-canada-43050394
ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
👿 ทำไมยิ่งหิว ยิ่งพาลหงุดหงิด? 😤 ทำความรู้จัก "Hangry" เบื้องหลังอาการ "โมโหหิว" ที่เปลี่ยนคนใจเย็นให้เป็นยักษ์
① เมื่อถังพลังงานสำรองหมด สมองจึงกดปุ่มฉุกเฉิน 🚨
ต้นเหตุของอาการโมโหหิว เริ่มต้นจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose) ของเราลดต่ำลงค่ะ น้ำตาลกลูโคสเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงหลักที่สมองต้องใช้ในการทำงาน เมื่อเราอดอาหารนานเกินไป ระดับเชื้อเพลิงนี้จะลดวูบลง ซึ่งสมองจะตีความสถานการณ์นี้ว่าเป็น "ภาวะวิกฤต" ที่คุกคามความอยู่รอด ร่างกายจึงต้องงัดมาตรการฉุกเฉินออกมาใช้เพื่อกู้คืนระดับพลังงาน และสิ่งแรกที่ทำคือการสั่งการให้เราหยุดทำเรื่องอื่นที่ใช้พลังงานเยอะ แล้วหันมาโฟกัสที่การหาอาหารทันทีค่ะ
② ปฏิบัติการของฮอร์โมนเครียด เพื่อโหมดเอาชีวิตรอด 🧬
เมื่อสมองรับรู้ว่าน้ำตาลต่ำ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการปล่อยกองทัพฮอร์โมนออกมาเพื่อกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำตาลที่สะสมไว้ออกมาใช้ ฮอร์โมนเหล่านี้ได้แก่ คอร์ติซอล (Cortisol) และ อะดรีนาลีน (Adrenaline) ซึ่งคุ้นๆ กันไหมคะ? ใช่แล้วค่ะ มันคือฮอร์โมนตัวเดียวกับที่หลั่งออกมาเวลาที่เรามีความเครียดสูง หรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ต้อง "สู้หรือหนี" (Fight or Flight) นั่นเอง การที่มีสารเคมีแห่งความเครียดเหล่านี้ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดจำนวนมาก จึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกกระสับกระส่าย ตึงเครียด และพร้อมจะปะทะกับทุกคนที่เข้ามาขวางทางค่ะ
③ ทำไมต้อง "สู้" (Fight) แทนที่จะ "หนี" (Flight) 🥊
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในสถานการณ์ภัยคุกคามทั่วไป ร่างกายอาจเลือกที่จะหนี แต่สำหรับความหิว ธรรมชาติสร้างให้เราเลือกโหมด "สู้" ค่ะ เพราะในอดีตยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ต้องออกไปล่าสัตว์หรือแก่งแย่งอาหารเพื่อประทังชีวิต ความก้าวร้าวและความหงุดหงิดจึงเป็นเหมือนแรงขับเคลื่อน (Drive) ที่ธรรมชาติมอบให้ เพื่อผลักดันให้เรากล้าที่จะออกไปล่าและเอาชนะอุปสรรคเพื่อให้ได้อาหารมาตกถึงท้องนั่นเองค่ะ
④ สภาวะแช่แข็ง (The Frozen State) เมื่อสังคมบีบให้เราต้องเก็บอาการ ❄️
ปัญหามันเกิดตรงที่ว่า ในยุคปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในป่าที่ต้องถือหอกไปล่าสัตว์ พอเราเกิดอาการโมโหหิวในห้องประชุม หรือระหว่างรถติด เราไม่สามารถระเบิดพลังงานก้าวร้าวนั้นออกมาได้ตามสัญชาตญาณ มารยาททางสังคมบีบให้เราต้องนั่งนิ่งๆ และเก็บกดความรู้สึกนั้นไว้ ทำให้พลังงานความเครียดที่ถูกปลุกขึ้นมา "ตกค้าง" อยู่ในร่างกาย กลายเป็นสภาวะที่เรียกว่า The Frozen State หรือสภาวะแช่แข็ง ซึ่งทำให้เราเกิดความตึงเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว และพร้อมจะระเบิดอารมณ์ใส่คนใกล้ตัวแทนเมื่อมีสิ่งเร้าเพียงเล็กน้อยค่ะ
⑤ นิวโรเพปไทด์ วาย (Neuropeptide Y) ตัวการเชื่อมโยงความหิวและความโกรธ 🧠
จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบว่ายังมีสารเคมีอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ นิวโรเพปไทด์ วาย (Neuropeptide Y) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหารเมื่อร่างกายขาดแคลนพลังงาน แต่ความพีคคือ สารตัวเดียวกันนี้ยังทำหน้าที่ควบคุม "ความก้าวร้าว" อีกด้วย! จึงเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า ทำไมวงจรความหิวและความโกรธถึงถูกผูกติดกันไว้อย่างแนบแน่นจนแยกไม่ออกค่ะ
⑥ ความเข้าใจผิดของสมอง: เราไม่ได้โกรธ เราแค่กังวล 😰
เมื่อฮอร์โมนความเครียดทำงานเต็มที่ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลจะทำงานลดลง ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการแยกแยะอารมณ์ เรามักจะตีความความรู้สึกปั่นป่วนภายในร่างกายผิดไป (Misattribution of emotion) แทนที่จะรู้ตัวว่า "ฉันกำลังหิวและร่างกายกำลังเครียด" เรากลับไปตีความว่า "ฉันกำลังโกรธคนที่พูดจาไม่เข้าหูคนนี้" ทั้งที่จริงๆ แล้ว พฤติกรรมของคนคนนั้นอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นถ้าเราท้องอิ่ม
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ครั้งหน้าที่เริ่มรู้สึกหงุดหงิด หายใจเข้าลึกๆ แล้วลองถามตัวเองดูสักนิดว่า "นี่เราโกรธจริงๆ หรือแค่น้ำตาลตกกันแน่?" การรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง (Self-Awareness) คือกุญแจสำคัญค่ะ เพราะบางทีทางออกของปัญหาความสัมพันธ์ หรือเรื่องหงุดหงิดใจทั้งหมด อาจแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการพาตัวเองไปกินของอร่อยๆ สักมื้อ แล้วโลกทั้งใบก็จะกลับมาสดใสเหมือนเดิมค่ะ 🥪🥗
อ้างอิง :
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ