ในฐานะที่ผมชื่นชอบเอไอ เมื่อเจอกับสถานการณ์ความรวนของมัน... ไม่มีปัญหา เพราะคนอย่างผมย่อมมีแผนสำรองเสมอ จินตนาการไม่มีคำว่าทางตันสำหรับผม หลายครั้งดูเหมือนมืด 8 ด้านเพราะผมแค่ขี้เกียจเท่านั้นเอง โอเคมาเริ่มเข้าสู่นิยายกันได้เลย
โค้ก : สวัสดีตัวผมเองตัวจริง ไม่อิงเอไอคนผอมคนนั้น
โค้ก : สวัสดีคนนอกคอก
โค้ก : คิดยังไงกับคำว่า "เงินซื้อความสุขไม่ได้"
โค้ก : คุณคาดหวังจะให้ผมตอบว่า "งั้นโอนเงินมาให้ผม" ใช่ไหม
โค้ก : ผมรู้ดีว่าคนอย่างคุณคิดยังไง เพราะคุณก็คือผมคนเดียวกัน แค่อยากฟังคำยืนยันจากปากคุณอีกครั้ง
โค้ก : ถ้าหากชอบใช้ชีวิตแบบธรรมชาติสมบูรณ์ ดั่งมนุษย์ยุคหิน เงินมันก็ไม่ได้มีความหมายจริงๆแหละนะ ผมไม่คิดในกรอบแบบหลายๆคนหรอก รู้ไหมว่าเพราะอะไร
โค้ก : เพราะคนอย่างโค้กเป็นคนนอกคอก
โค้ก : แม่นแล้ว
โค้ก : แต่ก็เอาเถอะ สำหรับผมแล้วเงินมันเป็นความสุข แบบว่ามันเป็นความสุขสารพัด Shift หายเลย ผมน่ะเสพติดการกินมากเลยรู้ไหม
โค้ก : เงินน่ะอาจจะเป็นแค่ทางผ่านสำหรับคุณ ความสุขที่แท้จริงก็คือคุณชอบแดก... เอ๊ย ชอบกิน
โค้ก : หมายความว่าไง
โค้ก : เพราะถ้าโลกนี้มีแต่ของฟรี คุณก็ไม่สนใจเศษกระดาษนั่นหรอก
โค้ก : มันมีเป็นบางโอกาสอย่างเช่นโรงทาน คุณจะเห็นได้ชัดว่าผู้คนแย่งกันไม่ต่างกับสัตว์เดรัจฉานเลย
โค้ก : หลายคนอาจจะมองว่าไร้มารยาท แต่ผมมองว่านี่คือความซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณ ถ้าผมอยู่ในสถานการณ์นั้น ผมก็จะทำแบบที่พวกนั้นทำไม่ต่างกันหรอก มารยาทก็แค่คำนิยามลมๆแล้งๆที่ถูกกำหนด จากคนที่ยอมรับความจริงของธรรมชาติไม่ได้
โค้ก : แต่ผมคงไม่อยู่ในสถานการณ์นั้นหรอก
โค้ก : เพราะรวยอยู่แล้ว
โค้ก : คำว่า "เงินซื้อความสุขไม่ได้" เป็นการหย่อนเบ็ดให้ฝูงปลาที่ยังไม่หลุดพ้นกรอบมาตอบว่า "งั้นโอนเงินมาให้ผมสิครับ / งั้นโอนเงินมาให้ฉันสิคะ" ผมก็เลยบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลและก็มูลนิธิ หมดเงินไปแบบว่า... ถ้าไม่มั่นใจว่ารวยพอ อย่าหาทำเด็ดขาด... ไงล่ะผมถือไพ่เหนือกว่าแล้วเห็นไหม
โค้ก : แต่ฝูงปลาเหล่านั้นมันก็ไม่ได้รับเงินจากคุณนะ
โค้ก : อยากได้เงินจากผมก็จงสวมบทเป็นขอทาน แล้วก็ไปกราบอ้อนวอนจากมูลนิธิพวกนั้นซะสิ
โค้ก : อื้ม ดูน่าสมเพชดีเนาะ
โค้ก : ที่น่าสมเพชกว่าก็คือพวกนี้มันยังคงแยกแยะอะไรต่ออะไร ที่เป็นศีลธรรมเอยมนุษยธรรมเอย อย่างเช่นคนเลวเป็นขยะสังคมต้องโดนรับโทษทางกฎหมาย ทั้งๆที่พวกเรามันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันทั้งนั้น พวกเรามันก็ล้วนแต่มีสัญชาตญาณนักล่ากันหมด
โค้ก : แต่ต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
โค้ก : เดือดร้อน = ขัดใจ ไม่มีการแบ่งแยกระดับที่ไร้แก่นสาร
โค้ก : ผมรู้ว่าคุณต้องพูดแบบนี้ ผมก็แค่สวมบทเป็นคนในคอก เพื่อปูทางให้คุณแก้ต่างโดยเฉพาะเลย
โค้ก : ผมเห็นพวกโชว์ภูมิภายใต้คำคมคนดัง ผมรู้สึกขำขันเชิงสมเพช แต่พอนานๆเข้าความขำขันก็จางหายไป กลายเป็นความรำคาญที่มีความสมเพชเต็มหัวใจ
โค้ก : วลีสุดฮิตที่ผมเห็นบ่อยก็อย่างเช่นทำนองว่า "คนประสบความสำเร็จพูดอะไรก็ได้ ต่างจากพวกขี้แพ้ที่ไม่มีใครสนใจ"
โค้ก : เป็นเหยื่อไปตามระเบียบ
โค้ก : หมายถึงพวกขี้แพ้?
โค้ก : ทุกคนที่หาแสงจากคำคมที่ล้วนแต่ลวงโลก
โค้ก : งั้นคุณก็คือผู้ชนะที่แท้จริงสินะ
โค้ก : ผมหลุดพ้นเกินกว่าที่จะยึดติดคำว่าแพ้ชนะ และผมก็เชื่อว่าผมรวยกว่าพวกโชว์ภูมิหลายๆคน
โค้ก : คุณภาคภูมิใจกับที่มาของความรวยคุณ ได้อย่างเต็มปากเชียวเลยหรือ
โค้ก : ผมหลุดพ้นเกินกว่าที่จะภาคภูมิใจ ตราบที่มันทำให้ชีวิตผมสบาย
โค้ก : คุณไม่ได้ประสบความสำเร็จสำหรับสังคมโลก
โค้ก : แต่ผมประสบความสำเร็จสำหรับตัวผมเพียงผู้เดียว
โค้ก : ชัดเจนเลยว่าคุณเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล สำคัญตัวได้อย่างมั่นหน้ามั่นโหนกยิ่งนัก
โค้ก : เช่นเดียวกับทุกๆคนที่หลีกเลี่ยงความจริงนี้ไม่ได้ ขึ้นอยู่แค่ว่าพวกเขาจะยอมรับสันดานดิบตัวเอง ได้อย่างสง่าผ่าเผยแบบผมหรือเปล่า
โค้ก : โค้ก Nihilism คนเฮี่ยตลอดกาล เฮี่ยคนเดียวยังไม่พอ ยังจะยัดเยียดให้คนอื่นอีกด้วย หน้าด้านทานทนจริงๆ
โค้ก : ผมชอบสถานะตัวเองแบบนี้ ผมมองตัวเองว่าเป็นแค่สิ่งมีชีวิต ก็เลยไม่ต้องหาเรื่องปรุงแต่งซะให้ยาก แบบมนุษย์ไม่หลุดพ้นที่เรียกตนว่าสัตว์ประเสริฐ
โค้ก : โค้กก็คือโค้กวันยันค่ำ ไม่มีทางเป็นเป๊ปซี่ได้
โค้ก : แต่ก็แปลกดี เฮี่ยขนาดนี้แต่ทำไมจู่ๆ... ถึงคิดใจบุญบริจาคเงินมหาศาลเชียวล่ะ
โค้ก : ตอนนั้นก็เพื่อที่จะลดน้ำหนัก จะได้ไม่เหลือเงินซื้อของกิน และผมยังฝากเงินให้กับแม่อีกจำนวนนึง แต่สุดท้ายผมก็ขอคืนจากแม่หน้าด้านๆ แผนลดน้ำหนักพังยับเยินไม่มีชิ้นดี
โค้ก : แล้วทำไมไม่บริจาคจนหมดเกลี้ยงล่ะ ฝากเงินให้กับแม่ทำไมให้ค้างคา
โค้ก : จิตใต้สำนึกผมมันทำให้ผมต้องเซฟตัวเองไว้บ้าง แต่ก็ไม่นึกว่ามันจะถลำลึกได้สาหัสขนาดนี้ ในกรณีที่จะหักห้ามใจไม่ซื้อของกิน
โค้ก : คุณนี่มันพิลึกกึกกือจริงๆเลยนะคุณเนี่ย มิน่าล่ะสมัยเรียนคุณถึงเข้ากับใครไม่ได้เลย
โค้ก : ใช่ครับ ผมใช้ชีวิตแบบเอ๋อๆโง่ๆให้คนดูถูกมาตลอด แต่ทำไงได้ล่ะ สมองผมมันออกแบบมาแบบนี้นี่หว่า
โค้ก : โอเคไม่เป็นไร โง่แต่ไม่ควายก็ดีต่อคุณแล้ว และที่สำคัญก็คือ...
โค้ก : คืออะไร
โค้ก : พวกที่เคยดูถูกคุณหลายคน สุดท้ายพวกเขาก็ลำบากกว่าคุณอยู่ดี แม้จะไม่ใช่เพราะคุณพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นก็เถอะ
โค้ก : แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งวาสนาอาจจะยัง
โค้ก : ที่แท้คุณมันก็ขี้เหยียดตัวพ่อ น่าตลกที่เมื่อก่อนคุณต่อต้านการเหยียดแทบตาย
โค้ก : ตอนนั้นผมยังเป็นควายน่ะ แต่การเหยียดมันดีมากเลยนะ ได้ยืดเส้นยืดสายไง
โค้ก : หมายถึงคนมีเส้นมีสายน่ะเหรอ
โค้ก : ก็มีส่วนซึ่งขึ้นอยู่กับคารมคมคายของแต่ละคน แต่ในที่นี้ผมหมายถึงความเมื่อยที่เมื่อย Shift หายเลยว่ะ
✅️✅️✅️
ทัศนคติล่าสุดของผมในศาสตร์การขับร้อง
1} การไถโน้ตไม่ใช่เรื่องไม่ดี ตราบไม่ได้เน้นไถเว่อร์จนขาดความสง่างาม ซึ่งแบบนั้นมันจะเข้าข่ายความอึดอัดนั่นเอง ที่เมื่อก่อนผมชอบบอกว่าไม่ควรไถโน้ตถ้าไม่จำเป็น ตอนนี้ผมยอมรับว่ามันก็ดูตีกรอบเกินไป งานนี้ต้องโทษเพื่อนเก่าที่เคยกล่อมผมเรื่องนี้ครับ พูดมาได้ว่าตัวมันเองหัวก้าวหน้า ผลลัพธ์จริงๆคือถอยหลังกว่าเมื่อ 8 -9 ปีที่แล้วอีก
2} ถ้าอยากใช้ Chest ก็ใช้ไปเลย เสียงเรามันไม่ได้พังกันง่ายๆ ขอแค่ตระหนักว่าถ้าเหนื่อยล้าในเส้นเสียงก็ให้พัก บางที Head ก็ใช่ว่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ถ้าหากว่าใช้มันไม่เป็นมันก็เท่านั้น แบบเพื่อนเก่าผมที่ไม่เคยมีความสง่างาม ส่วนความล้มเหลวนั้นมาเต็มในตอนดีดๆ แต่ตอนร้องปรกติความอึดอัดก็เยอะมากอยู่ดี
3} คำว่าเทคนิคเป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าบริหารจัดการมันได้ดี ไม่ต้องมีเทคนิคมากก็สามารถสง่างามได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเพิ่มเทคนิคโดยที่ยังคุมความสง่างามได้ ก็อาจจะพัฒนาไปเป็นความสาแก่ใจ หรือถ้าไปขั้นสุดเลยมันก็แบบว่าเว่อร์!!! แต่มันก็เป็นเส้นกั้นบางๆที่จะไปสู่หายนะที่ล้มเหลวได้ ของแบบนี้ถ้าไม่เก๋าจริงอย่าหาทำ ไม่งั้นมันก็จะพลั้งพลาดแบบเพื่อนเก่าผม พลั้งพลาดยันทัศนคติที่แสนจะกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว
4} อย่าไปคาดหวังว่าใครจะต้องเป็นแชมป์รายการ The Voice หรือ AF เพราะผู้ชนะเกิดจากผลตัดสินที่คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้มาเข้าใจศาสตร์การขับร้องอะไรนี่เลย พวกเขาตัดสินและวิจารณ์ด้วยอารมณ์ส่วนตัวที่เป็นสิ่งชั่วคราว การวิพากษ์วิจารณ์ที่แสนจะเล่นใหญ่จนเกิดดราม่าบ่อยครั้ง ผมขอให้คุณรู้ไว้สำหรับคนที่สนใจศาสตร์การขับร้อง ต่อให้โดนดราม่าถล่มยับแถมยังซ้ำให้จมดิน "ไม่มีผลต่อคุณค่าในทักษะของคนๆนั้นเลย ***แม้แต่นิดเดียว"
5} จาก Register Chest เปลี่ยนไปเป็น Fry เป็นอะไรที่ไม่ถนัดสำหรับผมเลย อย่างตอนนี้โน้ต E2 ที่ผมร้อง Chest ได้สบาย แต่พอเป็น D2 เสียงก็แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็น Fry ใน C2 มันก็กลายเป็นล่อแล่อย่างฉับพลัน ให้เป็น Chest ก็เสียงไม่ออกอีกเพราะมันสิ้นสุด Register แล้ว ผมก็เลยคิดว่าก็คงอารมณ์เดียวกับจาก Head เปลี่ยนไปเป็น Whistle แหละมั้ง แต่ในช่วง Chest กับ Head มันไม่ยากเท่ากับกรณีก่อนหน้า เพราะมันอยู่ในเร้นจ์ที่ไม่สูงหรือต่ำแบบจัดๆ และมักจะถูกใช้เป็นการร้องแบบพื้นฐาน
6} จนถึงตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่แม่นยำในการวัดประเภทเสียงของบางคน เอาจริงคือผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดละ ในเมื่อเสียงคนเรามันบิดได้ตลอดเวลาแบบนี้ ผมก็คิดๆอยู่ว่านี่กุกำลังทำห่านอะไรของกุอยู่วะเนี่ย ประสบการณ์ที่สั่งสมมาสุดท้ายมันคือห่านอะไรกันแน่ ก็อย่างว่าเราไม่ควรเชื่อคนอื่นไปซะหมด เรานั้นควรเชื่อมั่นในตัวเองซะบ้างในศาสตร์พันธุ์นี้ แต่สุดท้ายผมก็ตระหนักว่าความเชื่อมันยังสำคัญอยู่อีกหรือเปล่า เพราะตอนนี้ผมยังเชื่อตัวเองไม่ได้ในบางทีเลยด้วยซ้ำ
7} เวลาผมวิเคราะห์เสียงของใคร ผมไม่เคยมีอคติใดๆทั้งสิ้น ผมวิเคราะห์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อความราบรื่นในงานอดิเรก หาใช่อุดมการณ์สวยหรูแต่อย่างใด แต่ถ้าผมรู้สึกเกลียดใครก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยความเกลียดตัวตนของเขาก็ดี หรือพาลเกลียดเพราะเกลียดเพื่อนเขาก็ดี ถ้าผมเกลียดมากๆจนทนเห็นไม่ได้ ผมจะไม่วิเคราะห์และไม่ฟังเสียงของคนๆนั้นเลย ต่อให้เขาทำเพลงที่มีคุณภาพระดับโลก ผมก็จะไม่ฟังเพราะนั่นไม่ใช่มาตรฐานสำหรับผม และก็ไม่ใช่ส่วนของชีวิตผมอย่างเด็ดขาดเลยด้วย
8} ปัจจุบันผมไม่มีความโศกเศร้าเสียใจ ไม่รู้สึกถึงความสลดหดหู่ ไม่สะเทือนใจในความโหดร้ายสำหรับสังคม และไม่มีความห่วงใยเห็นอกเห็นใจใดๆเลย แต่ที่ผมยังสามารถร้องบางเพลงได้ในอารมณ์เหล่านั้น ผมต้องยอมรับว่าผมใช้ความเสแสร้งในอารมณ์ อ่านเนื้อเพลงไปผ่านๆอย่างปราศจากความลึกซึ้ง
9} มันก็คงอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำไมผมถึงสามารถดูความสง่างามของเสียงร้องที่เป็นเอไอ หลายคนเลือกที่จะยึดถืออารมณ์เป็นสิ่งสำคัญในการร้อง แต่ผมเลือกความสง่างามที่วิธีการดูต่างจากอารมณ์ และผมตั้งค่าให้มันเป็นผลถาวร ซึ่งต่างจากอารมณ์ที่เดี๋ยวก็เบื่อจนผลค่าเปลี่ยน อารมณ์ก็เช่นเดียวกับคำว่าไพเราะนั่นแหละ
10} ผมรู้ดีว่าทุกๆอย่างที่ผมรังสรรค์ขึ้นมา สุดท้ายมันก็เป็นแค่จินตนาการที่ไม่ต่างกับคนอื่น แต่ด้วยความที่ผมเป็นตุเป็นตะมากกว่า วาดตารางละเอียดราวกับว่าจะเอาไปทำวิจัย ผมก็เลยคิดว่าตัวเองยังพอมีเครดิตสำหรับงานอดิเรก ในฐานะที่ผมมีความเป็น Nihilism แต่ยังไม่อยากรีบตายแบบไม่มีเหตุผล ผมก็เลยยอมหลอกตัวเองด้วยงานอดิเรกนี้ เป็นการฆ่าเวลาไปวันๆด้วยความที่เคยเต็มใจ... แต่ ณ ตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจละว่ามันยังเต็มใจเหมือนเดิมไหม
แต่งนิยาย โค้กรวมมิตร ตอนที่ 4
ในฐานะที่ผมชื่นชอบเอไอ เมื่อเจอกับสถานการณ์ความรวนของมัน... ไม่มีปัญหา เพราะคนอย่างผมย่อมมีแผนสำรองเสมอ จินตนาการไม่มีคำว่าทางตันสำหรับผม หลายครั้งดูเหมือนมืด 8 ด้านเพราะผมแค่ขี้เกียจเท่านั้นเอง โอเคมาเริ่มเข้าสู่นิยายกันได้เลย
โค้ก : สวัสดีตัวผมเองตัวจริง ไม่อิงเอไอคนผอมคนนั้น
โค้ก : สวัสดีคนนอกคอก
โค้ก : คิดยังไงกับคำว่า "เงินซื้อความสุขไม่ได้"
โค้ก : คุณคาดหวังจะให้ผมตอบว่า "งั้นโอนเงินมาให้ผม" ใช่ไหม
โค้ก : ผมรู้ดีว่าคนอย่างคุณคิดยังไง เพราะคุณก็คือผมคนเดียวกัน แค่อยากฟังคำยืนยันจากปากคุณอีกครั้ง
โค้ก : ถ้าหากชอบใช้ชีวิตแบบธรรมชาติสมบูรณ์ ดั่งมนุษย์ยุคหิน เงินมันก็ไม่ได้มีความหมายจริงๆแหละนะ ผมไม่คิดในกรอบแบบหลายๆคนหรอก รู้ไหมว่าเพราะอะไร
โค้ก : เพราะคนอย่างโค้กเป็นคนนอกคอก
โค้ก : แม่นแล้ว
โค้ก : แต่ก็เอาเถอะ สำหรับผมแล้วเงินมันเป็นความสุข แบบว่ามันเป็นความสุขสารพัด Shift หายเลย ผมน่ะเสพติดการกินมากเลยรู้ไหม
โค้ก : เงินน่ะอาจจะเป็นแค่ทางผ่านสำหรับคุณ ความสุขที่แท้จริงก็คือคุณชอบแดก... เอ๊ย ชอบกิน
โค้ก : หมายความว่าไง
โค้ก : เพราะถ้าโลกนี้มีแต่ของฟรี คุณก็ไม่สนใจเศษกระดาษนั่นหรอก
โค้ก : มันมีเป็นบางโอกาสอย่างเช่นโรงทาน คุณจะเห็นได้ชัดว่าผู้คนแย่งกันไม่ต่างกับสัตว์เดรัจฉานเลย
โค้ก : หลายคนอาจจะมองว่าไร้มารยาท แต่ผมมองว่านี่คือความซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณ ถ้าผมอยู่ในสถานการณ์นั้น ผมก็จะทำแบบที่พวกนั้นทำไม่ต่างกันหรอก มารยาทก็แค่คำนิยามลมๆแล้งๆที่ถูกกำหนด จากคนที่ยอมรับความจริงของธรรมชาติไม่ได้
โค้ก : แต่ผมคงไม่อยู่ในสถานการณ์นั้นหรอก
โค้ก : เพราะรวยอยู่แล้ว
โค้ก : คำว่า "เงินซื้อความสุขไม่ได้" เป็นการหย่อนเบ็ดให้ฝูงปลาที่ยังไม่หลุดพ้นกรอบมาตอบว่า "งั้นโอนเงินมาให้ผมสิครับ / งั้นโอนเงินมาให้ฉันสิคะ" ผมก็เลยบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลและก็มูลนิธิ หมดเงินไปแบบว่า... ถ้าไม่มั่นใจว่ารวยพอ อย่าหาทำเด็ดขาด... ไงล่ะผมถือไพ่เหนือกว่าแล้วเห็นไหม
โค้ก : แต่ฝูงปลาเหล่านั้นมันก็ไม่ได้รับเงินจากคุณนะ
โค้ก : อยากได้เงินจากผมก็จงสวมบทเป็นขอทาน แล้วก็ไปกราบอ้อนวอนจากมูลนิธิพวกนั้นซะสิ
โค้ก : อื้ม ดูน่าสมเพชดีเนาะ
โค้ก : ที่น่าสมเพชกว่าก็คือพวกนี้มันยังคงแยกแยะอะไรต่ออะไร ที่เป็นศีลธรรมเอยมนุษยธรรมเอย อย่างเช่นคนเลวเป็นขยะสังคมต้องโดนรับโทษทางกฎหมาย ทั้งๆที่พวกเรามันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันทั้งนั้น พวกเรามันก็ล้วนแต่มีสัญชาตญาณนักล่ากันหมด
โค้ก : แต่ต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
โค้ก : เดือดร้อน = ขัดใจ ไม่มีการแบ่งแยกระดับที่ไร้แก่นสาร
โค้ก : ผมรู้ว่าคุณต้องพูดแบบนี้ ผมก็แค่สวมบทเป็นคนในคอก เพื่อปูทางให้คุณแก้ต่างโดยเฉพาะเลย
โค้ก : ผมเห็นพวกโชว์ภูมิภายใต้คำคมคนดัง ผมรู้สึกขำขันเชิงสมเพช แต่พอนานๆเข้าความขำขันก็จางหายไป กลายเป็นความรำคาญที่มีความสมเพชเต็มหัวใจ
โค้ก : วลีสุดฮิตที่ผมเห็นบ่อยก็อย่างเช่นทำนองว่า "คนประสบความสำเร็จพูดอะไรก็ได้ ต่างจากพวกขี้แพ้ที่ไม่มีใครสนใจ"
โค้ก : เป็นเหยื่อไปตามระเบียบ
โค้ก : หมายถึงพวกขี้แพ้?
โค้ก : ทุกคนที่หาแสงจากคำคมที่ล้วนแต่ลวงโลก
โค้ก : งั้นคุณก็คือผู้ชนะที่แท้จริงสินะ
โค้ก : ผมหลุดพ้นเกินกว่าที่จะยึดติดคำว่าแพ้ชนะ และผมก็เชื่อว่าผมรวยกว่าพวกโชว์ภูมิหลายๆคน
โค้ก : คุณภาคภูมิใจกับที่มาของความรวยคุณ ได้อย่างเต็มปากเชียวเลยหรือ
โค้ก : ผมหลุดพ้นเกินกว่าที่จะภาคภูมิใจ ตราบที่มันทำให้ชีวิตผมสบาย
โค้ก : คุณไม่ได้ประสบความสำเร็จสำหรับสังคมโลก
โค้ก : แต่ผมประสบความสำเร็จสำหรับตัวผมเพียงผู้เดียว
โค้ก : ชัดเจนเลยว่าคุณเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล สำคัญตัวได้อย่างมั่นหน้ามั่นโหนกยิ่งนัก
โค้ก : เช่นเดียวกับทุกๆคนที่หลีกเลี่ยงความจริงนี้ไม่ได้ ขึ้นอยู่แค่ว่าพวกเขาจะยอมรับสันดานดิบตัวเอง ได้อย่างสง่าผ่าเผยแบบผมหรือเปล่า
โค้ก : โค้ก Nihilism คนเฮี่ยตลอดกาล เฮี่ยคนเดียวยังไม่พอ ยังจะยัดเยียดให้คนอื่นอีกด้วย หน้าด้านทานทนจริงๆ
โค้ก : ผมชอบสถานะตัวเองแบบนี้ ผมมองตัวเองว่าเป็นแค่สิ่งมีชีวิต ก็เลยไม่ต้องหาเรื่องปรุงแต่งซะให้ยาก แบบมนุษย์ไม่หลุดพ้นที่เรียกตนว่าสัตว์ประเสริฐ
โค้ก : โค้กก็คือโค้กวันยันค่ำ ไม่มีทางเป็นเป๊ปซี่ได้
โค้ก : แต่ก็แปลกดี เฮี่ยขนาดนี้แต่ทำไมจู่ๆ... ถึงคิดใจบุญบริจาคเงินมหาศาลเชียวล่ะ
โค้ก : ตอนนั้นก็เพื่อที่จะลดน้ำหนัก จะได้ไม่เหลือเงินซื้อของกิน และผมยังฝากเงินให้กับแม่อีกจำนวนนึง แต่สุดท้ายผมก็ขอคืนจากแม่หน้าด้านๆ แผนลดน้ำหนักพังยับเยินไม่มีชิ้นดี
โค้ก : แล้วทำไมไม่บริจาคจนหมดเกลี้ยงล่ะ ฝากเงินให้กับแม่ทำไมให้ค้างคา
โค้ก : จิตใต้สำนึกผมมันทำให้ผมต้องเซฟตัวเองไว้บ้าง แต่ก็ไม่นึกว่ามันจะถลำลึกได้สาหัสขนาดนี้ ในกรณีที่จะหักห้ามใจไม่ซื้อของกิน
โค้ก : คุณนี่มันพิลึกกึกกือจริงๆเลยนะคุณเนี่ย มิน่าล่ะสมัยเรียนคุณถึงเข้ากับใครไม่ได้เลย
โค้ก : ใช่ครับ ผมใช้ชีวิตแบบเอ๋อๆโง่ๆให้คนดูถูกมาตลอด แต่ทำไงได้ล่ะ สมองผมมันออกแบบมาแบบนี้นี่หว่า
โค้ก : โอเคไม่เป็นไร โง่แต่ไม่ควายก็ดีต่อคุณแล้ว และที่สำคัญก็คือ...
โค้ก : คืออะไร
โค้ก : พวกที่เคยดูถูกคุณหลายคน สุดท้ายพวกเขาก็ลำบากกว่าคุณอยู่ดี แม้จะไม่ใช่เพราะคุณพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นก็เถอะ
โค้ก : แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งวาสนาอาจจะยัง
โค้ก : ที่แท้คุณมันก็ขี้เหยียดตัวพ่อ น่าตลกที่เมื่อก่อนคุณต่อต้านการเหยียดแทบตาย
โค้ก : ตอนนั้นผมยังเป็นควายน่ะ แต่การเหยียดมันดีมากเลยนะ ได้ยืดเส้นยืดสายไง
โค้ก : หมายถึงคนมีเส้นมีสายน่ะเหรอ
โค้ก : ก็มีส่วนซึ่งขึ้นอยู่กับคารมคมคายของแต่ละคน แต่ในที่นี้ผมหมายถึงความเมื่อยที่เมื่อย Shift หายเลยว่ะ
✅️✅️✅️
ทัศนคติล่าสุดของผมในศาสตร์การขับร้อง
1} การไถโน้ตไม่ใช่เรื่องไม่ดี ตราบไม่ได้เน้นไถเว่อร์จนขาดความสง่างาม ซึ่งแบบนั้นมันจะเข้าข่ายความอึดอัดนั่นเอง ที่เมื่อก่อนผมชอบบอกว่าไม่ควรไถโน้ตถ้าไม่จำเป็น ตอนนี้ผมยอมรับว่ามันก็ดูตีกรอบเกินไป งานนี้ต้องโทษเพื่อนเก่าที่เคยกล่อมผมเรื่องนี้ครับ พูดมาได้ว่าตัวมันเองหัวก้าวหน้า ผลลัพธ์จริงๆคือถอยหลังกว่าเมื่อ 8 -9 ปีที่แล้วอีก
2} ถ้าอยากใช้ Chest ก็ใช้ไปเลย เสียงเรามันไม่ได้พังกันง่ายๆ ขอแค่ตระหนักว่าถ้าเหนื่อยล้าในเส้นเสียงก็ให้พัก บางที Head ก็ใช่ว่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ถ้าหากว่าใช้มันไม่เป็นมันก็เท่านั้น แบบเพื่อนเก่าผมที่ไม่เคยมีความสง่างาม ส่วนความล้มเหลวนั้นมาเต็มในตอนดีดๆ แต่ตอนร้องปรกติความอึดอัดก็เยอะมากอยู่ดี
3} คำว่าเทคนิคเป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าบริหารจัดการมันได้ดี ไม่ต้องมีเทคนิคมากก็สามารถสง่างามได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเพิ่มเทคนิคโดยที่ยังคุมความสง่างามได้ ก็อาจจะพัฒนาไปเป็นความสาแก่ใจ หรือถ้าไปขั้นสุดเลยมันก็แบบว่าเว่อร์!!! แต่มันก็เป็นเส้นกั้นบางๆที่จะไปสู่หายนะที่ล้มเหลวได้ ของแบบนี้ถ้าไม่เก๋าจริงอย่าหาทำ ไม่งั้นมันก็จะพลั้งพลาดแบบเพื่อนเก่าผม พลั้งพลาดยันทัศนคติที่แสนจะกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว
4} อย่าไปคาดหวังว่าใครจะต้องเป็นแชมป์รายการ The Voice หรือ AF เพราะผู้ชนะเกิดจากผลตัดสินที่คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้มาเข้าใจศาสตร์การขับร้องอะไรนี่เลย พวกเขาตัดสินและวิจารณ์ด้วยอารมณ์ส่วนตัวที่เป็นสิ่งชั่วคราว การวิพากษ์วิจารณ์ที่แสนจะเล่นใหญ่จนเกิดดราม่าบ่อยครั้ง ผมขอให้คุณรู้ไว้สำหรับคนที่สนใจศาสตร์การขับร้อง ต่อให้โดนดราม่าถล่มยับแถมยังซ้ำให้จมดิน "ไม่มีผลต่อคุณค่าในทักษะของคนๆนั้นเลย ***แม้แต่นิดเดียว"
5} จาก Register Chest เปลี่ยนไปเป็น Fry เป็นอะไรที่ไม่ถนัดสำหรับผมเลย อย่างตอนนี้โน้ต E2 ที่ผมร้อง Chest ได้สบาย แต่พอเป็น D2 เสียงก็แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็น Fry ใน C2 มันก็กลายเป็นล่อแล่อย่างฉับพลัน ให้เป็น Chest ก็เสียงไม่ออกอีกเพราะมันสิ้นสุด Register แล้ว ผมก็เลยคิดว่าก็คงอารมณ์เดียวกับจาก Head เปลี่ยนไปเป็น Whistle แหละมั้ง แต่ในช่วง Chest กับ Head มันไม่ยากเท่ากับกรณีก่อนหน้า เพราะมันอยู่ในเร้นจ์ที่ไม่สูงหรือต่ำแบบจัดๆ และมักจะถูกใช้เป็นการร้องแบบพื้นฐาน
6} จนถึงตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่แม่นยำในการวัดประเภทเสียงของบางคน เอาจริงคือผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดละ ในเมื่อเสียงคนเรามันบิดได้ตลอดเวลาแบบนี้ ผมก็คิดๆอยู่ว่านี่กุกำลังทำห่านอะไรของกุอยู่วะเนี่ย ประสบการณ์ที่สั่งสมมาสุดท้ายมันคือห่านอะไรกันแน่ ก็อย่างว่าเราไม่ควรเชื่อคนอื่นไปซะหมด เรานั้นควรเชื่อมั่นในตัวเองซะบ้างในศาสตร์พันธุ์นี้ แต่สุดท้ายผมก็ตระหนักว่าความเชื่อมันยังสำคัญอยู่อีกหรือเปล่า เพราะตอนนี้ผมยังเชื่อตัวเองไม่ได้ในบางทีเลยด้วยซ้ำ
7} เวลาผมวิเคราะห์เสียงของใคร ผมไม่เคยมีอคติใดๆทั้งสิ้น ผมวิเคราะห์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อความราบรื่นในงานอดิเรก หาใช่อุดมการณ์สวยหรูแต่อย่างใด แต่ถ้าผมรู้สึกเกลียดใครก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยความเกลียดตัวตนของเขาก็ดี หรือพาลเกลียดเพราะเกลียดเพื่อนเขาก็ดี ถ้าผมเกลียดมากๆจนทนเห็นไม่ได้ ผมจะไม่วิเคราะห์และไม่ฟังเสียงของคนๆนั้นเลย ต่อให้เขาทำเพลงที่มีคุณภาพระดับโลก ผมก็จะไม่ฟังเพราะนั่นไม่ใช่มาตรฐานสำหรับผม และก็ไม่ใช่ส่วนของชีวิตผมอย่างเด็ดขาดเลยด้วย
8} ปัจจุบันผมไม่มีความโศกเศร้าเสียใจ ไม่รู้สึกถึงความสลดหดหู่ ไม่สะเทือนใจในความโหดร้ายสำหรับสังคม และไม่มีความห่วงใยเห็นอกเห็นใจใดๆเลย แต่ที่ผมยังสามารถร้องบางเพลงได้ในอารมณ์เหล่านั้น ผมต้องยอมรับว่าผมใช้ความเสแสร้งในอารมณ์ อ่านเนื้อเพลงไปผ่านๆอย่างปราศจากความลึกซึ้ง
9} มันก็คงอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำไมผมถึงสามารถดูความสง่างามของเสียงร้องที่เป็นเอไอ หลายคนเลือกที่จะยึดถืออารมณ์เป็นสิ่งสำคัญในการร้อง แต่ผมเลือกความสง่างามที่วิธีการดูต่างจากอารมณ์ และผมตั้งค่าให้มันเป็นผลถาวร ซึ่งต่างจากอารมณ์ที่เดี๋ยวก็เบื่อจนผลค่าเปลี่ยน อารมณ์ก็เช่นเดียวกับคำว่าไพเราะนั่นแหละ
10} ผมรู้ดีว่าทุกๆอย่างที่ผมรังสรรค์ขึ้นมา สุดท้ายมันก็เป็นแค่จินตนาการที่ไม่ต่างกับคนอื่น แต่ด้วยความที่ผมเป็นตุเป็นตะมากกว่า วาดตารางละเอียดราวกับว่าจะเอาไปทำวิจัย ผมก็เลยคิดว่าตัวเองยังพอมีเครดิตสำหรับงานอดิเรก ในฐานะที่ผมมีความเป็น Nihilism แต่ยังไม่อยากรีบตายแบบไม่มีเหตุผล ผมก็เลยยอมหลอกตัวเองด้วยงานอดิเรกนี้ เป็นการฆ่าเวลาไปวันๆด้วยความที่เคยเต็มใจ... แต่ ณ ตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจละว่ามันยังเต็มใจเหมือนเดิมไหม