Poor Things (2023) - หนังเซอร์เรียลหลุดโลก ที่จะพาคุณไปผจญภัยกับ "เบลล่า" สู่โลกแห่งการค้นหาตัวเอง


TITLE: Poor Things (2023) - หนังเซอร์เรียลหลุดโลก ที่จะพาคุณไปผจญภัยกับ "เบลล่า" สู่โลกแห่งการค้นหาตัวเอง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ที่รักการดูหนังทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังฟอร์มดีที่เพิ่งได้มีโอกาสไปดูมาสดๆ ร้อนๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ ชื่อเรื่องว่า "Poor Things" (2023) ที่ได้คะแนนจาก TMDB ไปถึง 7.6/10 ซึ่งผมบอกเลยว่าไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ เป็นหนังที่แปลก แหวกแนว และน่าจดจำมากๆ

เกริ่นนำก่อนเลยว่า "Poor Things" ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคนนะครับ ถ้าใครคาดหวังหนังรักโรแมนติกใสๆ หรือหนังแอ็คชั่นมันส์ๆ อาจจะต้องทำใจหน่อย เพราะหนังเรื่องนี้มันหลุดโลกไปอีกมิติหนึ่งเลยครับ ตัวหนังได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายของ Alasdair Gray ซึ่งมีสไตล์การเล่าเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะตัวมากๆ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบอะไรที่มันท้าทายความคิด ชอบอะไรที่มันเหนือจริง ชอบงานภาพที่จัดจ้าน และไม่กลัวที่จะเจออะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เรื่องนี้แหละครับ คือคำตอบของคุณ

เรื่องย่อแบบคร่าวๆ ที่ไม่สปอยล์จนเกินไปนะครับ "Poor Things" เล่าเรื่องราวของ "เบลล่า แบ็กซ์เตอร์" (รับบทโดย Emma Stone) หญิงสาวที่ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาโดยนักวิทยาศาสตร์สุดพิลึกนามว่า "ดร. กอดวิน แบ็กซ์เตอร์" (รับบทโดย Willem Dafoe) ด้วยวิธีการที่… เอ่อ… สุดโต่งมากๆ ครับ และด้วยการทดลองที่เหนือธรรมชาติ ทำให้เบลล่ามีร่างกายเป็นผู้ใหญ่ แต่มีจิตใจเหมือนเด็กทารกที่เพิ่งเรียนรู้โลกใบนี้

เมื่อเบลล่าเริ่มเติบโตและเรียนรู้โลกภายนอกไปเรื่อยๆ เธอก็ได้พบกับ "ดันแคน เวดเดอร์เบิร์น" (รับบทโดย Mark Ruffalo) ทนายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ ที่ชักชวนเธอออกเดินทางผจญภัยไปทั่วทวีปต่างๆ ครับ การเดินทางครั้งนี้เองที่ทำให้เบลล่าได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ ได้เจอผู้คนหลากหลาย ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย และที่สำคัญ คือการได้ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเธอเอง

สิ่งที่ทำให้ "Poor Things" โดดเด่นและน่าประทับใจมากๆ สำหรับผม คือการที่หนังพาเราไปสำรวจแนวคิดเรื่อง "อิสรภาพ" และ "ความเท่าเทียม" ผ่านสายตาของเบลล่า ที่เติบโตมาโดยปราศจากอคติหรือข้อจำกัดทางสังคมที่ผู้คนในยุคนั้น (ซึ่งน่าจะอ้างอิงถึงยุควิคตอเรียน) มี เธอสามารถที่จะคิด พูด และทำอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการ โดยไม่ต้องแคร์สายตาใคร หรือกรอบสังคมที่สังคมพยายามตีตรา

ตัวละครเบลล่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจมากๆ ครับ การเติบโตของเธอในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเติบโตทางร่างกาย แต่เป็นการเติบโตทางความคิดและจิตวิญญาณอย่างแท้จริง การที่เธอไม่มีประสบการณ์หรือความทรงจำในอดีต ทำให้เธอสามารถมองโลกได้อย่างบริสุทธิ์ และตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งบางครั้งคำถามเหล่านั้นก็เป็นคำถามที่เราเองก็อาจจะเคยมองข้าม หรือไม่กล้าที่จะถาม

สิ่งที่ผมประทับใจสุดๆ ในหนังเรื่องนี้ก็คงจะเป็น งานภาพครับ! โอ้โห! นี่มันระดับ Masterpiece เลยจริงๆ ผู้กำกับ Yorgos Lanthimos เขาทำได้สุดยอดมากๆ ครับ การใช้สี การจัดองค์ประกอบภาพ การสร้างฉากต่างๆ มันช่างเหนือจินตนาการจริงๆ ครับ บางฉากก็ดูเหมือนภาพวาดสีน้ำมัน บางฉากก็ดูเหมือนหลุดออกมาจากฝันร้ายที่สวยงาม การเปลี่ยนจากภาพขาวดำมาเป็นภาพสีก็ทำได้อย่างมีชั้นเชิงมากๆ ผมรู้สึกเหมือนกำลังดูงานศิลปะเคลื่อนไหวอยู่เลยครับ

นักแสดงก็แสดงได้ดีงามทุกคนครับ Emma Stone นี่ผมยกให้เป็นปรากฏการณ์เลยครับ เธอถ่ายทอดความเป็นเบลล่าออกมาได้อย่างน่าทึ่งมากๆ จากเด็กไร้เดียงสาที่ค่อยๆ เรียนรู้โลก จนกลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่ง มีความคิดเป็นของตัวเอง การแสดงออกทางสีหน้า แววตา ท่าทาง คือมันสมจริงจนน่าขนลุกครับ ส่วน Willem Dafoe ในบท ดร. กอดวิน แบ็กซ์เตอร์ ก็สมกับเป็นนักแสดงมากฝีมือครับ เล่นได้ทั้งน่ากลัว น่าสงสาร และน่าขบขันไปพร้อมๆ กัน ส่วน Mark Ruffalo ที่รับบททนายหนุ่ม ก็แสดงได้มีเสน่ห์ร้ายๆ ตามสไตล์ของเขาครับ

"Poor Things" เป็นหนังที่กระตุ้นต่อมความคิดมากๆ ครับ มันทำให้เราได้ตั้งคำถามกับหลายๆ สิ่งในสังคมที่เราอยู่ ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง อะไรคือสิ่งที่เราควรจะเป็น การที่เบลล่าหลุดพ้นจากอคติและข้อจำกัด ทำให้เธอสามารถค้นหา "ความสุข" และ "ความหมายของชีวิต" ในแบบของเธอเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปอาจจะหาได้ยากในสังคมที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์

ผมอยากจะบอกว่า หนังเรื่องนี้มีความโจ่งแจ้งทางเพศอยู่พอสมควรนะครับ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจความเป็นมนุษย์ของตัวละครเบลล่า แต่ผมมองว่ามันไม่ได้ออกมาน่าเกลียด หรือดูพยายามยัดเยียด แต่เป็นการนำเสนอที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องและพัฒนาการของตัวละครมากกว่า ถ้าใครไม่สะดวกใจกับฉากเหล่านี้ ก็อาจจะต้องทำใจนิดนึงครับ

โดยรวมแล้ว "Poor Things" เป็นหนังที่ผมอยากแนะนำให้ไปดูกันครับ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่ชอบหนังที่ไม่เหมือนใคร ชอบงานภาพสวยๆ ชอบการแสดงที่ทรงพลัง และชอบหนังที่ทำให้คุณได้กลับมานั่งคิดต่อหลังจากดูจบ มันไม่ใช่หนังที่ดูง่ายๆ แต่เป็นหนังที่คุ้มค่าแก่การลงทุนเวลาของคุณจริงๆ ครับ

อาจจะมีบางฉากที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัด หรือไม่เข้าใจ แต่ผมเชื่อว่าถ้าคุณเปิดใจรับชม คุณจะได้พบกับประสบการณ์การดูหนังที่หาได้ยากครับ มันคือการเดินทางอันแสนมหัศจรรย์ของ "เบลล่า" และเป็นบทพิสูจน์ว่า "อิสรภาพ" ที่แท้จริงนั้น มาจากการเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ครับ

สำหรับผม "Poor Things" คือหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดของปีนี้เลยครับ! ใครไปดูมาแล้ว หรือมีแผนจะไปดู มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ ผมอยากฟังความเห็นของทุกๆ คนเลยครับ!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่