ชีวิตที่ถูกระบบดูดเลือด — บันทึก 1 ปีในอาชีพไรเดอร์ส่งอาหารของบัณฑิตจีนคนหนึ่ง
“ผมรู้สึกว่าบนตัวไรเดอร์ส่งอาหารเต็มไปด้วยปลิงดูดเลือด” — นี่คือคำพูดของบล็อกเกอร์ชาวจีนรายหนึ่งที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาในปี 2025 แต่หางานทำไม่ได้ จึงต้องหันมาเป็นไรเดอร์ส่งอาหารในเซี่ยงไฮ้เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ก่อนจะออกมาเล่าเบื้องหลังอันโหดร้ายของอาชีพที่สื่อหลักและสื่อโซเชียลพากันปั้นภาพให้สวยงามว่า “วิ่งส่งอาหารสบาย ๆ ก็ได้เดือนละห้าหกพัน ถ้าเป็นแชมป์ออเดอร์ก็เกินหมื่น”
ตำนานเงินดี — ที่เป็นเพียงตำนาน
บล็อกเกอร์รายนี้เล่าว่า ก่อนเข้าสู่วงการ เขาก็เคยเชื่อคำพูดที่แพร่หลายในสื่อจีนว่า “ถ้าหางานไม่ได้ก็ไปวิ่งส่งอาหารสิ ง่าย ๆ ก็เดือนละห้าหกพันหยวน” คำพูดนี้แพร่กระจายเหมือนไวรัสจนคนที่ไม่เคยสัมผัสอาชีพนี้เชื่อสนิทใจ ทั้งเพื่อนสนิทและลูกพี่ลูกน้องของเขาต่างก็แนะนำแบบเดียวกัน
แต่ความจริงคือ — ตลาดส่งอาหารของจีนไม่ใช่ตลาดที่กำลังเติบโต (Incremental Market) อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ตลาดอิ่มตัว” (Stock Market) ที่มีคนตกงานและคนว่างงานหลั่งไหลเข้ามาแย่งงานจนล้น “ออเดอร์เดียวมีคนแย่ง 10 คน กับ 10 ออเดอร์มีคนแย่งคนเดียว มันคนละเรื่องกัน”
โหมด “Crowdsourcing” — ปั่นจักรยานก็วิ่งได้
ตอนเริ่มต้น เขาเลือกโหมด “中包” หรือการรับงานแบบอิสระ ซึ่งแม้แต่จักรยานเช่าก็ใช้วิ่งได้ ออเดอร์แรกของเขาคือการปั่นจักรยานสาธารณะระยะ 3 กิโลเมตร ภายใต้อากาศร้อน 30 กว่าองศา เพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่หยวน ในเขตชานเมืองเซี่ยงไฮ้ที่เขาวิ่งงาน การจะหาเงินให้ได้ 200 หยวนต่อวันต้องวิ่งอย่างน้อย 10 ชั่วโมงขึ้นไป
โหมด “ทีม” — ทำงาน 6.5 วัน หยุด 0.5 วัน
ต่อมาเขาเข้าร่วม “ทีม” ซึ่งมีหัวหน้าทีมจัดเวรและกำหนดจำนวนออเดอร์ขั้นต่ำต่อวัน รูปแบบที่เขาเจอคือ “ทำงาน 6.5 วัน หยุด 0.5 วัน” หมายความว่าทุกวันต้องออนไลน์ขั้นต่ำ 9 ชั่วโมง ส่งออเดอร์ครบจำนวน และแม้แต่ “วันหยุด” ก็ยังต้องออกไปวิ่งให้ครบโควต้าก่อนถึงจะหยุดได้จริง โดยใช้เวลาประมาณครึ่งวัน
“ตอนเรียนมัธยมปลาย เรียน 6 วันหยุด 1 วันก็ว่าหนักแล้ว ไม่คิดว่าโลกการทำงานจะมี 6.5/0.5”
ฝนตก = ศักดิ์ศรีหายไปกับสายน้ำ
สัปดาห์แรกที่เข้าทีม เขาเจอฝนตกหนักทั้งสัปดาห์ มีวันหนึ่งเขาจัดเวรตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 2 ทุ่มโดยไม่หยุด ฝนตกตั้งแต่เช้าจรดเย็น ชุดกันฝนเปียกโชก แว่นตามีฝ้าน้ำหนา รองเท้าน้ำเข้า
ในขณะที่จอดรถรอไฟแดงในเลนจักรยาน รถยนต์คันหนึ่งวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง สาดน้ำเหมือน “สึนามิ” ใส่เขาเต็ม ๆ “ในวินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนเป็นกัปตันเรือที่กำลังฝ่าคลื่น แล้วถูกคลื่นยักษ์ซัดจมลงไปคอสเพลย์เป็นนางเงือก”
ที่เลวร้ายกว่าคือ — แม้ฝนตกหนักขนาดนั้น ค่าออเดอร์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และทันทีที่ฝนเบาลง ระบบจะปรับราคากลับเป็นปกติทันที “แค่นิดหน่อยก็ไม่ยอมให้ได้”
ระบบที่คำนวณจนหายใจไม่ทัน
เขาบอกว่าทุกออเดอร์ที่ได้รับถูกระบบคำนวณอย่างแม่นยำ ต้องวิ่งให้หอบจึงจะทันเวลา หากเจอเหตุไม่คาดฝันบนถนนก็เกินเวลาทันที ครั้งหนึ่งออเดอร์ในมือเกินเวลาไป 2 ออเดอร์แล้ว ระบบยังส่งเสียง “ติ๊ง” จัดออเดอร์ใหม่ให้รับเพิ่ม “ทุกนาทีของทุกวัน ผมเหมือนมดบนกระทะร้อน”
ข้อมูลในมือถือแสดงว่าเขาเดินเฉลี่ยวันละ 20,000 ก้าว สูงสุดถึง 30,000 ก้าว ติดอันดับ 1 ในรายการเพื่อนตลอด
ค่าใช้จ่ายที่ไรเดอร์ต้องแบกเอง
ไรเดอร์ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้าเดือนละ 250-300 หยวน ปีละ 3-4 พันหยวน ส่วนชุดกันฝน เครื่องแบบ หมวกกันน็อก และประกันภัย ทั้งหมดไรเดอร์ต้องจ่ายเอง
ภายใต้กฎมาตรฐานแห่งชาติใหม่ที่จำกัดความเร็วรถไฟฟ้า บวกกับแพลตฟอร์มที่บีบเวลาส่งให้สั้นลงเรื่อย ๆ ไรเดอร์จำนวนมากจึงต้องเสี่ยงดัดแปลงรถ ขับเร็วเกินกฎหมาย ฝ่าไฟแดง
บทสรุป — ตอร์ปิโดที่จมเรือไททานิค
“พอคุณกลายเป็นไรเดอร์รุ่นเก๋าที่เลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพนี้ ในความคิดของผม คุณถูกปลิงนับไม่ถ้วนดูดเลือดไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ศักดิ์ศรี เวลา พลังงาน เงินทอง ทุ่มลงไปทั้งหมด เหมือนเรือไททานิคที่ค่อย ๆ จมลงในทะเล”
เขายังเตือนว่า อาชีพนี้กำลัง “กัดกิน” คุณค่าที่แท้จริงของคนคนหนึ่งไปทีละน้อยตามอายุที่เพิ่มขึ้น “ส่งอาหารเหมือนหลุมดำของพลังจิต ส่งนาน ๆ เข้า กลับบ้านมาก็เหนื่อยจนทำอะไรไม่ได้นอกจากกินข้าวเล่นมือถือ”
อย่างไรก็ตาม บล็อกเกอร์รายนี้ยอมรับว่าอาชีพไรเดอร์มีคุณค่ามหาศาลต่อสังคม “อย่างน้อยก็ทำให้คนจำนวนมากมีข้าวกิน มีเงินใช้” และในตอนท้ายเขาฝากความหวังว่า “ขอให้ทุกคนช่วยกันทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นอีกหน่อย ขออวยพรให้ไรเดอร์ทุกคนปลอดภัย สุขภาพดี”
ที่มา: @whyyoutouzhele (李老师不是你老师) | บล็อกเกอร์ชาวเซี่ยงไฮ้
https://www.facebook.com/share/1Dn4uPLpsw/
💀 ชีวิตที่ถูกระบบดูดเลือด — บันทึก 1 ปีในอาชีพไรเดอร์ส่งอาหารของบัณฑิตจีนคนหนึ่ง
“ผมรู้สึกว่าบนตัวไรเดอร์ส่งอาหารเต็มไปด้วยปลิงดูดเลือด” — นี่คือคำพูดของบล็อกเกอร์ชาวจีนรายหนึ่งที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาในปี 2025 แต่หางานทำไม่ได้ จึงต้องหันมาเป็นไรเดอร์ส่งอาหารในเซี่ยงไฮ้เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ก่อนจะออกมาเล่าเบื้องหลังอันโหดร้ายของอาชีพที่สื่อหลักและสื่อโซเชียลพากันปั้นภาพให้สวยงามว่า “วิ่งส่งอาหารสบาย ๆ ก็ได้เดือนละห้าหกพัน ถ้าเป็นแชมป์ออเดอร์ก็เกินหมื่น”
ตำนานเงินดี — ที่เป็นเพียงตำนาน
บล็อกเกอร์รายนี้เล่าว่า ก่อนเข้าสู่วงการ เขาก็เคยเชื่อคำพูดที่แพร่หลายในสื่อจีนว่า “ถ้าหางานไม่ได้ก็ไปวิ่งส่งอาหารสิ ง่าย ๆ ก็เดือนละห้าหกพันหยวน” คำพูดนี้แพร่กระจายเหมือนไวรัสจนคนที่ไม่เคยสัมผัสอาชีพนี้เชื่อสนิทใจ ทั้งเพื่อนสนิทและลูกพี่ลูกน้องของเขาต่างก็แนะนำแบบเดียวกัน
แต่ความจริงคือ — ตลาดส่งอาหารของจีนไม่ใช่ตลาดที่กำลังเติบโต (Incremental Market) อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ตลาดอิ่มตัว” (Stock Market) ที่มีคนตกงานและคนว่างงานหลั่งไหลเข้ามาแย่งงานจนล้น “ออเดอร์เดียวมีคนแย่ง 10 คน กับ 10 ออเดอร์มีคนแย่งคนเดียว มันคนละเรื่องกัน”
โหมด “Crowdsourcing” — ปั่นจักรยานก็วิ่งได้
ตอนเริ่มต้น เขาเลือกโหมด “中包” หรือการรับงานแบบอิสระ ซึ่งแม้แต่จักรยานเช่าก็ใช้วิ่งได้ ออเดอร์แรกของเขาคือการปั่นจักรยานสาธารณะระยะ 3 กิโลเมตร ภายใต้อากาศร้อน 30 กว่าองศา เพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่หยวน ในเขตชานเมืองเซี่ยงไฮ้ที่เขาวิ่งงาน การจะหาเงินให้ได้ 200 หยวนต่อวันต้องวิ่งอย่างน้อย 10 ชั่วโมงขึ้นไป
โหมด “ทีม” — ทำงาน 6.5 วัน หยุด 0.5 วัน
ต่อมาเขาเข้าร่วม “ทีม” ซึ่งมีหัวหน้าทีมจัดเวรและกำหนดจำนวนออเดอร์ขั้นต่ำต่อวัน รูปแบบที่เขาเจอคือ “ทำงาน 6.5 วัน หยุด 0.5 วัน” หมายความว่าทุกวันต้องออนไลน์ขั้นต่ำ 9 ชั่วโมง ส่งออเดอร์ครบจำนวน และแม้แต่ “วันหยุด” ก็ยังต้องออกไปวิ่งให้ครบโควต้าก่อนถึงจะหยุดได้จริง โดยใช้เวลาประมาณครึ่งวัน
“ตอนเรียนมัธยมปลาย เรียน 6 วันหยุด 1 วันก็ว่าหนักแล้ว ไม่คิดว่าโลกการทำงานจะมี 6.5/0.5”
ฝนตก = ศักดิ์ศรีหายไปกับสายน้ำ
สัปดาห์แรกที่เข้าทีม เขาเจอฝนตกหนักทั้งสัปดาห์ มีวันหนึ่งเขาจัดเวรตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 2 ทุ่มโดยไม่หยุด ฝนตกตั้งแต่เช้าจรดเย็น ชุดกันฝนเปียกโชก แว่นตามีฝ้าน้ำหนา รองเท้าน้ำเข้า
ในขณะที่จอดรถรอไฟแดงในเลนจักรยาน รถยนต์คันหนึ่งวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง สาดน้ำเหมือน “สึนามิ” ใส่เขาเต็ม ๆ “ในวินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนเป็นกัปตันเรือที่กำลังฝ่าคลื่น แล้วถูกคลื่นยักษ์ซัดจมลงไปคอสเพลย์เป็นนางเงือก”
ที่เลวร้ายกว่าคือ — แม้ฝนตกหนักขนาดนั้น ค่าออเดอร์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และทันทีที่ฝนเบาลง ระบบจะปรับราคากลับเป็นปกติทันที “แค่นิดหน่อยก็ไม่ยอมให้ได้”
ระบบที่คำนวณจนหายใจไม่ทัน
เขาบอกว่าทุกออเดอร์ที่ได้รับถูกระบบคำนวณอย่างแม่นยำ ต้องวิ่งให้หอบจึงจะทันเวลา หากเจอเหตุไม่คาดฝันบนถนนก็เกินเวลาทันที ครั้งหนึ่งออเดอร์ในมือเกินเวลาไป 2 ออเดอร์แล้ว ระบบยังส่งเสียง “ติ๊ง” จัดออเดอร์ใหม่ให้รับเพิ่ม “ทุกนาทีของทุกวัน ผมเหมือนมดบนกระทะร้อน”
ข้อมูลในมือถือแสดงว่าเขาเดินเฉลี่ยวันละ 20,000 ก้าว สูงสุดถึง 30,000 ก้าว ติดอันดับ 1 ในรายการเพื่อนตลอด
ค่าใช้จ่ายที่ไรเดอร์ต้องแบกเอง
ไรเดอร์ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้าเดือนละ 250-300 หยวน ปีละ 3-4 พันหยวน ส่วนชุดกันฝน เครื่องแบบ หมวกกันน็อก และประกันภัย ทั้งหมดไรเดอร์ต้องจ่ายเอง
ภายใต้กฎมาตรฐานแห่งชาติใหม่ที่จำกัดความเร็วรถไฟฟ้า บวกกับแพลตฟอร์มที่บีบเวลาส่งให้สั้นลงเรื่อย ๆ ไรเดอร์จำนวนมากจึงต้องเสี่ยงดัดแปลงรถ ขับเร็วเกินกฎหมาย ฝ่าไฟแดง
บทสรุป — ตอร์ปิโดที่จมเรือไททานิค
“พอคุณกลายเป็นไรเดอร์รุ่นเก๋าที่เลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพนี้ ในความคิดของผม คุณถูกปลิงนับไม่ถ้วนดูดเลือดไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ศักดิ์ศรี เวลา พลังงาน เงินทอง ทุ่มลงไปทั้งหมด เหมือนเรือไททานิคที่ค่อย ๆ จมลงในทะเล”
เขายังเตือนว่า อาชีพนี้กำลัง “กัดกิน” คุณค่าที่แท้จริงของคนคนหนึ่งไปทีละน้อยตามอายุที่เพิ่มขึ้น “ส่งอาหารเหมือนหลุมดำของพลังจิต ส่งนาน ๆ เข้า กลับบ้านมาก็เหนื่อยจนทำอะไรไม่ได้นอกจากกินข้าวเล่นมือถือ”
อย่างไรก็ตาม บล็อกเกอร์รายนี้ยอมรับว่าอาชีพไรเดอร์มีคุณค่ามหาศาลต่อสังคม “อย่างน้อยก็ทำให้คนจำนวนมากมีข้าวกิน มีเงินใช้” และในตอนท้ายเขาฝากความหวังว่า “ขอให้ทุกคนช่วยกันทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นอีกหน่อย ขออวยพรให้ไรเดอร์ทุกคนปลอดภัย สุขภาพดี”
ที่มา: @whyyoutouzhele (李老师不是你老师) | บล็อกเกอร์ชาวเซี่ยงไฮ้
https://www.facebook.com/share/1Dn4uPLpsw/