คิดถึง ABC trekking ที่เนปาล ปีนี้เราจึงอยากมีทริปไปปีนเขาต่างประเทศที่ลุยๆสัก 1 ทริปรู้สึกว่าภูเขาเรียกหา มีรุ่นน้องแนะนำให้รู้จักกับ รินจานี เป็นภูเขาที่ยังไม่ดับบนเกาะลอมบอกของประเทศอินโดนีเซีย มีความสูงเป็นอันดับสองในอินโดนีเซีย คือ 3,726 เมตร (12,224 ฟุต) ดูภาพก็ปิ๊งเลยทันทีไม่ต้องคิดมากครับ
ฤดูการท่องเที่ยวจะเปิดตอนเดือนเมษายนแล้วก็ปิดตั้งแต่หลังมกราคมของทุกปี ตัดสินใจจองตั๋วกันตั้งแต่มกราคมเลยครับ จองสายการบิน low cost โดยไปต่อที่ KL บินไปลงสนามบินลอมบอก ค่าตั๋วเครื่องบินดีงามครับไปกลับKL>Lombok ประมาณ 3,000 กว่าบาทเอง 55 หลังจากนั้นก็ไล่หาทัวร์ local agency ที่จะมีguideนำทางและลูกหาบให้เรา เลือกที่จะเอาแบบ 3 วัน 2 คืน และขอขึ้นภูเขาทาง Senaru ซึ่งจะไม่ร้อนเป็นการเดินในป่าเขตร้อนในช่วงแรกแล้วค่อยกลับมาลงทาง Simbalun อ่านรีวิวต่างๆสรุปแล้วเราได้local tour ของบริษัท Rinjani trekking official ราคาค่าทัวร์คิดต่อคน 297 USD ก็ดีงามอีกครับแต่หลังจากเรากลับมาก็เห็นข้อความว่าเปลี่ยนแปลงราคานะครับสำหรับ 4 คนจะเป็น400 USD ดูเหมือนเราจะโชคดี.
แต่ก่อนที่เราจะได้เดินทางอิหร่านกับอิสราเอลและอเมริกาก็เล่นยกพวกตีกัน...ตั๋วเครื่องบินเลยถูก Reschedule เราจึงต้องเดินทางโดยขาไปต้องไปพักที่ KL ก่อน 1 คืน แล้วจึงมาต่อเครื่องในวันรุ่งขึ้นไปลอมบอกเพราะไม่มีเครื่องบินที่สามารถต่อกันได้เลยในวันเดียว เราเดินทางกันวันที่ 9 เมษายน เริ่มเดินเขาในวันที่ 11 เมษายนลงจากเขาวันที่ 13 เมษายน เหมือนจะเป็นการฉลองสงกรานต์กันบนยอดภูเขาไฟ!!!
แล้ววันเดินทางก็มาถึงทุกอย่างเรียบร้อยดี พวกเราไม่ได้ซื้อกระเป๋าโหลดจึงไม่สามารถเอา trekking pole ไปด้วยได้ แต่เราติดต่อกับทางทัวร์เขาให้เราเช่าได้ให้อัตรา 1 อันต่อ 7 USD ตลอด 3 วันของทริป
เครื่องแอร์เอเชียจากหาดใหญ่ไปลง KL ตรงเวลา เราตัดสินใจไปพักด้านนอกสนามบินจะได้นอนสบายๆในราคาไม่แพง
ห้องพักเป็นโรงแรมโฮมสเตย์สนามบิน Klia2 4 คน 1500+ บาท อยู่ในเขตเซปังใกล้ๆสนามบินอยู่ในโซนที่สามารถนั่งรถบัสฟรีได้ ห้องพักเป็นคอนโด กว้างขวางอยู่ในย่านการค้าที่เราสามารถหาอาหารกินได้ง่ายวิวจากห้องพักก็ดีงาม
แถมในห้องก็มีอุปกรณ์ การทำครัวให้อย่างเรียบร้อย แนะนำครับ ผมจองผ่าน trip.com
ได้พักผ่อนกันอย่างเต็มอิ่ม เช้าเราก็เดินทางกลับเข้าสนามบินKlia 2 อีกครั้ง ครั้งนี้เราเลือกใช้บริการของ Grab แท็กซี่ ไม่อยากเสี่ยงรอรถfree bus เพราะเราต้องขึ้นเครื่องเที่ยวเช้า 8:30 น ค่า taxi 22 RM grab taxi เราเลือกแบบ 4 คนหรือ 5 คนก็ได้นะครับเหมือนกับที่ใช้ในบ้านเราครับ
เดินทางไปลอมบอกจากKL เครื่องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า เวลาในประเทศอินโดนีเซียจะมี 3 โซนนะครับ ลอมบอกจะใช้โซนเวลาอินโดนีเซียกลางซึ่งเท่ากับเวลาของบาหลีและเท่ากับมาเลเซียแต่เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง
ถึงที่สนามบินสนามบินนานาชาติไซนุดดิน อับดุล มาจิด
ที่ลอมบอก ประมาณบ่ายโมง โดยได้กรอก E arrival cardล่วงหน้ามาเรียบร้อยแล้ว เลยผ่านตม.แบบสบายๆรวดเร็วไม่ติดขัด ได้วีซ่าเข้าเมือง 30 วัน ต้องชมว่าน่ารักนะไม่ใช่ 2 อาทิตย์ตามที่เข้าใจกัน
เราต้องเดินทางไปยังที่พักซึ่งตั้งอยู่ในย่านเชิงเขาที่เราจะขึ้นคือที่ Senaru ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ทางทัวร์จัดรถมารับเราที่สนามบิน ระหว่างทางก็แวะทานอาหารเที่ยงกันซะก่อน
บ้านเมืองในเกาะลอมบอกออกจากสนามบินไปนิดเดียวก็จะดูเป็นชนบทมีทุ่งนาและที่ดินว่างอยู่สอง ข้างทาง เมืองใหญ่ที่สุดของเกาะคือเมือง Mataram ซึ่งอยู่ในเส้นทางที่เราต้องผ่านเพื่อจะไป Senaru ดูจากแผนที่แล้วอุทยานแห่งชาติ Rinjani มีพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเกาะเห็นจะได้ เส้นทางเลยจากเมือง Mataram จะเป็นเส้นทางขึ้นลงตามภูเขา ไปตลอดจนถึงที่พัก ตรงนี้เราจะได้รับการ Brief ถึงเส้นทางการเดินเขา ทบทวนเรื่องการเตรียมข้าวของ จัดกลุ่มสัมภาระเก็บไว้ ,เอาขึ้นไปกับลูกหาบ,และของจำเป็นส่วนตัวที่ต้องแบกกันไปเอง หลังจากทุกอย่างพร้อมเราก็หิวอาหารเย็นกันพอดี อาหารอินโด ที่ลอมบอกราคาไม่แพงครับมักจะมีข้าวเกรียบ เป็นเครื่องเคียงมาด้วยทุกครั้ง การสั่งอาหาร มักจะมีให้เลือกเป็นเซ็ทสำหรับกิน 2 คนไว้ด้วยเพื่อความสะดวก อย่าเผลอสั่งโดยนึกว่าเป็น set สำหรับคนเดียวนะครับ เพราะอาจจะจุก ได้ 55
หน่วยเงินของอินโดนีเซียคือ รูเปียห์ (Indonesian Rupiah - IDR) สัญลักษณ์คือ Rp เป็นสกุลเงินที่มีมูลค่าต่ำ 1 บาทไทย แลกได้ประมาณ 530-550 Rp 100000 Rp ประมาณ 180-200 บาทไทย ธนบัตรที่เห็นเล็กสุดก็คือ 1,000 Rp เวลาเขาพูดราคาสิ่งของต่างๆเขาจะพูดโดยโดยละเลขหลักพันออก ถามราคาของที่ราคา 1 ล้านRp เขาจะตอบเราว่า one thousand ตกใจเลยครับทำไมราคาถูกจัง นั่นคือเขาหมายถึง 1000K ซึ่งก็แปลว่า 1 ล้านRp
เพราะอย่างงั้นเวลาจะคิดราคาอะไรก็ดูดีๆ ต้องคูณพันก่อนนะครับถึงค่อยแปลงเป็นเงินไทย 555
การใช้จ่ายเงินในอินโดนีเซีย เราสามารถใช้ QR สแกนจ่าย ของกรุงไทย ได้นะครับด้วยบริการของกรุงไทยอินเตอร์ wallet สแกนในApp next เหมือนปกติ มีแต่ระบบจะเพิ่มเติมคือถามให้เรายืนยันตำแหน่งที่ตั้งถ้าที่ตั้งโทรศัพท์อยู่ในประเทศอินโดนีเซียก็สามารถใช้ได้เลยครับระบบจะขึ้นชื่อผู้ที่เราจะจ่ายเงินให้เหมือนกับที่เราใช้ในไทยเลยครับ กรุงไทยไม่มีเงิน IDR ให้แลกเก็บไว้ แต่เขาจะ converse rate เป็นเงินบาทมาตัดในในบัญชีเราเองเลยครับ สะดวกมาก ทริป นี้เราจึงแลกเงินติดกระเป๋ากันไปแค่คนละ 500 บาท( 250000 Rp )555 เพราะธนบัตรอินโดเศษๆแทบจะไม่มีมูลค่าครับ เผื่อไว้ซื้อของเล็กๆจะได้จ่ายให้หมดที่อินโดเราใช้ธนบัตรไปก่อนแล้วที่เหลือค่อยสแกนร้านก็ยอมครับ เราจึงใช้เงินอินโดที่เอาไปจนหมดทุกคน
เราเข้านอนกันประมาณสามทุ่มครับ การตื่น 6โมงเช้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางจึงเป็นแบบสบายๆ fresh กันเต็มที่ จากที่พักเราจะนั่งรถกระบะไปยัง Senaru gateของอุทยานใช้เวลาประมาณ 45นาที ขบวนการเช็คอินแทบไม่ต้องใช้เวลาเลยครับเหมือนทางทัวร์คงจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้เสร็จ ก็เดินขึ้นไปได้เลยครับ
เส้นทางช่วงนี้จะเป็นเส้นทางในป่าเขตร้อนเป็นทางที่ลาดชัน
จากทางเข้า ความสูง 600 เมตร วันนี้แรกจะต้องเดินไปประมาณ 9 กิโลเมตรเพื่อไต่ความสูงไปถึงระดับ 2600 เมตร เส้นทางเดินบางช่วงมีหญ้าสูงๆแทบมองไม่เห็นทางเดิน เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูกาลท่องเที่ยว วันนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางกับเราเยอะพอสมควรเป็นชาวต่างชาติทั้งหมดไม่เจอคนไทยเลยครับส่วนใหญ่ก็จะเป็นออสเตรเลียและยุโรป เราพักกินอาหารกันที่ post 2ซึ่งอยู่ในช่วงที่เป็นป่าเขตร้อนกินอาหารกันไม่ทันเสร็จฝนก็พลอยลงมาเลยครับ เราจึงต้องใส่เสื้อฝนเรียงกันต่อไปยังโพสต์ 3 ทางก็ชันขึ้นมากเรื่อยๆครับ ถึงโพสต์ 3 เราได้ความสูงมาประมาณ 2,000 เมตร ก็จะพ้นเขตป่าทางเดินตอนช่วงนี้จะชันและเป็นลักษณะหินลอย เดินยากมากครับ
ต้องพักเหนื่อยกันหลายรอบเลยหลังจากนั้นจะเป็นลักษณะของภูเขาหญ้าอีกประมาณ 300-400 เมตรแล้วเราจะเลี้ยวขึ้นไปถึงจุด Senaru creater rim camp site พอระดับสายตาพ้นจากแนว ของ creater rim เราต้องว้าวโดยทันทีเมื่อภาพภูเขาไฟตั้งอยู่ตอนกลางทะเลสาบได้ปรากฏให้เห็น
ระหว่างที่ทางทัวร์ไปกางเต็นท์เตรียมอาหารเราก็มีเวลาเช็คอินชื่นชมธรรมชาติที่สวยงามรอบๆ
ลมเย็นที่แรงเป็นครั้งคราวกับอุณหภูมิ 16 C ช่วยให้ทิวทัศน์ดูน่าสนใจยิ่งขึ้นไป ลองดูจากในคลิปได้เลยครับ

ยืนรับลมชมภูเขาจนเริ่มรู้สึกหนาว อาหารเย็นก็พร้อมสำหรับเรา
บนลานกางเต็นท์พอพระอาทิตย์ตกลับเลี่ยมเขา ความมืดก็มาเยือนแทบจะทันที มีแต่แสงดาวบนฟ้าที่สุกสว่างพร่างพราวไปทั่ว เราชำระร่างกายจัดการกิจวัตรส่วนตัวกันเรียบร้อย สองทุ่มกว่าๆ เสียงบนลานกางเต้นท์ก็เงียบลงทุกคนคงจะนอนอุ่นอยู่ในถุงนอนกันหมด ความเหนื่อยที่เดินกันมา 8.2 กิโลเมตร จากความสูง 600 เมตรขึ้นมาที่ 2,600 เมตรในเวลา 9 ชั่วโมงกว่าๆ ทำให้เราหลับกันได้โดยไม่ยาก
วันที่ 2 ของการเดินทางเราจะเดินต้องเดินลงไปที่ทะเลสาบ ช่วงนี้เป็นช่วงลงบางช่วงมีบันไดบางช่วงต้องเกาะราวเชือกกันตก เส้นทางชันขึ้นๆลงๆ ทำให้เราต้องหยุดพักกันอยู่บ่อยๆแถมทางเดินช่วงนี้มักจะเป็นก้อนหินลอยซะส่วนใหญ่บางช่วงก็ไปเชื่อมกับเส้นทางน้ำเดิมซึ่งเป็นหินล้วนๆ รู้สึกจริงๆว่าไกลเหลือเกิน นักเดินทางมาเส้นทางนี้จะเหลือน้อยลงแล้วเพราะกลุ่มใหญ่ๆเขาจะมาพักค้างแค่ 1 คืนและเดินกลับลงไปทางเดิม บางช่วงเดินหลุดจากกลุ่มเหมือนเดินอยู่คนเดียวข้างเหลี่ยมเขา 55 ก็เป็นโอกาสได้ชื่นชมธรรมชาติเต็มๆ เพราะต้องรอให้เพื่อนๆเดินมาทันกันจะได้มั่นใจในเส้นทาง
เดินมาประมาณ3 ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงทะเลสาบมีนักท่องเที่ยวตั้งแคมป์กันอยู่บ้างแล้ว บางกลุ่มก็นั่งตกปลาย่างปลากินกัน
แต่จุดพักของเรานั้นต้องเดินเรียบขอบทะเลสาบซึ่งมีแต่หินระเกะระกะเดินค่อนข้างยากไปอีกสักพักนึง จากนั้นต้องข้ามเส้นทางน้ำลุยกันไป
พอถึงที่พักก็หายเหนื่อยกับทัศนียภาพของทะเลสาบภูเขาไฟและสายน้ำไหลที่มารวมกันอยู่ในภาพเดียวกัน
ชวนกันไปเที่ยว...ภูเขารินจานี ลอมบอก อินโดนีเซีย
ฤดูการท่องเที่ยวจะเปิดตอนเดือนเมษายนแล้วก็ปิดตั้งแต่หลังมกราคมของทุกปี ตัดสินใจจองตั๋วกันตั้งแต่มกราคมเลยครับ จองสายการบิน low cost โดยไปต่อที่ KL บินไปลงสนามบินลอมบอก ค่าตั๋วเครื่องบินดีงามครับไปกลับKL>Lombok ประมาณ 3,000 กว่าบาทเอง 55 หลังจากนั้นก็ไล่หาทัวร์ local agency ที่จะมีguideนำทางและลูกหาบให้เรา เลือกที่จะเอาแบบ 3 วัน 2 คืน และขอขึ้นภูเขาทาง Senaru ซึ่งจะไม่ร้อนเป็นการเดินในป่าเขตร้อนในช่วงแรกแล้วค่อยกลับมาลงทาง Simbalun อ่านรีวิวต่างๆสรุปแล้วเราได้local tour ของบริษัท Rinjani trekking official ราคาค่าทัวร์คิดต่อคน 297 USD ก็ดีงามอีกครับแต่หลังจากเรากลับมาก็เห็นข้อความว่าเปลี่ยนแปลงราคานะครับสำหรับ 4 คนจะเป็น400 USD ดูเหมือนเราจะโชคดี.
แต่ก่อนที่เราจะได้เดินทางอิหร่านกับอิสราเอลและอเมริกาก็เล่นยกพวกตีกัน...ตั๋วเครื่องบินเลยถูก Reschedule เราจึงต้องเดินทางโดยขาไปต้องไปพักที่ KL ก่อน 1 คืน แล้วจึงมาต่อเครื่องในวันรุ่งขึ้นไปลอมบอกเพราะไม่มีเครื่องบินที่สามารถต่อกันได้เลยในวันเดียว เราเดินทางกันวันที่ 9 เมษายน เริ่มเดินเขาในวันที่ 11 เมษายนลงจากเขาวันที่ 13 เมษายน เหมือนจะเป็นการฉลองสงกรานต์กันบนยอดภูเขาไฟ!!!
แล้ววันเดินทางก็มาถึงทุกอย่างเรียบร้อยดี พวกเราไม่ได้ซื้อกระเป๋าโหลดจึงไม่สามารถเอา trekking pole ไปด้วยได้ แต่เราติดต่อกับทางทัวร์เขาให้เราเช่าได้ให้อัตรา 1 อันต่อ 7 USD ตลอด 3 วันของทริป
เครื่องแอร์เอเชียจากหาดใหญ่ไปลง KL ตรงเวลา เราตัดสินใจไปพักด้านนอกสนามบินจะได้นอนสบายๆในราคาไม่แพง
ห้องพักเป็นโรงแรมโฮมสเตย์สนามบิน Klia2 4 คน 1500+ บาท อยู่ในเขตเซปังใกล้ๆสนามบินอยู่ในโซนที่สามารถนั่งรถบัสฟรีได้ ห้องพักเป็นคอนโด กว้างขวางอยู่ในย่านการค้าที่เราสามารถหาอาหารกินได้ง่ายวิวจากห้องพักก็ดีงาม
แถมในห้องก็มีอุปกรณ์ การทำครัวให้อย่างเรียบร้อย แนะนำครับ ผมจองผ่าน trip.com
ได้พักผ่อนกันอย่างเต็มอิ่ม เช้าเราก็เดินทางกลับเข้าสนามบินKlia 2 อีกครั้ง ครั้งนี้เราเลือกใช้บริการของ Grab แท็กซี่ ไม่อยากเสี่ยงรอรถfree bus เพราะเราต้องขึ้นเครื่องเที่ยวเช้า 8:30 น ค่า taxi 22 RM grab taxi เราเลือกแบบ 4 คนหรือ 5 คนก็ได้นะครับเหมือนกับที่ใช้ในบ้านเราครับ
เดินทางไปลอมบอกจากKL เครื่องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า เวลาในประเทศอินโดนีเซียจะมี 3 โซนนะครับ ลอมบอกจะใช้โซนเวลาอินโดนีเซียกลางซึ่งเท่ากับเวลาของบาหลีและเท่ากับมาเลเซียแต่เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง
ถึงที่สนามบินสนามบินนานาชาติไซนุดดิน อับดุล มาจิด
ที่ลอมบอก ประมาณบ่ายโมง โดยได้กรอก E arrival cardล่วงหน้ามาเรียบร้อยแล้ว เลยผ่านตม.แบบสบายๆรวดเร็วไม่ติดขัด ได้วีซ่าเข้าเมือง 30 วัน ต้องชมว่าน่ารักนะไม่ใช่ 2 อาทิตย์ตามที่เข้าใจกัน
เราต้องเดินทางไปยังที่พักซึ่งตั้งอยู่ในย่านเชิงเขาที่เราจะขึ้นคือที่ Senaru ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ทางทัวร์จัดรถมารับเราที่สนามบิน ระหว่างทางก็แวะทานอาหารเที่ยงกันซะก่อน
บ้านเมืองในเกาะลอมบอกออกจากสนามบินไปนิดเดียวก็จะดูเป็นชนบทมีทุ่งนาและที่ดินว่างอยู่สอง ข้างทาง เมืองใหญ่ที่สุดของเกาะคือเมือง Mataram ซึ่งอยู่ในเส้นทางที่เราต้องผ่านเพื่อจะไป Senaru ดูจากแผนที่แล้วอุทยานแห่งชาติ Rinjani มีพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเกาะเห็นจะได้ เส้นทางเลยจากเมือง Mataram จะเป็นเส้นทางขึ้นลงตามภูเขา ไปตลอดจนถึงที่พัก ตรงนี้เราจะได้รับการ Brief ถึงเส้นทางการเดินเขา ทบทวนเรื่องการเตรียมข้าวของ จัดกลุ่มสัมภาระเก็บไว้ ,เอาขึ้นไปกับลูกหาบ,และของจำเป็นส่วนตัวที่ต้องแบกกันไปเอง หลังจากทุกอย่างพร้อมเราก็หิวอาหารเย็นกันพอดี อาหารอินโด ที่ลอมบอกราคาไม่แพงครับมักจะมีข้าวเกรียบ เป็นเครื่องเคียงมาด้วยทุกครั้ง การสั่งอาหาร มักจะมีให้เลือกเป็นเซ็ทสำหรับกิน 2 คนไว้ด้วยเพื่อความสะดวก อย่าเผลอสั่งโดยนึกว่าเป็น set สำหรับคนเดียวนะครับ เพราะอาจจะจุก ได้ 55
หน่วยเงินของอินโดนีเซียคือ รูเปียห์ (Indonesian Rupiah - IDR) สัญลักษณ์คือ Rp เป็นสกุลเงินที่มีมูลค่าต่ำ 1 บาทไทย แลกได้ประมาณ 530-550 Rp 100000 Rp ประมาณ 180-200 บาทไทย ธนบัตรที่เห็นเล็กสุดก็คือ 1,000 Rp เวลาเขาพูดราคาสิ่งของต่างๆเขาจะพูดโดยโดยละเลขหลักพันออก ถามราคาของที่ราคา 1 ล้านRp เขาจะตอบเราว่า one thousand ตกใจเลยครับทำไมราคาถูกจัง นั่นคือเขาหมายถึง 1000K ซึ่งก็แปลว่า 1 ล้านRp
เพราะอย่างงั้นเวลาจะคิดราคาอะไรก็ดูดีๆ ต้องคูณพันก่อนนะครับถึงค่อยแปลงเป็นเงินไทย 555
การใช้จ่ายเงินในอินโดนีเซีย เราสามารถใช้ QR สแกนจ่าย ของกรุงไทย ได้นะครับด้วยบริการของกรุงไทยอินเตอร์ wallet สแกนในApp next เหมือนปกติ มีแต่ระบบจะเพิ่มเติมคือถามให้เรายืนยันตำแหน่งที่ตั้งถ้าที่ตั้งโทรศัพท์อยู่ในประเทศอินโดนีเซียก็สามารถใช้ได้เลยครับระบบจะขึ้นชื่อผู้ที่เราจะจ่ายเงินให้เหมือนกับที่เราใช้ในไทยเลยครับ กรุงไทยไม่มีเงิน IDR ให้แลกเก็บไว้ แต่เขาจะ converse rate เป็นเงินบาทมาตัดในในบัญชีเราเองเลยครับ สะดวกมาก ทริป นี้เราจึงแลกเงินติดกระเป๋ากันไปแค่คนละ 500 บาท( 250000 Rp )555 เพราะธนบัตรอินโดเศษๆแทบจะไม่มีมูลค่าครับ เผื่อไว้ซื้อของเล็กๆจะได้จ่ายให้หมดที่อินโดเราใช้ธนบัตรไปก่อนแล้วที่เหลือค่อยสแกนร้านก็ยอมครับ เราจึงใช้เงินอินโดที่เอาไปจนหมดทุกคน
เราเข้านอนกันประมาณสามทุ่มครับ การตื่น 6โมงเช้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางจึงเป็นแบบสบายๆ fresh กันเต็มที่ จากที่พักเราจะนั่งรถกระบะไปยัง Senaru gateของอุทยานใช้เวลาประมาณ 45นาที ขบวนการเช็คอินแทบไม่ต้องใช้เวลาเลยครับเหมือนทางทัวร์คงจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้เสร็จ ก็เดินขึ้นไปได้เลยครับ
เส้นทางช่วงนี้จะเป็นเส้นทางในป่าเขตร้อนเป็นทางที่ลาดชัน
จากทางเข้า ความสูง 600 เมตร วันนี้แรกจะต้องเดินไปประมาณ 9 กิโลเมตรเพื่อไต่ความสูงไปถึงระดับ 2600 เมตร เส้นทางเดินบางช่วงมีหญ้าสูงๆแทบมองไม่เห็นทางเดิน เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูกาลท่องเที่ยว วันนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางกับเราเยอะพอสมควรเป็นชาวต่างชาติทั้งหมดไม่เจอคนไทยเลยครับส่วนใหญ่ก็จะเป็นออสเตรเลียและยุโรป เราพักกินอาหารกันที่ post 2ซึ่งอยู่ในช่วงที่เป็นป่าเขตร้อนกินอาหารกันไม่ทันเสร็จฝนก็พลอยลงมาเลยครับ เราจึงต้องใส่เสื้อฝนเรียงกันต่อไปยังโพสต์ 3 ทางก็ชันขึ้นมากเรื่อยๆครับ ถึงโพสต์ 3 เราได้ความสูงมาประมาณ 2,000 เมตร ก็จะพ้นเขตป่าทางเดินตอนช่วงนี้จะชันและเป็นลักษณะหินลอย เดินยากมากครับ
ต้องพักเหนื่อยกันหลายรอบเลยหลังจากนั้นจะเป็นลักษณะของภูเขาหญ้าอีกประมาณ 300-400 เมตรแล้วเราจะเลี้ยวขึ้นไปถึงจุด Senaru creater rim camp site พอระดับสายตาพ้นจากแนว ของ creater rim เราต้องว้าวโดยทันทีเมื่อภาพภูเขาไฟตั้งอยู่ตอนกลางทะเลสาบได้ปรากฏให้เห็น
ระหว่างที่ทางทัวร์ไปกางเต็นท์เตรียมอาหารเราก็มีเวลาเช็คอินชื่นชมธรรมชาติที่สวยงามรอบๆ
ลมเย็นที่แรงเป็นครั้งคราวกับอุณหภูมิ 16 C ช่วยให้ทิวทัศน์ดูน่าสนใจยิ่งขึ้นไป ลองดูจากในคลิปได้เลยครับ
ยืนรับลมชมภูเขาจนเริ่มรู้สึกหนาว อาหารเย็นก็พร้อมสำหรับเรา
บนลานกางเต็นท์พอพระอาทิตย์ตกลับเลี่ยมเขา ความมืดก็มาเยือนแทบจะทันที มีแต่แสงดาวบนฟ้าที่สุกสว่างพร่างพราวไปทั่ว เราชำระร่างกายจัดการกิจวัตรส่วนตัวกันเรียบร้อย สองทุ่มกว่าๆ เสียงบนลานกางเต้นท์ก็เงียบลงทุกคนคงจะนอนอุ่นอยู่ในถุงนอนกันหมด ความเหนื่อยที่เดินกันมา 8.2 กิโลเมตร จากความสูง 600 เมตรขึ้นมาที่ 2,600 เมตรในเวลา 9 ชั่วโมงกว่าๆ ทำให้เราหลับกันได้โดยไม่ยาก
วันที่ 2 ของการเดินทางเราจะเดินต้องเดินลงไปที่ทะเลสาบ ช่วงนี้เป็นช่วงลงบางช่วงมีบันไดบางช่วงต้องเกาะราวเชือกกันตก เส้นทางชันขึ้นๆลงๆ ทำให้เราต้องหยุดพักกันอยู่บ่อยๆแถมทางเดินช่วงนี้มักจะเป็นก้อนหินลอยซะส่วนใหญ่บางช่วงก็ไปเชื่อมกับเส้นทางน้ำเดิมซึ่งเป็นหินล้วนๆ รู้สึกจริงๆว่าไกลเหลือเกิน นักเดินทางมาเส้นทางนี้จะเหลือน้อยลงแล้วเพราะกลุ่มใหญ่ๆเขาจะมาพักค้างแค่ 1 คืนและเดินกลับลงไปทางเดิม บางช่วงเดินหลุดจากกลุ่มเหมือนเดินอยู่คนเดียวข้างเหลี่ยมเขา 55 ก็เป็นโอกาสได้ชื่นชมธรรมชาติเต็มๆ เพราะต้องรอให้เพื่อนๆเดินมาทันกันจะได้มั่นใจในเส้นทาง
เดินมาประมาณ3 ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงทะเลสาบมีนักท่องเที่ยวตั้งแคมป์กันอยู่บ้างแล้ว บางกลุ่มก็นั่งตกปลาย่างปลากินกัน
แต่จุดพักของเรานั้นต้องเดินเรียบขอบทะเลสาบซึ่งมีแต่หินระเกะระกะเดินค่อนข้างยากไปอีกสักพักนึง จากนั้นต้องข้ามเส้นทางน้ำลุยกันไป
พอถึงที่พักก็หายเหนื่อยกับทัศนียภาพของทะเลสาบภูเขาไฟและสายน้ำไหลที่มารวมกันอยู่ในภาพเดียวกัน