ร้านโชห่วย อุทัยฯโอดต้นทุนพุ่ง เหมือนขายของมาจ่ายค่าไฟ ไม่เหลือกำไร
.
.
ร้านโชห่วยอุทัยธานีโอดต้นทุนพุ่ง ต้องปิดแอร์ เปิดพัดลมแทน เหมือนขายของมาจ่ายค่าไฟแทบไม่เหลือกำไร
.
เมื่อวันที่ 30 เมษายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี สอบถามผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วย หนึ่งในธุรกิจที่ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลัก หลังจากแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แนวคิดที่ถูกเสนอ คือการปรับค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดใหม่ให้เชื่อมโยงกับปริมาณการใช้ไฟอย่างชัดเจนมากขึ้น หากได้รับการอนุมัติ อัตราค่าไฟจะเริ่มที่ประมาณ 3.00–3.50 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย จากนั้นจะปรับเพิ่มตามระดับการใช้ ได้แก่ 201–300 หน่วย อยู่ที่ 3.80–4.20 บาทต่อหน่วย, 301–400 หน่วย อยู่ที่ 4.20–4.80 บาทต่อหน่วย และหากใช้เกิน 400 หน่วย อาจแตะระดับ 4.80–5.00 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการจากคณะรัฐมนตรีนั้น
.
ที่ร้านปิยะวัฒน์มินิมาร์ท ในตำบลหนองยาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี เป็นร้านโชห่วยขนาดใหญ่ในพื้นที่ พบว่าภายในร้านมีตู้แช่มากกว่า 3 ตู้ จากเดิมที่เคยเปิดเครื่องปรับอากาศ ปัจจุบันปรับมาใช้เพียงพัดลมเพื่อลดค่าใช้จ่าย หลังเผชิญภาระค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น
.
นางจงกล นิ่มพระยา อายุ 61 ปี เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า เดือนนี้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 6,900 บาท หากมีการปรับขึ้นค่าไฟตามข่าวจริง ก็จะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน ร้านต้องใช้ตู้แช่หลายตู้ที่ต้องเปิดใช้งานตลอดเวลา หากค่าไฟปรับสูงขึ้น จะกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะรายย่อยที่มีต้นทุนสูงขึ้น พร้อมสะท้อนว่า เหมือนขายของมาจ่ายค่าไฟ ทำให้แทบไม่เหลือกำไร พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาอย่างรอบคอบ และช่วยตรึงค่าไฟเพื่อลดภาระประชาชนและผู้ประกอบการ.
.
.
‘สส.กู๊ดดี้’ แฉความจริงที่น่ากลัว ‘ตร.ชั้นผู้น้อย’ โอนเงินทอนให้ ‘นาย’ นับแสนอ้าง ‘เงินบริหารทีม’
.
"กู๊ดดี้ ชยพล สท้อนดี" สส.พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก อ้างชีวิต "ตำรวจชั้นผู้น้อย" สุดระทมไม่ต่างกับ "ทหาร" ต้องโอนเงินค่ารางวัลนำจับ กลับคืนนายระดับหัวหน้า ด้วยข้ออ้าง "เงินบริหารทีม"
.
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายชยพล สท้อนดี หรือ กู๊ดดี้ สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
“ตำรวจเองก็เป็นเหยื่อ เมื่อเบี้ยเลี้ยงเขาหายไป”
.
ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเราได้ติดตามและตรวจสอบประเด็นเรื่องสวัสดิการของทหารโดยเฉพาะทหารชั้นผู้น้อยมาโดยตลอด ทั้งเรื่องประเด็นการได้รับค่าตอบแทนไม่ครบตามระเบียบ เรื่องการถูกยึดบัตร ATM เรื่องการถูกโกงเบี้ยเลี้ยง การซ้อมทรมาน การถูกส่งไปทำภารกิจที่ไม่ใช่หน้าที่ การเป็นทหารรับใช้ ฯลฯ แต่พอผมลองติดตามประเด็นนี้ในวงการสีกากีดูบ้าง กลับได้พบกับหลักฐานที่สนใจไม่แพ้กัน ว่าตำรวจเองก็มีการโอนเบี้ยเลี้ยงหรือค่าตอบแทนคืนด้วย มูลค่าเกือบ 2 แสนบาท จากเจ้าหน้าที่เพียง 29 คน
.
อธิบายให้เข้าใจคร่าว ๆ ปกติแล้วค่าตอบแทนของตำรวจจะประกอบไปด้วยเงินเดือนฐาน ยศหรือตำแหน่งที่บรรจุจะมีเงินประจำตำแหน่งเพิ่มให้ตามระเบียบ เป็นพนักงานสอบสวนก็จะมีเงินค่าทำสำนวน เป็นฝ่ายสืบสวนก็จะมีเงินรางวัลนำจับที่จะมอบให้กับคนที่มีส่วนร่วมในการสืบสวนคดี ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบแทนการทำงานอย่างหนักของพี่น้องตำรวจที่ดูแลประชาชน ที่ฐานเงินเดือนเองก็ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ และเพื่อตอบแทนคนที่ตั้งใจทำงาน ซึ่งพี่น้องตำรวจเองก็ไม่ได้รับงบประมาณสวัสดิการสนับสนุนมากเพียงพอเท่าไหร่ อย่างที่เรารู้กันว่าแม้แต่ค่าใช้จ่ายเพื่อทำงานในสน.ยังต้องลงขันออกกันเองอยู่เลย (ฝ่ายสืบสวนเบิกจากกองทุนสืบสวนได้) ส่วนเรื่องความเหมาะสมของค่าตอบแทนในแต่ละตำแหน่งเดี๋ยวเราว่ากันอีกครั้งหนึ่ง
.
ทีนี้ ตามที่ผมเคยสัญญาไว้ว่าจะขยายกรอบประเด็นความรับผิดชอบของผมให้ขยายจากกองทัพไปสู่ตำรวจด้วยเหมือนกัน ผมได้ติดตามหลายประเด็นในวงการตำรวจจนกระทั่งได้พบกับหลักฐานที่น่ากังวลจากฝ่ายสืบสวน ที่มีหน้าที่ทำคดีสืบสวนหาหลักฐานจนกระทั่งนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา แบบที่ทุกท่านเห็นสารวัตรแจ๊ะตามหน้าข่าว ซึ่งทุกท่านคงเข้าใจดีถึงความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่นี้ และความสำคัญของการตอบแทนเขาอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เขาเผลอใจเปิดทางให้กับการทุจริตรูปแบบอื่น ๆ ตามระเบียบของสตช.จึงได้มีการระบุค่าตอบแทนให้กับทีมสืบสวนเอาไว้ด้วย
.
หลักฐานที่ผมได้พบ คือเอกสารระบุเงินค่าตอบแทนที่ฝ่ายสืบสวนต้องได้รับจากการทำคดีติดตามจับกุมผู้ร้าย ที่ทำเรื่องเบิกจ่ายอย่างถูกต้องตามระเบียบของสตช. แต่ปรากฏว่าในเอกสารนั้นเองก็มีการระบุให้ต้องโอนเงินคืน จากที่ควรได้ 8,343 บาท ต้องโอนเงินคืนให้ถึง 6,800 บาท! โดยรวมมูลค่าเงินจาก 29 คน มีมูลค่ามากถึง 197,200 บาท! จากที่ผมตามเช็ค การบริหารเงินและค่าตอบแทนต่าง ๆ ของชุดสืบสวนจะขึ้นอยู่กับหัวหน้าชุด ซึ่งถ้าคุณได้หัวหน้าที่ดีเงินก็จะกระจายไปถึงลูกทีม แต่ถ้าหัวหน้าใจร้ายหน่อยก็จะขอเงินคืนเยอะแบบที่เห็นกันในตัวอย่าง และแม้แต่หัวหน้าชุดเองก็มีปัญหาแบบเดียวกันกับหัวหน้าของตัวเองที่คุมต้นน้ำลำธารเงินอีกทอดด้วยเหมือนกัน
.
ตำรวจบางคน อาจพยายามอธิบายว่านี่คือเงินที่เอาไว้ใช้ “บริหารทีม” ใช้ดำเนินงาน แต่อย่าลืมข้อเท็จจริงด้วยว่าเงินส่วนนี้เองก็ถูกส่งตามสายบังคับบัญชาขึ้นไปด้วย หากใครไม่ยอม ใครถามมาก ใครดื้อ ก็เสี่ยงจะถูกย้าย ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะทวงสิทธิ์ของตัวเองในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการมีเงินไม่พอในการดำเนินงาน นั่นเป็นปัญหาของระเบียบราชการที่เราต้องช่วยกันแก้ แต่มันก็จะแก้ได้ยากถ้าตำรวจเองยังคงใช้วิธีการนอกระเบียบแบบนี้ แล้วการพัฒนาสตช.ก็จะไม่มีทางเกิด
.
สรุป ตำรวจก็โดนโกงเงินค่าตอบแทนไม่ต่างจากทหาร ปัญหาอาจเกิดจากอุปสรรคในการเบิกงานตามระเบียบราชการ แต่การเลือกหลบระเบียบแล้วบริหารเงินนอกระบบกันเองทำให้เกิดช่องว่างการทุจริตที่หัวหน้าขูดรีดลูกน้องตามลำดับชั้นลงมาเรื่อย ๆ ทำกันจนเป็นเรื่องปกติ แล้วสุดท้ายตำรวจที่ทำงานหนัก คนที่เหนื่อยและเสี่ยงอยู่หน้างานก็จะไม่ได้อะไรเลยนอกจากเศษผลประโยชน์ที่ขึ้นกับความใจดีของหัวหน้าแต่ละคน นี่คือปัญหาที่ซ่อนอยู่ในวงการตำรวจ และพี่น้องตำรวจเองนั่นแหละที่ต้องช่วยกันส่งเสียงเพื่อปฏิรูปวงการดีขึ้นกว่าเดิม
.
.
.
รอมฎอน ขอ โสภณ ใช้อำนาจตั้งกก. ติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ชี้เป็นการโจมตีสถาบันทางการเมือง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5698015
.
รอมฎอน ขอ โสภณ ใช้อำนาจตั้งกก. ติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ชี้เป็นการโจมตีสถาบันทางการเมือง
.
เมื่อวันที่ 30 เม.ย. เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนาย
โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระได้เปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ โดยนาย
รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือถึงคดีการลอบยิงนาย
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ถือเป็นคดีสำคัญ แม้ว่ามีความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับกลุ่มทีมสังหาร แต่พบข้อเท็จจริงตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมาเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ,กอ.รมน.,กองทัพ ทั้งสถานที่ และรถยนต์ เพราะมีข้อกังวลว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่มุ่งโจมตี สส.คนใดคนหนึ่ง จากพรรคใดพรรคหนึ่ง จึงอยากทราบว่าสภาฯจะมีมาตรการ กลไกใดหรือไม่ ในการที่จะติดตามตรวจสอบ สร้างความถ่วงดุล เพื่อทำให้แน่ใจว่าการดำเนินคดีจะตรงไปตรงมา และพนักงานสอบสวนจะมีความเป็นอิสระ
.
“
ถ้าเพื่อนสมาชิกของเรายังไม่มีความปลอดภัย การโจมตีนี้ไม่ว่าจะเกิดจากใคร ที่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงการสืบสวนสอบสวน แต่การโจมตีก็เท่ากับเป็นการโจมตีสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมจึงเห็นว่าประธานสภาฯ น่าจะต้องเทคแอ็คชั่น น่าจะต้องทำอะไรบางอย่างอาจจะใช้อำนาจของประธานฯ ในการตั้งคณะกรรมการหรือกลไกต่างๆ เพราะในระหว่างนี้คณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญ ชุดต่างๆ ยังไม่ได้ทำงาน จึงเห็นว่าในจังหวะเวลาแบบนี้เพื่อที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่น ความไว้วางใจต่อสถาบันทางการเมือง ต่อกระบวนการยุติธรรมของเรา ผมเห็นว่าสภานิ่งเฉยไม่ได้ จึงอยากถามว่าเราจะทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่”นาย
รอมฎอน กล่าว
.
ด้านนาย
โสภณ ชี้แจงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นตนก็ไม่สบายใจ ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ก็ได้สอบถาม และโดยส่วนตัวก็ได้มีโอกาสพูดคุย ให้กำลังใจท่านสส. โดยเชิญท่านไปพูดคุยที่ห้องและให้กำลังใจท่านให้ความเห็นใจ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวที่ตนปฏิบัติต่อสมาชิก ส่วนเรื่องการติดตามคดี ตนก็ได้ติดตามฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เขาก็ทำงานเต็มที่ ส่วนข้อเสนอที่ให้ตั้งคณะกรรมการ คิดว่าคดีคืบหน้าไปแล้ว ก็ปล่อยให้ฝ่ายที่มีหน้าที่ดำเนินการไป ยกเว้นอะไรที่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้สภาแห่งนี้สงสัยในการทำหน้าที่ก็ค่อยมาว่ากัน เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายที่มีหน้าที่รับผิดชอบอยู่
.
“
ส่วนเรื่องความปลอดภัยของสมาชิกทุกท่านในสภานี้ เราให้ความสนใจและเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ว่าสมาชิกจะอยู่ภาคใด ความปลอดภัยของสส.ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ติดตามอยู่ไม่ได้นิ่งนอนใจ” นาย
โสภณ ชี้แจง
JJNY : โชห่วยโอด ต้นทุนพุ่ง│‘กู๊ดดี้’แฉ‘ตร.ชั้นผู้น้อย’โอนเงินทอน│รอมฎอนขอ กก.ติดตามคดีลอบยิง│ปชน.ฉะไม่ควรปล่อยเหยียดเพศ
.
รอมฎอน ขอ โสภณ ใช้อำนาจตั้งกก. ติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ชี้เป็นการโจมตีสถาบันทางการเมือง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5698015
.
รอมฎอน ขอ โสภณ ใช้อำนาจตั้งกก. ติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ชี้เป็นการโจมตีสถาบันทางการเมือง
.
เมื่อวันที่ 30 เม.ย. เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระได้เปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ โดยนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือถึงคดีการลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ถือเป็นคดีสำคัญ แม้ว่ามีความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับกลุ่มทีมสังหาร แต่พบข้อเท็จจริงตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมาเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ,กอ.รมน.,กองทัพ ทั้งสถานที่ และรถยนต์ เพราะมีข้อกังวลว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่มุ่งโจมตี สส.คนใดคนหนึ่ง จากพรรคใดพรรคหนึ่ง จึงอยากทราบว่าสภาฯจะมีมาตรการ กลไกใดหรือไม่ ในการที่จะติดตามตรวจสอบ สร้างความถ่วงดุล เพื่อทำให้แน่ใจว่าการดำเนินคดีจะตรงไปตรงมา และพนักงานสอบสวนจะมีความเป็นอิสระ
.
“ถ้าเพื่อนสมาชิกของเรายังไม่มีความปลอดภัย การโจมตีนี้ไม่ว่าจะเกิดจากใคร ที่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงการสืบสวนสอบสวน แต่การโจมตีก็เท่ากับเป็นการโจมตีสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมจึงเห็นว่าประธานสภาฯ น่าจะต้องเทคแอ็คชั่น น่าจะต้องทำอะไรบางอย่างอาจจะใช้อำนาจของประธานฯ ในการตั้งคณะกรรมการหรือกลไกต่างๆ เพราะในระหว่างนี้คณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญ ชุดต่างๆ ยังไม่ได้ทำงาน จึงเห็นว่าในจังหวะเวลาแบบนี้เพื่อที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่น ความไว้วางใจต่อสถาบันทางการเมือง ต่อกระบวนการยุติธรรมของเรา ผมเห็นว่าสภานิ่งเฉยไม่ได้ จึงอยากถามว่าเราจะทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่”นายรอมฎอน กล่าว
.
ด้านนายโสภณ ชี้แจงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นตนก็ไม่สบายใจ ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ก็ได้สอบถาม และโดยส่วนตัวก็ได้มีโอกาสพูดคุย ให้กำลังใจท่านสส. โดยเชิญท่านไปพูดคุยที่ห้องและให้กำลังใจท่านให้ความเห็นใจ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวที่ตนปฏิบัติต่อสมาชิก ส่วนเรื่องการติดตามคดี ตนก็ได้ติดตามฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เขาก็ทำงานเต็มที่ ส่วนข้อเสนอที่ให้ตั้งคณะกรรมการ คิดว่าคดีคืบหน้าไปแล้ว ก็ปล่อยให้ฝ่ายที่มีหน้าที่ดำเนินการไป ยกเว้นอะไรที่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้สภาแห่งนี้สงสัยในการทำหน้าที่ก็ค่อยมาว่ากัน เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายที่มีหน้าที่รับผิดชอบอยู่
.
“ส่วนเรื่องความปลอดภัยของสมาชิกทุกท่านในสภานี้ เราให้ความสนใจและเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ว่าสมาชิกจะอยู่ภาคใด ความปลอดภัยของสส.ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ติดตามอยู่ไม่ได้นิ่งนอนใจ” นายโสภณ ชี้แจง