...มาดูข้อมูลพื้นฐานบางอย่างก่อน
(๑) ดร. ธนิต โสรัตน์ เคยเปิดเผยไว้ในคลิปหนึ่งว่า ท่านเคยเดินทางด้วยเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ จากท่าเรือแหลมฉบัง จ. ชลบุรี ไป จ. ภูเก็ต ใช้เวลาทั้งหมด 1 วันครึ่ง ด้วยความเร็วเดินทางของเรือ 37 น๊อต ( ความเร็วมาตรฐานของเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ ประมาณ 41 น๊อต)
(๒) การขนส่งสินค้ามากมาย ทางเรือระยะทางเดินสมุทรไกลๆ ถ้าใช้เรือขนาดใหญ่ที่สุด จะทำให้ค่าขนส่งต่อหน่วยราคาต่ำสุด
(๓) เรือขนส่งสินค้าทางทะเลขนาดใหญ่สุด จะมีราคาประมาณลำละ 150 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งยังแพงกว่าเครื่องบนโบอิ้ง 747 ซึ่งมีราคาประมาณลำละ 130 ล้านดอลล่าร์ / ขนาดของเรือประเภทนี้ จะมีขนาดพอๆกับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ของอเมริกา คือ ยาวประมาณ 400 เมตร กว้างประมาณ 62 เมตร ..สามารถบรรทุกตู้สินค้าขนาดมาตรฐานคือ TEU-20 ได้ประมาณ 24,300 ตู้ ( ตู้นี้ จะมีความยาว 20 ฟุต กว้าง 8 ฟุต สูง 10 ฟุต )
(๔) ถ้าเช่าเรือขนส่งขนาดใหญ่นี้มาใช้งาน.. ก็ต้องจ่ายค่าเช่าต่อวัน ประมาณ วันละ 2 ถึง 2.5 ล้านดอลล่าร์ ต่อวัน โดยเฉลี่ย
(๕) รายได้จากสวนทุเรียน ชาวสวนจะมีรายได้ ประมาณ 250,000 ถึง 600,000 บาท ต่อปี
(๖) 1 ตาราง กม. จะมีเนื้อที่ 625 ไร่
---------------------------------------------------------
...สมมุติ ถ้าจะมีเจ้าของเรือสินค้าขนาดใหญ่สักราย จะมาใช้บริการแลนด์บริดจ์...สิ่งที่เขาต้องเจอ คือ
(๑) ต้องหาเรือ 2 ลำ เตรียมไว้อีกฝั่งทะเล เพื่อรอรับส่งตู้สินค้าที่จะขนส่งผ่านทางรถไฟที่วิ่งผ่านแลนด์บริดจ์..ซึ่ง อาจจะต้องซื้อเรือเพิ่มอีกลำ หรือ เช่าเรืออีกลำ ...ถ้าซื้อเรือเพิ่มอีกลำ ก็ต้องลงทุนอีก 150 ล้านดอลล่าร์ ...แต่ ถ้าจะเช่าเรือก็ต้องจ่ายค่าเช่า วันละ 2 ถึง 2.5 ล้านดอลล่าร์ ต่อวัน
(๒) การย้ายตู้สินค้าจำนวน 24,300 ตู้ลงรถไฟ อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 10 วัน ..แล้วเอาตู้พวกนั้น โหลดลงเรืออีกลำ อีกประมาณ 10 วัน พอๆกัน รถไฟที่ขนส่งตู้สินค้า วิ่งผ่านแลนด์บริดจ์ซึ่งมีระยะทางประมาณ 90 กม. อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 วัน .../ รวมๆเวลา น่าจะประมาณเกือบครึ่งเดือน กว่าจะโหลดตู้สินค้าขึ้นเรือลำที่ 2 ได้ครบแล้วออกเดินทางต่อได้
(๓) ตู้ TEU-20 โหลดลงโบกี้รถไฟ ก็จะได้ 1 โบกี้ ต่อ 1 ตู้ ... รถไฟขบวนหนึ่งๆ จะมีโบกี้ ได้มากที่สุดน่าจะได้ประมาณ 250 โบกี้ อย่างมาก (เห็นที่อเมริกา โบกี้รถไฟขนส่งสินค้าระหว่างรัฐ มีประมาณ 200 กว่าตู้) ... นั่นคือ กว่าจะขนย้ายตู้ TEU-20 ลงได้ครบหมด ต้องใช้ขบวนรถไฟประมาณ 100 ขบวน หรือมากกว่า.../ ถ้าสร้างแลนด์บริดจ์ ก็ต้องกว้างพอจะมีรางรถไฟประมาณอย่างน้อย 10 ราง ซึ่ง ทำให้แลนด์บริดจ์กินเนื้อที่ส่วนกว้างมากมาย อาจจะกว้างถึง 1 กม. รวมทั้งทางรถไฟและทางรถยนตร์ จะทำลายพื้นที่มากมาย จะทำลายสวนทุเรียนที่ต้องรื้อทิ้งมาสร้างแลนด์บริดจ์ มากมาย ...
(๔) ลองมาคำณวนง่ายๆความสูญเสียจากชาวสวนทุเรียน.. คือ แลนด์บริดจ์ อาจจะต้องใช้เนื้อที่ประมาณ 90 ตารางกม. ซึ่งก็คือ ประมาณ 56,250 ไร่ ... นั่นคือ จะทำให้รายได้จากสวนทุเรียน สูญเสียไปประมาณ 12,000 ล้านบาท ต่อปี..(สมมุติ คิดเฉลี่ย รายได้จากสวนทุเรียนประมาณ 400,000 บาท ต่อไร่ และมีสวนทุเรียนที่ต้องทำลาย เพื่อเอาพื้นที่ไปสร้างแลนด์บริดจ์ สักประมาณ 30,000 ไร่)
(๕) สมมุติมีเรือโง่ๆลำเดียว มาใช้บริการแลนด์บริดจ์ ไม่มีเรือโง่ๆลำอื่นๆรอคิวขวางอยู่ข้างหน้า ก็ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน กว่าจะขนย้ายตู้ไปอีกฝั่งหนึ่งเสร็จแล้วจึงออกเดินทาง ... แต่ ถ้าสมมุติมีเรือโง่ๆลำอื่นๆสักประมาณ 5 ลำ รอคิวขวางอยู่ข้างหน้า เรือลำที่ 6 ที่รอด้านหลัง จะต้องรอประมาณ เกือบ 3 เดือน กว่าจะได้เข้าเทียบท่า ...แต่ถ้าไปวิ่งผ่านช่องแคบมะละกา ก็วิ่งผ่านฉลุยไปได้เลยทันที ใช้เวลาอย่างมากไม่เกิน 20 ชั่วโมง ไม่ต้องหาเรือ 2 ลำ ไม่ต้องจ่ายค่าขนย้ายตู้สินค้า ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆ ไม่ต้องรอเป็นเดือนๆ
(๖) ยังไม่รู้ว่า การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติจากทะเลทั้ง 2 ฝั่ง ในการสร้างแลนด์บริดจ์ จะสูญเสียไปมากมายขนาดไหน คิดเป็นตัวเงินเท่าไหร่ ???
ผมคิดแล้ว รู้สึกเหมือนจะอ๊วก พวกนักการเมือง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวจนหน้ามืด ไม่สนใจคิดอะไรอีก !!
$$ ถ้าแลนด์บริดจ์ทำเสร็จ คุณๆคิดว่าจะมีเจ้าของเรือขนส่งทางทะเลรายไหน สักกี่ราย ? จะโง่เขลามาใช้บริการ ??? $$
(๑) ดร. ธนิต โสรัตน์ เคยเปิดเผยไว้ในคลิปหนึ่งว่า ท่านเคยเดินทางด้วยเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ จากท่าเรือแหลมฉบัง จ. ชลบุรี ไป จ. ภูเก็ต ใช้เวลาทั้งหมด 1 วันครึ่ง ด้วยความเร็วเดินทางของเรือ 37 น๊อต ( ความเร็วมาตรฐานของเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ ประมาณ 41 น๊อต)
(๒) การขนส่งสินค้ามากมาย ทางเรือระยะทางเดินสมุทรไกลๆ ถ้าใช้เรือขนาดใหญ่ที่สุด จะทำให้ค่าขนส่งต่อหน่วยราคาต่ำสุด
(๓) เรือขนส่งสินค้าทางทะเลขนาดใหญ่สุด จะมีราคาประมาณลำละ 150 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งยังแพงกว่าเครื่องบนโบอิ้ง 747 ซึ่งมีราคาประมาณลำละ 130 ล้านดอลล่าร์ / ขนาดของเรือประเภทนี้ จะมีขนาดพอๆกับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ของอเมริกา คือ ยาวประมาณ 400 เมตร กว้างประมาณ 62 เมตร ..สามารถบรรทุกตู้สินค้าขนาดมาตรฐานคือ TEU-20 ได้ประมาณ 24,300 ตู้ ( ตู้นี้ จะมีความยาว 20 ฟุต กว้าง 8 ฟุต สูง 10 ฟุต )
(๔) ถ้าเช่าเรือขนส่งขนาดใหญ่นี้มาใช้งาน.. ก็ต้องจ่ายค่าเช่าต่อวัน ประมาณ วันละ 2 ถึง 2.5 ล้านดอลล่าร์ ต่อวัน โดยเฉลี่ย
(๕) รายได้จากสวนทุเรียน ชาวสวนจะมีรายได้ ประมาณ 250,000 ถึง 600,000 บาท ต่อปี
(๖) 1 ตาราง กม. จะมีเนื้อที่ 625 ไร่
---------------------------------------------------------
...สมมุติ ถ้าจะมีเจ้าของเรือสินค้าขนาดใหญ่สักราย จะมาใช้บริการแลนด์บริดจ์...สิ่งที่เขาต้องเจอ คือ
(๑) ต้องหาเรือ 2 ลำ เตรียมไว้อีกฝั่งทะเล เพื่อรอรับส่งตู้สินค้าที่จะขนส่งผ่านทางรถไฟที่วิ่งผ่านแลนด์บริดจ์..ซึ่ง อาจจะต้องซื้อเรือเพิ่มอีกลำ หรือ เช่าเรืออีกลำ ...ถ้าซื้อเรือเพิ่มอีกลำ ก็ต้องลงทุนอีก 150 ล้านดอลล่าร์ ...แต่ ถ้าจะเช่าเรือก็ต้องจ่ายค่าเช่า วันละ 2 ถึง 2.5 ล้านดอลล่าร์ ต่อวัน
(๒) การย้ายตู้สินค้าจำนวน 24,300 ตู้ลงรถไฟ อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 10 วัน ..แล้วเอาตู้พวกนั้น โหลดลงเรืออีกลำ อีกประมาณ 10 วัน พอๆกัน รถไฟที่ขนส่งตู้สินค้า วิ่งผ่านแลนด์บริดจ์ซึ่งมีระยะทางประมาณ 90 กม. อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 วัน .../ รวมๆเวลา น่าจะประมาณเกือบครึ่งเดือน กว่าจะโหลดตู้สินค้าขึ้นเรือลำที่ 2 ได้ครบแล้วออกเดินทางต่อได้
(๓) ตู้ TEU-20 โหลดลงโบกี้รถไฟ ก็จะได้ 1 โบกี้ ต่อ 1 ตู้ ... รถไฟขบวนหนึ่งๆ จะมีโบกี้ ได้มากที่สุดน่าจะได้ประมาณ 250 โบกี้ อย่างมาก (เห็นที่อเมริกา โบกี้รถไฟขนส่งสินค้าระหว่างรัฐ มีประมาณ 200 กว่าตู้) ... นั่นคือ กว่าจะขนย้ายตู้ TEU-20 ลงได้ครบหมด ต้องใช้ขบวนรถไฟประมาณ 100 ขบวน หรือมากกว่า.../ ถ้าสร้างแลนด์บริดจ์ ก็ต้องกว้างพอจะมีรางรถไฟประมาณอย่างน้อย 10 ราง ซึ่ง ทำให้แลนด์บริดจ์กินเนื้อที่ส่วนกว้างมากมาย อาจจะกว้างถึง 1 กม. รวมทั้งทางรถไฟและทางรถยนตร์ จะทำลายพื้นที่มากมาย จะทำลายสวนทุเรียนที่ต้องรื้อทิ้งมาสร้างแลนด์บริดจ์ มากมาย ...
(๔) ลองมาคำณวนง่ายๆความสูญเสียจากชาวสวนทุเรียน.. คือ แลนด์บริดจ์ อาจจะต้องใช้เนื้อที่ประมาณ 90 ตารางกม. ซึ่งก็คือ ประมาณ 56,250 ไร่ ... นั่นคือ จะทำให้รายได้จากสวนทุเรียน สูญเสียไปประมาณ 12,000 ล้านบาท ต่อปี..(สมมุติ คิดเฉลี่ย รายได้จากสวนทุเรียนประมาณ 400,000 บาท ต่อไร่ และมีสวนทุเรียนที่ต้องทำลาย เพื่อเอาพื้นที่ไปสร้างแลนด์บริดจ์ สักประมาณ 30,000 ไร่)
(๕) สมมุติมีเรือโง่ๆลำเดียว มาใช้บริการแลนด์บริดจ์ ไม่มีเรือโง่ๆลำอื่นๆรอคิวขวางอยู่ข้างหน้า ก็ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน กว่าจะขนย้ายตู้ไปอีกฝั่งหนึ่งเสร็จแล้วจึงออกเดินทาง ... แต่ ถ้าสมมุติมีเรือโง่ๆลำอื่นๆสักประมาณ 5 ลำ รอคิวขวางอยู่ข้างหน้า เรือลำที่ 6 ที่รอด้านหลัง จะต้องรอประมาณ เกือบ 3 เดือน กว่าจะได้เข้าเทียบท่า ...แต่ถ้าไปวิ่งผ่านช่องแคบมะละกา ก็วิ่งผ่านฉลุยไปได้เลยทันที ใช้เวลาอย่างมากไม่เกิน 20 ชั่วโมง ไม่ต้องหาเรือ 2 ลำ ไม่ต้องจ่ายค่าขนย้ายตู้สินค้า ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆ ไม่ต้องรอเป็นเดือนๆ
(๖) ยังไม่รู้ว่า การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติจากทะเลทั้ง 2 ฝั่ง ในการสร้างแลนด์บริดจ์ จะสูญเสียไปมากมายขนาดไหน คิดเป็นตัวเงินเท่าไหร่ ???