[DAY: 24] เรียน Phonics (หลักการออกเสียงภาษาอังกฤษ) ด้วยตัวเอง

(19) THE "AIR" SOUND



📌 เรียนโฟนิกส์วันที่ 24

เดินทางมาถึงสระประสมตัวรองสุดท้ายแล้วครับ วันนี้เราจะมาดู “สระแอร์” และตัวสะกดของมัน (ปวดหัวใช่เล่นเลย!)

สระแอร์ หรือ “The AIR sound” เป็น diphthong (สระประสม) ระหว่างสระเอะ + สระเออะ ดังที่เราจะเห็นได้จากโฟเนติกส์ของสระตัวนี้คือ // (หากออกเสียง เอะ-เออะ ๆ ๆ ๆ ต่อเนื่องเร็ว ๆ ก็จะได้เสียงที่ถูกต้องของสระตัวนี้ครับ มันจะฟังคล้าย ๆ “แอ”) 

ในสำเนียงอเมริกันสระตัวนี้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “R-Controlled Vowels“ (สระที่พ่วงเสียง R มาด้วยเสมอ) ซึ่งมันแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยคือ R-Controlled ที่เป็นสระเสียงยาวทั่วไป (Long vowels as monophthongs) ได้แก่ สระ “AR” “OR” “ER” (รวมถึง “IR” “UR”)

และอีกกลุ่มคือ R-Controlled ที่เป็นสระประสม (Long vowels as diphthongs) ได้แก่สระ “EAR” ที่เราเจอไปในวันที่ 23 และสระ “AIR” ในวันนี้ รวมไปถึงสระ “OUR” (อัวร์) ที่เราจะเจอในวันสุดท้ายด้วยครับ

ดังนั้นถ้าเราไปดูโฟเนติกส์ของสระแอร์ในสำเนียงอเมริกัน มันจะเขียนเป็น /er/ คือเป็นการรวมระหว่างสระเออะและตัว R (ตัว R จะเป็นเสียง “เออรฺ”) 
. . . . . . . . . . . . . . .

เราจะเห็นความแตกต่างเวลาพูดคำว่า “Care” “Fair” “There” คือ...

🇬🇧 คนอังกฤษจะออกเสียงประมาณ “เค-เออะ” “เฟ-เออะ” “เธ-เออะ”
🇺🇸 คนอเมริกันจะออกเสียงประมาณ “เค-เออรฺ” “เฟ-เออรฺ” “เธ-เออรฺ”

แต่ถ้าพูดเร็ว ๆ ทั้งสองสำเนียงก็ไม่ต่างกันมากครับ มันจะฟังดูคล้าย ๆ “สระแอร์” นั่นเองครับ (อังกฤษ “แค แฟ แธ” vs อเมริกัน “แครฺ แฟรฺ แธรฺ”)

แต่ให้เราเข้าใจว่าเวลา native speaker ออกเสียงสระตัวนี้เขาจะเน้นเสียงที่ “สระเอะ” /e.../ ด้านหน้า ไม่ว่าจะอ่านเป็นสำเนียงอังกฤษ /e + ə/ (เอะ-เออะ —> แอ) หรืออเมริกัน /e + r/ (เอะ-เออรฺ —> แอรฺ) ก็ตาม
_______________

19. “สระแอร์” (The AIR sound —> /eə/, /er/) มีตัวสะกดหลักอยู่ 2 แบบหลัก

1) “-air” เช่น air, fair, hair, stair, chair, pair

2) “-are” เช่น care, dare, fare, share, square, bare

📌 ข้อสังเกต: จุดที่สำคัญให้เราสังเกตคือ... สระแอร์ไม่ชอบ “พยัญชนะท้าย” ครับ ดังนั้นคำศัพท์ที่ใช้สระแอร์นี้จะไม่ค่อยมี final consonant ต่อท้ายสักเท่าไร หรือพูดในมุมของนักภาษาศาสตร์ก็คือสระประสมตัวนี้มันมักจะเป็น “open syllable“ (พยางค์เปิด)

น้อยมากครับที่เราจะเจอ -air หรือ -are ต่อท้ายด้วยตัวสะกด หรือถ้าเราเคยเจอก็มั่นใจได้เลยว่ามันเป็นคำ rare ๆ ที่คนทั่วไปเขาไม่ใช่กัน เช่นคำว่า “Bairn” (แบร์น) ที่แปลว่า เด็กน้อย (child) ซึ่งเป็นคำเฉพาะของภาษาอังกฤษที่สกอตแลนด์ (Scottish English)

หรือคำว่า “Laird” (แลร์ด) ที่หมายถึง Lord (ตำแหน่งขุนนาง) แต่ในบริบทของ Laird นี้อาจจะหมายถึงแค่บุคคลที่มีที่นาเยอะ (ถ้าเทียบกับสังคมไทยสมัยก่อนก็หมายถึงคนที่มีตำแหน่ง “ศักดินา” อยู่ในระดับสูงนั่นเองครับ) คำนี้เป็น Scottish English เช่นกัน

และอีกคำคือ “Cairn” (แคร์น) ที่แปลว่า “กองหิน” ที่กองรวมกันขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานฝังศพบุคคลสำคัญ (หรือบางกรณีก็อาจจะเป็นแค่สัญลักษณ์บอกทางก็ได้ครับ ลองเปิดรูปดูจะอ๋อเลยว่า Cairn คืออะไร)

อันนี้ไม่รวมกรณีที่มันเติม -ed นะครับ เช่น care 👉🏻 “cared” หรือ share 👉🏻 “shared” หรือ “คำนาม” ที่สะกดด้วย -air ในกรณีที่มันเติม -s ให้เป็นพหูพจน์ เช่น stair 👉🏻 “stairs” หรือ chair 👉🏻 “chairs” เป็นต้น แบบนี้ไม่ถือว่าเป็น final consonant อย่างเป็นทางการหรอก (เราเรียกมันว่า suffix เท่านั้น)
. . . . . . . . . . . . . . .

ตัวสะกดรองของสระ Air มีอยู่ 3 แบบ

3) “-ear” เช่น bear, pear, wear, tear (แทร์ แปลว่า ฉีกขาด)

4) “-ere” เช่น where, there

5) “-eir” เช่น their, heir, heiress

📌 ข้อสังเกต: ในกลุ่มตัวสะกดของสระแอร์นี้มันมี “homophone” อยู่เยอะพอสมควรเลยครับ (homophone = คำที่อ่านเหมือนกันเป๊ะ แม้จะสะกดต่างกันนิดหน่อย)

—> “Fair” ที่แปลว่า ยุติธรรม, สวยงาม vs “Fare” ที่แปลว่า ค่าโดยสาร
—> “Hair” ที่แปลว่า เส้นผม vs “Hare” ที่แปลว่า กระต่ายป่า
—> “Stair” ที่แปลว่า บันได vs “Stare” ที่แปลว่า จ้องมอง
—> “Their” ที่แปลว่า ของพวกเขา vs “There” ที่แปลว่า ที่นั่น

บางทีก็มีสามคำเลย
—> “Wear” ที่แปลว่า ใส่ vs “Ware” ที่แปลว่า ภาชนะ vs “Where” ที่แปลว่า ที่ไหน
—> “Pair” ที่แปลว่า คู่ vs “Pear” ที่แปลว่า ผลไม้ลูกแพร์ vs “Pare” ที่แปลว่า ปอกเปลือก(ผลไม้)
—> “Air” ที่แปลว่า อากาศ vs “Heir” ที่แปลว่า ทายาท vs “Ere” ที่แปลว่า ก่อนหน้านี้

คู่สามเศร้าอันสุดท้ายนี้ต้องระวังครับ คำว่า Air ไม่มีปัญหาหรอกทุกคนอ่านถูก แต่พอเป็นคำว่า Heir หลายคนจะเริ่มอ่านผิดแล้ว (คำนี้ H เป็น silent letter ครับ มันจึงอ่านเหมือนคำว่า Air ทุกประการเลย!) ส่วนคำว่า Ere ก็อ่านเหมือนกัน แต่คำนี้เป็นคำโบราณหน่อย (ส่วนมากใช้ในงานเขียนวรรณกรรม)
. . . . . . . . . . . . . . .

ตัวสะกดแบบ “แรร์” ของสระ Air มีอยู่สองแบบ

6) “-ayer”, “-ayor” เช่น layer, prayer, mayor

7) “-aer” เช่น aerial, aerobics, aerospace

📌 ข้อสังเกต: แม้ว่าสำเนียงไทยเราจะอ่านแยกพยางค์แบบชัดเจนสำหรับคำว่า “layer” (เล-เยอร์) “prayer” (เพร-เยอร์) หรือ “mayor” (เม-เยอร์) แต่เวลาพูดภาษาอังกฤษมันจะรวมกันเป็นพยางค์เดียวครับ (“แลร์” “พฺแรร์”และ “แมร์”)

ส่วน “-aer” จริง ๆ ก็ความหมายเดียวกับ air นี่แหละครับ เช่น “aerial” มันก็แปลว่า in the air นั่นเอง หรือคำว่า “aerobics” ก็มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ “ἀήρ” อ่านว่า “aēr” (ซึ่งก็คือคำว่า air ในปัจจุบัน) และ “βίος” อ่านว่า “bios” แปลว่า life (ซึ่งเป็นรากศัพท์ของ biology (the study of life) ด้วย)

ดังนั้นถ้าแปลจากรากศัพท์ “aero” (air) + “bics” (bios) รวมกันจึงแปลว่า living in air หรือ life on oxygen ซึ่งก็หมายถึงการออกกำลังกายโดยเน้นการนำออกซิเจนเข้ากระแสเลือด (เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น) นั่นเองครับ (มันก็คือการเต้นแอโรบิกนั่นแหละ! 😂🙌🏻)
_______________

สุดท้ายก่อนจบ แม้แต่ native speakers ก็ยังเถียงกันว่า “Merry” (ใน Merry Christmas) ออกเสียงแบบถูกต้องคือ? มันอ่านเหมือน “Mary” ที่เป็นชื่อคนหรือเปล่า? หากเราเปิดเช็กใน Dictionary จะพบว่าโฟเนติกส์ของทั้งสำเนียงอังกฤษและอเมริกันมันเขียนเหมือนกันเลยคือ UK: /ˈmer.i/ และ US: /ˈmer.i/

แต่เราอย่าโดนหลอกครับ เพราะผมบอกไปแล้วในตอนต้นว่าโฟเนติกส์ของ “สระแอร์” ในสำเนียงอเมริกันคือ /er/ ดังนั้นในขณะที่คนอังกฤษอ่าน Merry และ Mary ว่า “เมะ-รี” โดยใช้สระเอะ /e/ สำเนียงอเมริกันจะอ่านสองคำนี้ว่า “แม-รี” โดยใช้สระแอร์ /er/

รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน
JGC.

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่