เวียดนามยึดบัลลังก์ทุเรียนจีนจากไทยไปแล้ว — วิกฤตจริงที่ถูกดราม่า “ทุเรียน 100 บาท” กลบไว้

ในช่วงที่สื่อและสังคมไทยกำลังให้ความสนใจกับกระแสราคาทุเรียนในแคมเปญไลฟ์สด “ลูกละ 100 บาท” ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างร้อนแรง ทั้งเรื่องคุณภาพ ราคา และความเหมาะสมของนโยบาย สิ่งที่อาจถูกมองข้ามไปคือภัยคุกคามที่ใหญ่กว่านั้นมาก นั่นคืออนาคตของอุตสาหกรรมทุเรียนไทยในตลาดจีน ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างอย่างเงียบ ๆ แต่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

คำถามสำคัญคือ ภาคนโยบายของไทยกำลังเสียเวลาไปกับดราม่ารายวัน ซึ่งเป็นเพียงอาการผิวเผินของปัญหา ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันในระดับโครงสร้างกำลังสั่นคลอนอยู่หรือไม่

ทันข่าวลงทุนประเมินว่า ปี 2025 คือหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่า “ตำแหน่งเบอร์หนึ่งของทุเรียนไทย” ในดินแดนมังกรอาจกำลังกลายเป็นอดีต หลังเวียดนามสามารถเบียดไทยขึ้นเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดอันดับหนึ่งไปยังตลาดจีนได้เป็นครั้งแรก

ตัวเลขที่กระทรวงพาณิชย์ควรมองระยะยาว ไม่ใช่เพียงระยะสั้น

ข้อมูลจากศุลกากรจีนในปี 2025 สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างชัดเจน ยอดนำเข้าทุเรียนสดทั้งหมดของจีนอยู่ที่ 1,868,003 ตัน ในจำนวนนี้เป็นทุเรียนจากเวียดนามสูงถึง 941,004 ตัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 50.37% นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เวียดนามก้าวข้ามไทยขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งอย่างเต็มตัว

ขณะที่ไทยตกมาอยู่อันดับสอง ด้วยปริมาณ 920,749 ตัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่ง 49.29% ส่วนผู้ส่งออกรายอื่น ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และกัมพูชา ยังมีสัดส่วนรวมกันไม่ถึง 1% ของตลาดทั้งหมด

เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นความเร็วในการขยายตัวของเวียดนามอย่างชัดเจน ในปี 2023 เวียดนามยังมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 34.55% ขณะที่ไทยครองตลาดอย่างแข็งแกร่งที่ 65.79% ต่อมาในปี 2024 ส่วนแบ่งของเวียดนามขยับขึ้นเป็น 47.22% ขณะที่ไทยลดลงเหลือ 51.90% ก่อนที่ปี 2025 จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเวียดนามสามารถแซงหน้าไทยได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

ที่น่าสังเกตคือ เวียดนามเพิ่งลงนามพิธีสารส่งออกทุเรียนสดกับจีนเมื่อปี 2022 เท่านั้น ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่า การที่ผู้เล่นหน้าใหม่ใช้เวลาเพียง 3 ปีในการโค่นแชมป์เก่าที่ครองตลาดมานานหลายทศวรรษ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ฝ่ายบริหารของไทยอาจมองข้ามมาอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณแซงแล้ว มูลค่ารวมจ่อแซง — พรีเมียมไทยเปราะบางกว่าที่คิด

หลายฝ่ายอาจปลอบใจตัวเองว่า เวียดนามชนะเพราะขายราคาถูกกว่า ซึ่งในระดับหนึ่งก็เป็นความจริง มูลค่าต่อตันของทุเรียนเวียดนามในตลาดจีนต่ำกว่าไทยอยู่ราว 15-19% แต่เมื่อมองข้อมูลเชิงลึกในภาพรวม 4 ปี ภาพที่ปรากฏกลับซับซ้อนกว่านั้น และเปราะบางสำหรับฝั่งไทยมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ

ในมิติปริมาณการส่งออกเข้าสู่ตลาดจีน เวียดนามแซงไทยไปแล้วในปี 2025 ด้วยยอด 940,000 ตัน เทียบกับไทยที่ 928,000 ตัน นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้เล่นหน้าใหม่ ซึ่งในปี 2021 ส่งออกเข้าจีนแทบเป็นศูนย์ และในปี 2022 อยู่ที่เพียง 41,000 ตัน สามารถก้าวข้ามเจ้าตลาดเดิมได้ภายในเวลาเพียง 3-4 ปี

ตัวเลขประมาณการปี 2026 ที่ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนรวบรวม ยังบ่งชี้ว่าเวียดนามจะขยับขึ้นไปที่ราว 1.05 ล้านตัน ขณะที่ไทยจะอยู่ที่ราว 950,000 ตัน ทำให้ช่องว่างด้านปริมาณมีแนวโน้มขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

ในมิติรายได้ ตัวเลขเล่าเรื่องในทิศทางเดียวกัน ในปี 2025 ไทยทำรายได้จากตลาดจีนราว 4.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามทำได้ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ห่างกันเพียง 600 ล้านดอลลาร์ เทียบกับปี 2022 ที่ช่องว่างเคยห่างกันถึง 20 เท่า โดยไทยมีรายได้ 3.8 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามมีรายได้เพียง 0.19 พันล้านดอลลาร์

ตามตัวเลขประมาณการปี 2026 ช่องว่างดังกล่าวจะหุบลงเหลือเพียงราว 5% หรือประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ โดยไทยอยู่ที่ 4.2 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ 4.0 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้น การที่เวียดนามจะไล่ทันไทยในด้านมูลค่ารวมในตลาดจีน จึงอาจเป็นเรื่องของอีกไม่กี่ไตรมาส และมีโอกาสเกิดขึ้นภายในปี 2027 อย่างช้าที่สุด

ในมิติคุณภาพที่สะท้อนผ่านมูลค่าเฉลี่ยต่อตัน ทุเรียนไทยยังคงรักษาตำแหน่งพรีเมียมในตลาดจีนได้ ในปี 2025 มูลค่าต่อตันของไทยอยู่ที่ราว 4,310 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเวียดนามที่ 3,617 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 19% ส่วนตัวเลขปี 2026 ก็ยังคงรักษาช่องว่างไว้ที่ราว 16% โดยไทยอยู่ที่ 4,420 ดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ 3,810 ดอลลาร์ต่อตัน นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้รายได้รวมของไทยยังนำเวียดนามอยู่ แม้ปริมาณจะถูกแซงไปแล้วก็ตาม

แต่นี่คือจุดที่ทันข่าวลงทุนเห็นว่าสถานการณ์ของไทยเปราะบางกว่าที่ตัวเลขบอก เมื่อนำพรีเมียมต่อตันของไทยที่ 16-19% มาเทียบกับช่องว่างราคาระหว่างทุเรียนหมอนทองกับ Ri6 ซึ่งอยู่ราว 15% ในระดับสายพันธุ์ต่อสายพันธุ์ จะพบว่าตัวเลขทั้งสองแทบซ้อนทับกันพอดี

นั่นหมายความว่า พรีเมียมที่ไทยได้รับในตลาดจีนแทบทั้งหมด อาจไม่ได้มาจาก “แบรนด์ทุเรียนไทย” หรือคุณภาพการผลิตที่เหนือกว่าโดยตัวมันเอง แต่มาจากการที่ไทยส่งออกหมอนทองเป็นสายพันธุ์หลัก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มพรีเมียมตามธรรมชาติของสายพันธุ์อยู่แล้ว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยไม่ได้มี Pricing Power ที่มาจากคุณภาพการผลิตซึ่งอยู่เหนือชั้นสายพันธุ์ หากวันใดผู้บริโภคจีนเริ่มยอมรับให้ Ri6 ขึ้นมาแทนที่หมอนทองในตำแหน่งพรีเมียม หรือเวียดนามสามารถยกระดับสายพันธุ์ของตนขึ้นมาแข่งกับหมอนทองได้โดยตรง พรีเมียมต่อตันของไทยอาจหายไปทันที พร้อมกับฐานรายได้ที่ยังเหลืออยู่

พูดให้ตรงคือ การที่เวียดนามแซงไทยไม่ใช่เพียงสงครามตัดราคาธรรมดา ทันข่าวลงทุนประเมินว่า ในปี 2025 เวียดนามแซงไทยในด้านปริมาณไปแล้ว และในปี 2026 หรืออย่างช้าที่สุดปี 2027 เวียดนามมีแนวโน้มจะแซงไทยในด้านมูลค่ารวมตามมา ส่วนพรีเมียมต่อตันที่ไทยยังถืออยู่ก็เปราะบาง เพราะมาจากการพึ่งพาสายพันธุ์เดียว มากกว่ามาจากแบรนด์ที่ผู้บริโภคจีนยอมจ่ายเพิ่มเพราะเป็น “ทุเรียนไทย”

ไทยจึงเหลือเวลาอีกไม่มากในการปรับยุทธศาสตร์ ก่อนที่ตำแหน่งเบอร์หนึ่งในทุกมิติจะตกเป็นของเวียดนามอย่างถาวร

สามปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เวียดนามมี แต่ไทยยังขาด
(ต่อในคห.1)
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงานทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

CR Facebook Page "ทันข่าวลงทุน"
⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่