"The Green Mile" - หนังที่ทำให้หัวใจคุณอบอุ่นปนเศร้า จนอยากจะไปนั่งมองดาวด้วยกัน


TITLE: "The Green Mile" - หนังที่ทำให้หัวใจคุณอบอุ่นปนเศร้า จนอยากจะไปนั่งมองดาวด้วยกัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังเก่าแต่เก๋ามาเล่าให้ฟังครับ เป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะเคยดูแล้ว หรือบางคนอาจจะยังไม่เคยได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของมัน เรื่องนั้นก็คือ "The Green Mile" นั่นเองครับ เห็นชื่อแล้วอาจจะนึกว่าเป็นหนังสงครามเขียวๆ อะไรสักอย่าง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลยครับ มันคือหนังดราม่าแฟนตาซีที่เข้มข้น เต็มไปด้วยอารมณ์ และจะทำให้คุณตั้งคำถามกับหลายๆ อย่างในชีวิตไปอีกนานเลยทีเดียว

ผมเพิ่งมีโอกาสได้กลับมาดู "The Green Mile" อีกครั้ง หลังจากที่เคยดูครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นยังเด็กอยู่เลย ดูไปน้ำตาไหลไป หนังมันเล่นกับความรู้สึกของเราได้ถึงแก่นจริงๆ ครับ พอโตขึ้นมาดูอีกครั้ง ความรู้สึกมันก็ยังคงเดิม ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย อาจจะเข้าใจอะไรมากขึ้นด้วยซ้ำ

หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องในคุกที่ชื่อว่า "โคลด์เมาท์เท่น" ในช่วงปี 1935 ครับ เป็นยุคที่การลงโทษประหารชีวิตยังคงมีอยู่ และ "The Green Mile" ก็คือทางเดินสุดท้ายของนักโทษประหารก่อนจะไปขึ้นเก้าอี้ไฟฟ้า ซึ่งก็คือทางเดินสีเขียวๆ นั่นแหละครับ ชื่อเรื่องก็มาจากตรงนี้เลย ตัวละครหลักของเราคือ พอล เอจคอมบ์ (รับบทโดย Tom Hanks) ผู้คุมเรือนจำที่กำลังจะปลดประจำการ เขาเป็นคนดี มีคุณธรรม และทำงานในหน้าที่ของเขาอย่างซื่อสัตย์

ชีวิตประจำวันของพอลกับทีมผู้คุมก็วนเวียนอยู่กับการดูแลนักโทษประหารไปจนถึงวันสุดท้ายของพวกเขา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพวกอาชญากรที่ทำผิดร้ายแรง แต่แล้ววันหนึ่ง ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อมีนักโทษคนใหม่ถูกส่งเข้ามา เขาชื่อ จอห์น คอฟฟีย์ (รับบทโดย Michael Clarke Duncan) เป็นชายร่างยักษ์ ผิวสี ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมเด็กหญิงสองคน

แต่สิ่งที่ทำให้พอลและเพื่อนผู้คุมคนอื่นๆ ประหลาดใจก็คือ จอห์น คอฟฟีย์ ไม่ได้มีท่าทีเหมือนอาชญากรเลย เขาดูอ่อนโยน เรียบง่าย และดูเหมือนจะไม่สามารถทำร้ายใครได้เลย แถมยังมีความสามารถพิเศษที่เหนือธรรมชาติอีกด้วย ซึ่งความสามารถนี้แหละครับ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษมากๆ

ผมบอกเลยว่าการแสดงของ Michael Clarke Duncan ในบท จอห์น คอฟฟีย์ นั้นสุดยอดมากๆ ครับ เขาถ่ายทอดความเป็นคนบริสุทธิ์ ผู้มีจิตใจดี แต่ต้องแบกรับความเจ็บปวดและความเข้าใจผิดของโลกได้อย่างน่าทึ่ง ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวบนจอ เราจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ความเศร้า และความมหัศจรรย์ไปพร้อมๆ กัน เป็นการแสดงที่ทำให้คนดูเชื่อในตัวละครนี้อย่างสนิทใจ

Tom Hanks เองก็ไม่ต้องพูดถึงครับ เป็นนักแสดงที่ไว้วางใจได้เสมอ เขาถ่ายทอดบทพอล เอจคอมบ์ ออกมาได้อย่างสมจริง เป็นผู้คุมที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่เข้ามาในชีวิตอันแสนธรรมดาของเขา การที่เขาต้องตัดสินใจเรื่องราวที่ซับซ้อนเหล่านี้ มันสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ที่เราทุกคนต้องเจอ

นอกจากสองนักแสดงนำแล้ว นักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันครับ ทั้ง David Morse ในบท Brutus Howell ผู้คุมที่ดูแข็งกร้าวแต่มีหัวใจ หรือ Michael Jeter ในบท Eduard Delacroix ผู้คุมที่ทำร้ายนักโทษจนกลายเป็นภาพจำที่ติดตา แต่ก็มีช่วงเวลาที่ทำให้เราเห็นความเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง

สิ่งที่ผมชอบใน "The Green Mile" คือวิธีการเล่าเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไปครับ ผู้กำกับ Frank Darabont เขาค่อยๆ ปูเรื่อง สร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ทำให้เราผูกพันกับพวกเขา เมื่อเรื่องราวดำเนินไปถึงจุดที่ความสามารถพิเศษของจอห์น คอฟฟีย์ เริ่มปรากฏ เราจะยิ่งรู้สึกทึ่งและสงสัยไปพร้อมๆ กัน

หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ฉากแอ็คชั่นหวือหวา หรือภาพกราฟิกอลังการ แต่มันคือการเล่าเรื่องที่ทรงพลัง ผ่านบทสนทนาที่เฉียบคม การแสดงที่เข้าถึงอารมณ์ และประเด็นที่ทำให้เราต้องขบคิด

ประเด็นที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่อสารนั้นลึกซึ้งมากครับ มันพูดถึงความยุติธรรม ความเห็นแก่ตัว ความเห็นอกเห็นใจ การตัดสินผู้อื่นจากภายนอก และที่สำคัญที่สุดคือ "ความดี" ที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็ตาม

ฉากที่ผมประทับใจมากๆ และจำได้แม่นยำเสมอ คือฉากที่จอห์น คอฟฟีย์ ใช้ความสามารถของเขาในการรักษาคนครับ มันเป็นฉากที่เต็มไปด้วยพลังงานและความมหัศจรรย์ จนเราแทบลืมหายใจไปเลย อีกฉากหนึ่งที่ทำให้หัวใจเราบีบคั้นก็คือ ฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความตาย มันเป็นฉากที่สะเทือนอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก

"The Green Mile" ไม่ใช่หนังที่จะให้ความบันเทิงแบบผ่อนคลายนะครับ มันเป็นหนังที่ทำให้คุณต้องใช้ความคิด ต้องรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร มันจะทำให้คุณหัวเราะ เศร้า โกรธ และประหลาดใจไปตลอดทั้งเรื่อง

การที่หนังเรื่องนี้ถูกสร้างมาจากนิยายของ Stephen King ก็ยิ่งทำให้มันมีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีกครับ เพราะ King เก่งในการสร้างสรรค์เรื่องราวที่ผสมผสานความสมจริงเข้ากับเรื่องเหนือธรรมชาติได้อย่างลงตัว

ผมอยากแนะนำให้ทุกคนที่ยังไม่เคยดู "The Green Mile" ได้ลองหามาชมกันครับ รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวัง มันเป็นหนังที่จะอยู่ในความทรงจำของคุณไปอีกนานแสนนาน และอาจจะทำให้คุณมองโลกในมุมที่แตกต่างออกไป

สำหรับคนที่เคยดูแล้ว ผมก็อยากชวนให้กลับมาดูอีกครั้งครับ คุณอาจจะค้นพบอะไรใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยสังเกตมาก่อนก็ได้

โดยรวมแล้ว "The Green Mile" คือผลงานชิ้นเอกของวงการภาพยนตร์ครับ มันครบเครื่องทั้งในด้านการเล่าเรื่อง การแสดง และข้อคิดที่ทรงพลัง

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ทำให้หัวใจคุณอบอุ่นปนเศร้า จนอยากจะไปนั่งมองดาวด้วยกัน "The Green Mile" คือคำตอบครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ เจอกันใหม่รีวิวหน้านะครับ สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่