[CR] No.196 CCCL Online Screenings 2026 Vol.1 By CCCL Films Festival

กระทู้รีวิว


1. CONCEIVING OUR FUTURE (2023) Director By Annie Pancak
- นอกจากในหัวไม่ได้คิดจะมีลูกเหมือน 2 หนุ่มสาวชาวไร่แล้วแต่ระหว่างดูมีบางอย่างที่รู้สึกตามในสิ่งที่ทั้ง 2 กำลังเอ่ยความในใจให้ฟังคือชีวิตทีต้องดำรงท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจนคาดการณ์หนทางข้างหน้าลำบากว่าจะเกิดอะไรขึ้น ? ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นก็มาจากฝีมือของมนุษย์อย่างเรา ๆ นี่แหล่ะที่ต้องยอมรับในการเผชิญในสิ่งที่หนังกำลังสื่อสารให้ทราบตลอดระยะเวลาราว 8 นาทีด้วยความรวดไวผ่านความคิดผ่านมุมมองของทั้ง 2 รวมถึงพ่อแม่ของทั้ง 2 ในเชิงบรรยายผสมตั้งคำถามแบบเป็นกันเองตามวิถีชีวิตในชนบทที่สงบและราบรื่นจนย้อนกลับมาดูบ้านเมืองเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้จึงทำได้แต่ถอนหายใจด้วยความเจ็บหัวว่าจะตระหนักกันจริงจังซะทีกี่โมง ? แต่นั่นแหล่ะเป็นสิ่งที่ทราบแก่ใจดี ถ้าในเมื่อระบอบอยู่ยังหวยคัวไม่เลิกอยู่อย่างนี้อย่าว่าคิดแต่จะพัฒนาประเทศหรือมีลูกเลยเอาแค่ว่าวันนี้จะแดกอะไรก่อนดียังนึกลำบากชิหาย


2. AFTER THE STORM (2025) Director of Photography By Nicolas Axelrod
- ไม่ทราบแน่ชัดว่าการนำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านผลกระทบจากเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพัดถล่มประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี 2013 จนนำไปสู่จุดเริ่มต้นของการเคารพสิทธิสตรีและเด็กในเวลาต่อมานี้จะมาก่อนกาลหรือบ้านเราเพิ่งมาตื่นตระหนักจริง ๆ ไม่กี่ปีมานี้ เพราะดูไปแล้วรู้จักตื่นตาในสิ่งที่หนังสารคดีเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดสารที่เคยเกิดขึ้นผ่านมุมมองและความรู้สึกของแต่ละคนที่ให้สัมภาษณ์พร้อมกับภาพประกอบเหตุการณ์จริงหรือซากปรักหักพังของตัวอาคารบ้านเรือนที่เป็นวัตถุพยานประกอบให้ทราบเหตุผลตลอดระยะเวลา 12 นาทีที่ไม่ใช่แค่พูดถึงความเสียหายผ่านโครงสร้างระดับประเทศหากแต่เป็นความรุนแรงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมและจิตใจจนนำไปสู่ความเสี่ยงในสิ่งที่ไม่สมควรหาทำนั่นคือการล่วงละเมิดต่อเด็กและสตรีที่เกิดช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกันที่ทำให้บทสรุปของหนังสั้นสารคดีเรื่องนี้เป็นการตระหนักย้ำเตือนถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีและให้ความใส่ใจกันอย่างจริงจังโดยไม่ลืมความเป็นคน


3. BLACK BUTTERFLIES (2024) Director By David Baute
- พอหนังเล่าออกเป็น 3 Parts จึงทำให้ผมสังเกตุและซึมซับตามหนทางที่ตัวละครนำอย่าง โลบูอิน , วาเนสซ่า และ โซมา ผจญอยู่คนละซีกโลกค่อนข้างสะดวกต่อการประติดประต่อปมที่วางพรมบนโลก Animation ในระยะเวลาราว 1 ชั่วโมง 23 นาทีได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ? ถึงตอนเปิดตัวมึนงงกับการที่หนังนำเสนอในรูปแบบนี้แต่เมื่อมีประเด็นที่น่าสนใจและแข็งแกร่งอย่างวิกฤติการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างพายุถล่มเป็นตัวเชื่อมมันเลยสามารถเชื่อมโยงเป็นครรลองเดียวกันในแง่ของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยทางธรรมชาติเหมือนกัน แม้ต่างรุปแบบก็ตาม ขณะดูรู้สึกชอบตรงงานเส้นและภาพสีอย่างดื่มด่ำจนทำให้นึกถึงเรื่อง Funan (2018) ขึ้นมาในแง่ของความใส่ใจในรายละเอียดที่ออกแบบบรรยากาศได้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริงทว่าจู่ ๆ ช่วงกลางเรื่องรู้สึกหลุดไปกระทันหันเพราะถูกจังหวะการตัดต่อสับเปลี่ยนสะสมจนกลับมาจูนสติอีกทีปรากฎว่าเหตุการณ์มันพาไปอยู่จุดนี้ได้ยังไง ? โดยเฉพาะ Part ของวาเนสซ่า กับ โซมา ขณะที่ Part ของโลบูอิน ไหลเป็นเส้นตรงตลอดมาพอมีเรื่องของความเชื่อผสมปัญหาการลี้ภัยไปยังประเทศที่ 3 กระทั่งการใช้ชีวิตในต่างแดนที่ไม่ได้สวยงามตามที่หวังจึงเกิดอาการมึนไม่ต่างกันทั้งที่ Part อินเดียพูดถึงความเชื่อเหมือนกันแต่คงเพราะมีความเชื่อคล้าย ๆ กันเลยพอไหลตามน้ำที่กำลังก้าวสู่ช่วงท้ายก่อนจากโดยมี ผีเสื้อสีดำ เป็นสื่อนำพากลายเป็นว่าพอหวยออกหน้านี้มันทำให้ผมถึงบางอ้อจนเผลอน้ำตาซึมขอบตาออกมาเมื่อทราบว่าเรื่องของแต่ละคนมาจากเรื่องจริง

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่