(ผมเขียนแต่ไม่ได้เว้นบรรทัดเลยจะอ่านยากนิดนึงนะครับ)
ภายใต้ร่มเงาอันแผ่กว้างของต้นการบูรเก่าแก่ในเขตเรือนพักส่วนตัว ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาเอาความหนาวเย็นมากระทบใบหน้าของเด็กหนุ่ม ทว่าเขากลับหาได้ขยับเขยื้อนหนีไม่
‘หยุนเฟิง’ ในวัยสิบเก้าปี นั่งขัดสมาธิอยู่บนรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นผืนดิน เรือนร่างของเขาสวมทับด้วยชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ปักลวดลายมังกรทะยานด้วยไหมทองคำอร่ามสะท้อนแสงแดดรำไร ดูสง่างามสมฐานะนายน้อยผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลหยุน บนอกเสื้อเบื้องซ้ายสลักอักษรคำว่า ‘หยุน’ ไว้อย่างเด่นชัด ทว่าความสง่างามเหล่านั้นกลับถูกบดบังด้วยร่องรอยแห่งการถูกทุบตีอย่างหนัก
ที่หางตาซ้ายของเขาปูดบวมจนปิดสนิทและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ แก้มซ้ายซับเลือดช้ำเป็นปื้นหนา และมุมปากที่เคยเหยียดตรงบัดนี้มีรอยแตกตกสะเก็ดขังเลือดสีเข้มไว้ข้างใน
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วคมเข้มดั่งกระบี่เข้าหากันเล็กน้อย แววตาที่เหลือใช้งานได้เพียงข้างเดียวจดจ่ออยู่กับท่อนไม้ในมือ มีดแกะสลักเล่มเล็กถูกบังคับด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง บรรจงกรีดลงบนเนื้อไม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รีบร้อน แม้แรงสะเทือนจากการลงมีดจะทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ช้ำหนองนั้นกระตุกด้วยความเจ็บปวด แต่เขากลับไม่มีเสียงครางเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินแม้แต่คำเดียว
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยดังทำลายความเงียบสงบ หยุนเฟิงชะงักมือไปชั่วครู่ ทว่าหาได้เงยหน้าขึ้นมองไม่
ร่างของชายชราในชุดเครื่องแบบผู้อาวุโสเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า เขาคือ ‘ผู้อาวุโสเจ็ด’ ผู้รับหน้าที่ดูแลความเป็นไปในคฤหาสน์ ชายชราก้มลงมองภาพนายน้อยของตนที่สภาพดูแทบไม่ได้ ก่อนจะส่ายหัวช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความระอาปนสมเพช เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนหนวดสีดอกเลาไหวตามแรงลม
“นายน้อย... นี่ท่านไปก่อเรื่องอันใดมาอีกเล่า?”
เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย ราวกับว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องมาทนเห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถของบุตรชายประมุขตระกูลหยุนเช่นนี้
“ก็แค่จัดการกับนายน้อยตระกูลหานมานิดหน่อย...” หยุนเฟิงเอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง ทว่ายังคงความเรียบเฉยราวกระแสน้ำที่หยุดนิ่ง
ผู้อาวุโสเจ็ดแค่นเสียงเหอะในลำคอ ดวงตาฝ้าฟางกวาดมองบาดแผลที่แทบจะกลบรูปโฉมเดิมของเด็กหนุ่มจนมิด “สภาพดูไม่ได้เช่นนี้ คงจะเป็นฝ่ายถูกมัน ‘จัดการ’ มาเสียมากกว่ากระมังนายน้อย”
มือที่กำลังขยับมีดแกะสลักหยุดกึกลงในทันที บรรยากาศรอบตัวหยุนเฟิงคล้ายจะเย็นเยียบขึ้นชั่วขณะ ความเงียบเข้าปกคลุมใต้ต้นการบูรอยู่พักใหญ่ ก่อนที่เขาจะขยับตัว เด็กหนุ่มบรรจงเก็บมีดเล่มเล็กและตุ๊กตาไม้ที่ยังแกะสลักไม่เสร็จดีลงในสาบเสื้ออย่างทะนุถนอม
เขายันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะประท้วงด้วยความระบมจนต้องลอบสูดลมหายใจลึก แต่แผ่นหลังกลับเหยียดตรงอย่างทรนง หยุนเฟิงปัดฝุ่นและเศษไม้ที่ติดอยู่ตามชุดคลุมลายมังกรทองอย่างใจเย็น ก่อนจะปรายตาที่บวมช้ำมองผู้อาวุโสเจ็ด
“คราวหน้า... ข้าจะกลับไปแก้มือ”
คำพูดนั้นราบเรียบ ทว่ามีน้ำหนักอย่างประหลาด หยุนเฟิงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินกะเผลกจากไปทางเรือนพัก ทิ้งให้ชายชรายืนมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวทว่าดื้อรั้นนั้นอยู่ลำพัง
ผู้อาวุโสเจ็ดส่ายหัวพลางทอดถอนใจลึก แววตาฉายความกังวลที่ปิดไม่มิด ‘เฮ้อ... นายน้อยหนอนายน้อย หากนายท่านกลับมาเห็นสภาพของแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียวเป็นเช่นนี้ เมืองวายุหมุนวนคงได้ลุกเป็นไฟแน่’
ทว่าหยุนเฟิงก้าวเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กระแสลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านร่างไปอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสเจ็ดเคลื่อนไหวว่องไวดุจเงาพราย เพียงพริบตาเดียวฝ่ามือเหี่ยวย่นทว่าทรงพลังก็วางทาบลงบนไหล่ของเด็กหนุ่ม
หยุนเฟิงสะดุ้งตัวโยนจนไหล่ทรุด แรงบีบที่กดทับลงมานั้นมหาศาลจนกระดูกส่งเสียงลั่นประท้วง!
“นี่ท่าน... คิดจะใช้ชีวิตเป็นไอ้ขี้แพ้เยี่ยงนี้ไปจนตายงั้นหรือ?” ผู้อาวุโสเจ็ดเอ่ยถาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นหนักแน่นและคมปลาบดั่งศาสตรา ดวงตาที่เคยเฉยชาบัดนี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาบวมช้ำของหยุนเฟิง ราวกับจะเค้นเอาความจริงจากก้นบึ้งของหัวใจ
หยุนเฟิงกัดฟันกรอด ความเจ็บปวดที่ไหล่แล่นพล่านไปทั่วร่างจนหน้าถอดสี เขาจ้องตอบกลับด้วยสายตาที่สั่นระริกทว่าไม่ยอมหลบเลี่ยง
“ถึงข้าจะเป็นได้แค่คนขี้แพ้ไร้ความสามารถ...” เขาเค้นเสียงตอบผ่านไรฟันที่ขบแน่น “แต่อย่างน้อย... ข้าก็ยังได้ลงมือทำ!”
หยุนเฟิงสะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุมอย่างแรง ก่อนจะฝืนเดินกะเผลกจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ผู้อาวุโสเจ็ดทอดสายตามองตามด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความกังวลฉายชัดอยู่ในแววตาอันครุ่นคิด
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตเรือนพักส่วนตัวและปิดประตูลับหลัง หยุนเฟิงก็สิ้นฤทธิ์ในทันที เขาพุ่งตัวทิ้งร่างลงบนเตียงกว้าง เอาหน้าซุกฟูกที่นอนหนานุ่มก่อนจะแหกปากร้องลั่นออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป
“ไอ้เฒ่าบ้านั่น! เจ็บเป็นบ้าเลย ไหล่ข้าเกือบหักอยู่แล้ว บัดซบเอ๊ย!”
เสียงตะโกนนั้นอู้อี้อยู่ใต้ฟูก เขาค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งพลางใช้มือลูบไหล่ซ้ายที่สั่นเทาด้วยความระบม พลางถอดชุดคลุมลายมังกรทองตัวนอกออก ผิวหนังบริเวณหัวไหล่ปรากฏรอยแดงเข้มเป็นร่องนิ้วมือห้าปื้นเด่นชัด กดลึกลงไปในเนื้อจนน่ากลัว
“กะจะให้ข้าพิการเลยหรือไง... โอ๊ย!” เขาร้องลั่นอีกครั้งจนต้องรีบกดหน้าลงกับที่นอนเพื่อซ่อนเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด “โอย... ไอ้สารเลวหานเฟยนั่น แค่หมัดเดียวตัวข้าก็ปลิวแล้ว ข้าจะเอาอะไรไปสู้มันได้... แก้มือรึ? ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่พูดออกไปแบบนั้น!”
เขาลูบบาดแผลบนใบหน้าพลางนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ลานประลอง แผลพวกนี้ไม่ได้เกิดจากหมัดโดยตรง แต่เกิดจากแรงกระแทกมหาศาลที่ส่งให้ร่างของเขาไถลครูดไปกับพื้นกรวดจนเสียโฉม หยุนเฟิงกุมหน้าท้องน้อยที่ยังคงรู้สึกจุกเสียดจนหายใจไม่ทั่วท้อง
“ถ้าไม่มีชุดป้องกันที่ท่านพ่อให้ไว้ หมัดนั่นคงทะลวงพุงข้าเป็นรูไปแล้ว...” เขาสบถเบาๆ
แววตาที่เคยแข็งกร้าวต่อหน้าผู้อื่น บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความสมเพชในความอ่อนแอของตนเอง ความอัดอั้นถาโถมเข้าใส่จนหยุนเฟิงขบฟันแน่นจนสันกรามปูดนูน เขาเหวี่ยงหมัดขวาซัดเข้าใส่กำแพงไม้ภายในห้องอย่างสุดแรงหมายจะระบายโทสะที่คุกรุ่นอยู่ในอก
ปึก!
แรงปะทะหาได้ทำให้กำแพงไม้หนาหนักสะเทือนแม้แต่น้อย กลับกัน ความเจ็บปวดแล่นปราดจากสันหมัดขึ้นไปถึงข้อศอกจนร้าวไปถึงหัวไหล่ หยุนเฟิงหน้าถอดสี รีบใช้มืออีกข้างตะครุบกุมมือที่เพิ่งต่อยออกไปพลางบิดตัวเร่าด้วยความทรมาน
“บัดซบเอ๊ย! แม้แต่กำแพงข้ายังทำอะไรมันไม่ได้ ข้านี่มันอ่อนปวกเปียกสิ้นดี... เฮ้อ” เขาพ่นลมหายใจทิ้งอย่างสมเพชตัวเอง ความโกรธขึ้งมอดดับลงเหลือเพียงความว่างเปล่าที่แสนหดหู่
เด็กหนุ่มฝืนสังขารนั่งขัดสมาธิลงบนเตียง พยายามสงบจิตใจตามหลักการบ่มเพาะที่เคยร่ำเรียนมา เขาหลับตาลงช้าๆ หมายจะรวบรวมลมปราณในอากาศให้ไหลเวียนเข้าสู่จุดตันเถียน ทว่าทันทีที่จิตเริ่มสงบ ภาพเหตุการณ์ในลานประลองก็ผุดขึ้นมาราวกับปีศาจที่คอยตามหลอกหลอน
ภาพหมัดของหานเฟยที่พุ่งเข้ามาดุจดาวตก แรงปะทะที่ส่งร่างเขาลอยละลิ่ว และความรู้สึกยามใบหน้าไถลครูดไปกับพื้นกรวดหยาบหนา...
“ปั้ก!” ราวกับความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง คิ้วเข้มกระตุกรัว สีหน้าเหยเกบิดเบี้ยวจนมิอาจรักษาสมาธิได้อีกต่อไป หยุนเฟิงลืมตาโพล่งขึ้นมาก่อนจะทิ้งตัวนอนแผ่ลงบนเตียงอย่างคนหมดแรง
“ทำไม... ทำไมข้าถึงได้อ่อนแอเช่นนี้” เขาพึมพำกับเพดานห้องด้วยสายตาหม่นแสง “เส้นลมปราณในกายก็ปกติดี การฝึกฝนสมาธิข้าก็ทำมิเคยขาด แต่นอกจากความอึดอัดที่ติดขัดอยู่ในอก ข้ากลับมิเห็นเงาแห่งวรยุทธ์เลยสักนิดเดียว”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักครู่ใหญ่ แววตาของเขาเริ่มสั่นไหวด้วยความเศร้าสร้อยที่ลึกเกินกว่าจะอธิบาย หยุนเฟิงหันมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดยามเย็นยังคงทอประกายสีส้มแดงฉาบไปทั่วขอบฟ้า
“อาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้าเลยสินะ...”
เขากล่าวย้ำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะตัดใจดันกายที่ปวดร้าวขึ้นจากเตียงอีกครั้ง หยุนเฟิงสวมชุดคลุมทับรอยช้ำให้มิดชิด จัดแจงความเรียบร้อยของเสื้อผ้าลายมังกรทอง ก่อนที่เขาจะผละประตูห้องเดินออกไปข้างนอกด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง ทิ้งความเงียบเหงาไว้เบื้องหลัง โดยที่มิมีใครรู้ว่าจุดหมายปลายทางของขยะแห่งตระกูลผู้นี้คือที่ใดกันแน่
หยุนเฟิงก้าวเดินผ่านอาณาเขตอันกว้างขวางของตระกูลหยุนอย่างเงียบเชียบ พื้นที่กว่ายี่สิบหมู่อันประกอบไปด้วยสวนพฤกษาขจี สระน้ำใสกระจ่าง หอตำราที่ดูมนต์ขลัง ไปจนถึงโรงอาหารและลานประลองขนาดใหญ่ที่จุคนได้นับร้อย... ทุกตารางนิ้วถูกจัดวางตามหลักยุทธศาสตร์อันยอดเยี่ยมจนน่าเกรงขาม แม้แต่ตัวเขาที่เกิดและเติบโตที่นี่มาตลอดสิบเก้าปี ก็ยังมิอาจกล่าวได้ว่าเดินสำรวจความยิ่งใหญ่ของบ้านตัวเองได้ครบถ้วน
เมื่อเข้าใกล้ประตูบานยักษ์ที่สูงตระหง่านถึงสองจั้ง ผู้เฝ้าประตูร่างกำยำสองคนก็รีบประสานมือทำความเคารพนายน้อยของตนอย่างรวดเร็ว
หยุนเฟิงลอบสูดลมหายใจเพื่อข่มความเจ็บปวด เขาฝืนยืดอกให้ตั้งตรง ไพล่มือไว้ด้านหลัง ทรงตัวให้ดูสง่าผ่าเผยที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูออกไป... ทว่าร่องรอยปูดบวมเขียวช้ำบนใบหน้านั้นกลับขัดกับท่าทางองอาจที่เขาพยายามแสดงออกมาอย่างสิ้นเชิง
คฤหาสน์ตระกูลหยุนตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของเมืองวายุหมุนวน เบื้องล่างคือทัศนียภาพของบ้านเรือนสลับซับซ้อนและเขตอำนาจของตระกูลใหญ่อื่นๆ หยุนเฟิงเดินทอดน่องไปตามถนนเส้นหลักอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับสายลมเย็น ทว่าทันใดนั้น แรงตบหนักๆ จากด้านหลังก็กระชากเขากลับสู่ความจริง
“เฮ้... เจ้าใช่หยุนเฟิงหรือไม่?”
หยุนเฟิงสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับไปมองด้วยความระแวดระวัง เบื้องหน้าคือเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่มีผมสั้นสีน้ำตาลกระเซิง ทว่าสิ่งแรกที่กระแทกเข้าตาหยุนเฟิงจนต้องผงะถอยหลังคืออักษรคำว่า ‘หาน’ ที่ปักเด่นหราอยู่บนอกเสื้อของอีกฝ่าย
หยุนเฟิงถอยกรูดไปหลายก้าว ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกที่ฝังรากลึก “เจ้า... เจ้ามีธุระอันใดกับข้า! หากข้าเป็นอะไรไปแม้เพียงปลายผม บิดาข้ามิปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!”
เขาตะโกนออกไปเพื่อข่มขวัญ รีบขุดเอาบารมีของ ‘หยุนไห่’ ผู้เป็นบิดามาใช้เป็นเกราะคุ้มกันตัวเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
“ฮ่าๆๆๆ!”
อีกฝ่ายกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนหยุนเฟิงได้แต่ยืนงงด้วยความอับอาย “เจ้ายังคงเป็นนายน้อยที่ขี้ขลาดและน่าสมเพชเหมือนเคยเลยนะหยุนเฟิง”
เด็กหนุ่มผมน้ำตาลกวาดสายตามองบาดแผลบนใบหน้าของเขาอย่างดูแคลน “ไม่ต้องกลัวไป ข้ามิลงมือกับเจ้าหรอก... เพราะขนาดกับหานเฟย เจ้ายังโดนมันซัดเพียงหมัดเดียวกระเด็นปางตาย ขืนข้าทำอะไรเจ้าตอนนี้ คนคงได้ตราหน้าข้าว่ารังแกสุนัขพิการ”
หยุนเฟิงหรี่ตาลง จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นในอก ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาซึ่งเริ่มหยุดมองและซุบซิบนินทาอย่างสนุกปาก เขาขบกรามแน่นจนเจ็บร้าวไปถึงแผลเก่า มือที่ไพล่อยู่ด้านหลังกำแน่นจนสั่นระริก ทว่าลึกๆ ในใจเขารู้ดีที่สุด... ว่านอกจากความโกรธที่ทำได้เพียงเผาผลาญตัวเองแล้ว ตัวเขาในยามนี้มิมีปัญญาจะทำสิ่งใดได้เลย
หยุนเฟิงจำใจก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แผ่นหลังของนายน้อยผู้สูงศักดิ์ดูเล็กลงถนัดตายามต้องแบกรับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังไล่หลังมา แว่วเสียงซุบซิบจากฝูงชนบนท้องถนนกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึก ยิ่งเขาพยายามเดินให้เร็วขึ้น เสียงเหล่านั้นก็ยิ่งดูเหมือนจะดังระงมขึ้นในหัว ข่มขวัญให้เขาอยากจะหายตัวไปจากโลกนี้เสียเดี๋ยวนี้
เขาเดินอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้สองเท้าพาร่างที่บอบช้ำผ่านย่านการค้าอันพลุกพล่าน สังคมเมืองเริ่มถูกแทนที่ด้วยบ้านเรือนที่ห่างตา ทิวทัศน์เปลี่ยนเป็นทุ่งนาเขียวขจีอันกว้างไกล จนกระทั่งกำแพงเมืองวายุหมุนวนเลือนหายไปจากสายตา หยุนเฟิงรู้ตัวอีกทีเขาก็พาตัวเองมาถึงชายป่ารกทึบนอกเขตเมืองเสียแล้ว
เด็กหนุ่มฝ่าพงหนามและกิ่งไม้เข้าไปด้านในลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงกระซิบของใบไม้ถูกแทนที่ด้วยเสียงน้ำไหลเอื่อย เขาพบกับลำธารสายเล็กที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่า น้ำในลำธารนั้นใสกระจ่างจนมองเห็นกรวดทรายที่ก้นบึ้ง (มันสุดรายละเอียดกระทู้แล้ว)
ผมเป็นมือใหม่หัดเขียนนิยายแต่ผมไม่มั่นใจในฝีมือการเขียนของตัวเอง ใครอ่านนิยายเป็นช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่าได้ไหมครับ
ภายใต้ร่มเงาอันแผ่กว้างของต้นการบูรเก่าแก่ในเขตเรือนพักส่วนตัว ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาเอาความหนาวเย็นมากระทบใบหน้าของเด็กหนุ่ม ทว่าเขากลับหาได้ขยับเขยื้อนหนีไม่
‘หยุนเฟิง’ ในวัยสิบเก้าปี นั่งขัดสมาธิอยู่บนรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นผืนดิน เรือนร่างของเขาสวมทับด้วยชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ปักลวดลายมังกรทะยานด้วยไหมทองคำอร่ามสะท้อนแสงแดดรำไร ดูสง่างามสมฐานะนายน้อยผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลหยุน บนอกเสื้อเบื้องซ้ายสลักอักษรคำว่า ‘หยุน’ ไว้อย่างเด่นชัด ทว่าความสง่างามเหล่านั้นกลับถูกบดบังด้วยร่องรอยแห่งการถูกทุบตีอย่างหนัก
ที่หางตาซ้ายของเขาปูดบวมจนปิดสนิทและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ แก้มซ้ายซับเลือดช้ำเป็นปื้นหนา และมุมปากที่เคยเหยียดตรงบัดนี้มีรอยแตกตกสะเก็ดขังเลือดสีเข้มไว้ข้างใน
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วคมเข้มดั่งกระบี่เข้าหากันเล็กน้อย แววตาที่เหลือใช้งานได้เพียงข้างเดียวจดจ่ออยู่กับท่อนไม้ในมือ มีดแกะสลักเล่มเล็กถูกบังคับด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง บรรจงกรีดลงบนเนื้อไม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รีบร้อน แม้แรงสะเทือนจากการลงมีดจะทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ช้ำหนองนั้นกระตุกด้วยความเจ็บปวด แต่เขากลับไม่มีเสียงครางเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินแม้แต่คำเดียว
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยดังทำลายความเงียบสงบ หยุนเฟิงชะงักมือไปชั่วครู่ ทว่าหาได้เงยหน้าขึ้นมองไม่
ร่างของชายชราในชุดเครื่องแบบผู้อาวุโสเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า เขาคือ ‘ผู้อาวุโสเจ็ด’ ผู้รับหน้าที่ดูแลความเป็นไปในคฤหาสน์ ชายชราก้มลงมองภาพนายน้อยของตนที่สภาพดูแทบไม่ได้ ก่อนจะส่ายหัวช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความระอาปนสมเพช เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนหนวดสีดอกเลาไหวตามแรงลม
“นายน้อย... นี่ท่านไปก่อเรื่องอันใดมาอีกเล่า?”
เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย ราวกับว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องมาทนเห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถของบุตรชายประมุขตระกูลหยุนเช่นนี้
“ก็แค่จัดการกับนายน้อยตระกูลหานมานิดหน่อย...” หยุนเฟิงเอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง ทว่ายังคงความเรียบเฉยราวกระแสน้ำที่หยุดนิ่ง
ผู้อาวุโสเจ็ดแค่นเสียงเหอะในลำคอ ดวงตาฝ้าฟางกวาดมองบาดแผลที่แทบจะกลบรูปโฉมเดิมของเด็กหนุ่มจนมิด “สภาพดูไม่ได้เช่นนี้ คงจะเป็นฝ่ายถูกมัน ‘จัดการ’ มาเสียมากกว่ากระมังนายน้อย”
มือที่กำลังขยับมีดแกะสลักหยุดกึกลงในทันที บรรยากาศรอบตัวหยุนเฟิงคล้ายจะเย็นเยียบขึ้นชั่วขณะ ความเงียบเข้าปกคลุมใต้ต้นการบูรอยู่พักใหญ่ ก่อนที่เขาจะขยับตัว เด็กหนุ่มบรรจงเก็บมีดเล่มเล็กและตุ๊กตาไม้ที่ยังแกะสลักไม่เสร็จดีลงในสาบเสื้ออย่างทะนุถนอม
เขายันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะประท้วงด้วยความระบมจนต้องลอบสูดลมหายใจลึก แต่แผ่นหลังกลับเหยียดตรงอย่างทรนง หยุนเฟิงปัดฝุ่นและเศษไม้ที่ติดอยู่ตามชุดคลุมลายมังกรทองอย่างใจเย็น ก่อนจะปรายตาที่บวมช้ำมองผู้อาวุโสเจ็ด
“คราวหน้า... ข้าจะกลับไปแก้มือ”
คำพูดนั้นราบเรียบ ทว่ามีน้ำหนักอย่างประหลาด หยุนเฟิงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินกะเผลกจากไปทางเรือนพัก ทิ้งให้ชายชรายืนมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวทว่าดื้อรั้นนั้นอยู่ลำพัง
ผู้อาวุโสเจ็ดส่ายหัวพลางทอดถอนใจลึก แววตาฉายความกังวลที่ปิดไม่มิด ‘เฮ้อ... นายน้อยหนอนายน้อย หากนายท่านกลับมาเห็นสภาพของแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียวเป็นเช่นนี้ เมืองวายุหมุนวนคงได้ลุกเป็นไฟแน่’
ทว่าหยุนเฟิงก้าวเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กระแสลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านร่างไปอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสเจ็ดเคลื่อนไหวว่องไวดุจเงาพราย เพียงพริบตาเดียวฝ่ามือเหี่ยวย่นทว่าทรงพลังก็วางทาบลงบนไหล่ของเด็กหนุ่ม
หยุนเฟิงสะดุ้งตัวโยนจนไหล่ทรุด แรงบีบที่กดทับลงมานั้นมหาศาลจนกระดูกส่งเสียงลั่นประท้วง!
“นี่ท่าน... คิดจะใช้ชีวิตเป็นไอ้ขี้แพ้เยี่ยงนี้ไปจนตายงั้นหรือ?” ผู้อาวุโสเจ็ดเอ่ยถาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นหนักแน่นและคมปลาบดั่งศาสตรา ดวงตาที่เคยเฉยชาบัดนี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาบวมช้ำของหยุนเฟิง ราวกับจะเค้นเอาความจริงจากก้นบึ้งของหัวใจ
หยุนเฟิงกัดฟันกรอด ความเจ็บปวดที่ไหล่แล่นพล่านไปทั่วร่างจนหน้าถอดสี เขาจ้องตอบกลับด้วยสายตาที่สั่นระริกทว่าไม่ยอมหลบเลี่ยง
“ถึงข้าจะเป็นได้แค่คนขี้แพ้ไร้ความสามารถ...” เขาเค้นเสียงตอบผ่านไรฟันที่ขบแน่น “แต่อย่างน้อย... ข้าก็ยังได้ลงมือทำ!”
หยุนเฟิงสะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุมอย่างแรง ก่อนจะฝืนเดินกะเผลกจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ผู้อาวุโสเจ็ดทอดสายตามองตามด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความกังวลฉายชัดอยู่ในแววตาอันครุ่นคิด
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตเรือนพักส่วนตัวและปิดประตูลับหลัง หยุนเฟิงก็สิ้นฤทธิ์ในทันที เขาพุ่งตัวทิ้งร่างลงบนเตียงกว้าง เอาหน้าซุกฟูกที่นอนหนานุ่มก่อนจะแหกปากร้องลั่นออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป
“ไอ้เฒ่าบ้านั่น! เจ็บเป็นบ้าเลย ไหล่ข้าเกือบหักอยู่แล้ว บัดซบเอ๊ย!”
เสียงตะโกนนั้นอู้อี้อยู่ใต้ฟูก เขาค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งพลางใช้มือลูบไหล่ซ้ายที่สั่นเทาด้วยความระบม พลางถอดชุดคลุมลายมังกรทองตัวนอกออก ผิวหนังบริเวณหัวไหล่ปรากฏรอยแดงเข้มเป็นร่องนิ้วมือห้าปื้นเด่นชัด กดลึกลงไปในเนื้อจนน่ากลัว
“กะจะให้ข้าพิการเลยหรือไง... โอ๊ย!” เขาร้องลั่นอีกครั้งจนต้องรีบกดหน้าลงกับที่นอนเพื่อซ่อนเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด “โอย... ไอ้สารเลวหานเฟยนั่น แค่หมัดเดียวตัวข้าก็ปลิวแล้ว ข้าจะเอาอะไรไปสู้มันได้... แก้มือรึ? ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่พูดออกไปแบบนั้น!”
เขาลูบบาดแผลบนใบหน้าพลางนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ลานประลอง แผลพวกนี้ไม่ได้เกิดจากหมัดโดยตรง แต่เกิดจากแรงกระแทกมหาศาลที่ส่งให้ร่างของเขาไถลครูดไปกับพื้นกรวดจนเสียโฉม หยุนเฟิงกุมหน้าท้องน้อยที่ยังคงรู้สึกจุกเสียดจนหายใจไม่ทั่วท้อง
“ถ้าไม่มีชุดป้องกันที่ท่านพ่อให้ไว้ หมัดนั่นคงทะลวงพุงข้าเป็นรูไปแล้ว...” เขาสบถเบาๆ
แววตาที่เคยแข็งกร้าวต่อหน้าผู้อื่น บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความสมเพชในความอ่อนแอของตนเอง ความอัดอั้นถาโถมเข้าใส่จนหยุนเฟิงขบฟันแน่นจนสันกรามปูดนูน เขาเหวี่ยงหมัดขวาซัดเข้าใส่กำแพงไม้ภายในห้องอย่างสุดแรงหมายจะระบายโทสะที่คุกรุ่นอยู่ในอก
ปึก!
แรงปะทะหาได้ทำให้กำแพงไม้หนาหนักสะเทือนแม้แต่น้อย กลับกัน ความเจ็บปวดแล่นปราดจากสันหมัดขึ้นไปถึงข้อศอกจนร้าวไปถึงหัวไหล่ หยุนเฟิงหน้าถอดสี รีบใช้มืออีกข้างตะครุบกุมมือที่เพิ่งต่อยออกไปพลางบิดตัวเร่าด้วยความทรมาน
“บัดซบเอ๊ย! แม้แต่กำแพงข้ายังทำอะไรมันไม่ได้ ข้านี่มันอ่อนปวกเปียกสิ้นดี... เฮ้อ” เขาพ่นลมหายใจทิ้งอย่างสมเพชตัวเอง ความโกรธขึ้งมอดดับลงเหลือเพียงความว่างเปล่าที่แสนหดหู่
เด็กหนุ่มฝืนสังขารนั่งขัดสมาธิลงบนเตียง พยายามสงบจิตใจตามหลักการบ่มเพาะที่เคยร่ำเรียนมา เขาหลับตาลงช้าๆ หมายจะรวบรวมลมปราณในอากาศให้ไหลเวียนเข้าสู่จุดตันเถียน ทว่าทันทีที่จิตเริ่มสงบ ภาพเหตุการณ์ในลานประลองก็ผุดขึ้นมาราวกับปีศาจที่คอยตามหลอกหลอน
ภาพหมัดของหานเฟยที่พุ่งเข้ามาดุจดาวตก แรงปะทะที่ส่งร่างเขาลอยละลิ่ว และความรู้สึกยามใบหน้าไถลครูดไปกับพื้นกรวดหยาบหนา...
“ปั้ก!” ราวกับความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง คิ้วเข้มกระตุกรัว สีหน้าเหยเกบิดเบี้ยวจนมิอาจรักษาสมาธิได้อีกต่อไป หยุนเฟิงลืมตาโพล่งขึ้นมาก่อนจะทิ้งตัวนอนแผ่ลงบนเตียงอย่างคนหมดแรง
“ทำไม... ทำไมข้าถึงได้อ่อนแอเช่นนี้” เขาพึมพำกับเพดานห้องด้วยสายตาหม่นแสง “เส้นลมปราณในกายก็ปกติดี การฝึกฝนสมาธิข้าก็ทำมิเคยขาด แต่นอกจากความอึดอัดที่ติดขัดอยู่ในอก ข้ากลับมิเห็นเงาแห่งวรยุทธ์เลยสักนิดเดียว”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักครู่ใหญ่ แววตาของเขาเริ่มสั่นไหวด้วยความเศร้าสร้อยที่ลึกเกินกว่าจะอธิบาย หยุนเฟิงหันมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดยามเย็นยังคงทอประกายสีส้มแดงฉาบไปทั่วขอบฟ้า
“อาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้าเลยสินะ...”
เขากล่าวย้ำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะตัดใจดันกายที่ปวดร้าวขึ้นจากเตียงอีกครั้ง หยุนเฟิงสวมชุดคลุมทับรอยช้ำให้มิดชิด จัดแจงความเรียบร้อยของเสื้อผ้าลายมังกรทอง ก่อนที่เขาจะผละประตูห้องเดินออกไปข้างนอกด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง ทิ้งความเงียบเหงาไว้เบื้องหลัง โดยที่มิมีใครรู้ว่าจุดหมายปลายทางของขยะแห่งตระกูลผู้นี้คือที่ใดกันแน่
หยุนเฟิงก้าวเดินผ่านอาณาเขตอันกว้างขวางของตระกูลหยุนอย่างเงียบเชียบ พื้นที่กว่ายี่สิบหมู่อันประกอบไปด้วยสวนพฤกษาขจี สระน้ำใสกระจ่าง หอตำราที่ดูมนต์ขลัง ไปจนถึงโรงอาหารและลานประลองขนาดใหญ่ที่จุคนได้นับร้อย... ทุกตารางนิ้วถูกจัดวางตามหลักยุทธศาสตร์อันยอดเยี่ยมจนน่าเกรงขาม แม้แต่ตัวเขาที่เกิดและเติบโตที่นี่มาตลอดสิบเก้าปี ก็ยังมิอาจกล่าวได้ว่าเดินสำรวจความยิ่งใหญ่ของบ้านตัวเองได้ครบถ้วน
เมื่อเข้าใกล้ประตูบานยักษ์ที่สูงตระหง่านถึงสองจั้ง ผู้เฝ้าประตูร่างกำยำสองคนก็รีบประสานมือทำความเคารพนายน้อยของตนอย่างรวดเร็ว
หยุนเฟิงลอบสูดลมหายใจเพื่อข่มความเจ็บปวด เขาฝืนยืดอกให้ตั้งตรง ไพล่มือไว้ด้านหลัง ทรงตัวให้ดูสง่าผ่าเผยที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูออกไป... ทว่าร่องรอยปูดบวมเขียวช้ำบนใบหน้านั้นกลับขัดกับท่าทางองอาจที่เขาพยายามแสดงออกมาอย่างสิ้นเชิง
คฤหาสน์ตระกูลหยุนตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของเมืองวายุหมุนวน เบื้องล่างคือทัศนียภาพของบ้านเรือนสลับซับซ้อนและเขตอำนาจของตระกูลใหญ่อื่นๆ หยุนเฟิงเดินทอดน่องไปตามถนนเส้นหลักอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับสายลมเย็น ทว่าทันใดนั้น แรงตบหนักๆ จากด้านหลังก็กระชากเขากลับสู่ความจริง
“เฮ้... เจ้าใช่หยุนเฟิงหรือไม่?”
หยุนเฟิงสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับไปมองด้วยความระแวดระวัง เบื้องหน้าคือเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่มีผมสั้นสีน้ำตาลกระเซิง ทว่าสิ่งแรกที่กระแทกเข้าตาหยุนเฟิงจนต้องผงะถอยหลังคืออักษรคำว่า ‘หาน’ ที่ปักเด่นหราอยู่บนอกเสื้อของอีกฝ่าย
หยุนเฟิงถอยกรูดไปหลายก้าว ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกที่ฝังรากลึก “เจ้า... เจ้ามีธุระอันใดกับข้า! หากข้าเป็นอะไรไปแม้เพียงปลายผม บิดาข้ามิปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!”
เขาตะโกนออกไปเพื่อข่มขวัญ รีบขุดเอาบารมีของ ‘หยุนไห่’ ผู้เป็นบิดามาใช้เป็นเกราะคุ้มกันตัวเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
“ฮ่าๆๆๆ!”
อีกฝ่ายกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนหยุนเฟิงได้แต่ยืนงงด้วยความอับอาย “เจ้ายังคงเป็นนายน้อยที่ขี้ขลาดและน่าสมเพชเหมือนเคยเลยนะหยุนเฟิง”
เด็กหนุ่มผมน้ำตาลกวาดสายตามองบาดแผลบนใบหน้าของเขาอย่างดูแคลน “ไม่ต้องกลัวไป ข้ามิลงมือกับเจ้าหรอก... เพราะขนาดกับหานเฟย เจ้ายังโดนมันซัดเพียงหมัดเดียวกระเด็นปางตาย ขืนข้าทำอะไรเจ้าตอนนี้ คนคงได้ตราหน้าข้าว่ารังแกสุนัขพิการ”
หยุนเฟิงหรี่ตาลง จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นในอก ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาซึ่งเริ่มหยุดมองและซุบซิบนินทาอย่างสนุกปาก เขาขบกรามแน่นจนเจ็บร้าวไปถึงแผลเก่า มือที่ไพล่อยู่ด้านหลังกำแน่นจนสั่นระริก ทว่าลึกๆ ในใจเขารู้ดีที่สุด... ว่านอกจากความโกรธที่ทำได้เพียงเผาผลาญตัวเองแล้ว ตัวเขาในยามนี้มิมีปัญญาจะทำสิ่งใดได้เลย
หยุนเฟิงจำใจก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แผ่นหลังของนายน้อยผู้สูงศักดิ์ดูเล็กลงถนัดตายามต้องแบกรับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังไล่หลังมา แว่วเสียงซุบซิบจากฝูงชนบนท้องถนนกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึก ยิ่งเขาพยายามเดินให้เร็วขึ้น เสียงเหล่านั้นก็ยิ่งดูเหมือนจะดังระงมขึ้นในหัว ข่มขวัญให้เขาอยากจะหายตัวไปจากโลกนี้เสียเดี๋ยวนี้
เขาเดินอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้สองเท้าพาร่างที่บอบช้ำผ่านย่านการค้าอันพลุกพล่าน สังคมเมืองเริ่มถูกแทนที่ด้วยบ้านเรือนที่ห่างตา ทิวทัศน์เปลี่ยนเป็นทุ่งนาเขียวขจีอันกว้างไกล จนกระทั่งกำแพงเมืองวายุหมุนวนเลือนหายไปจากสายตา หยุนเฟิงรู้ตัวอีกทีเขาก็พาตัวเองมาถึงชายป่ารกทึบนอกเขตเมืองเสียแล้ว
เด็กหนุ่มฝ่าพงหนามและกิ่งไม้เข้าไปด้านในลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงกระซิบของใบไม้ถูกแทนที่ด้วยเสียงน้ำไหลเอื่อย เขาพบกับลำธารสายเล็กที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่า น้ำในลำธารนั้นใสกระจ่างจนมองเห็นกรวดทรายที่ก้นบึ้ง (มันสุดรายละเอียดกระทู้แล้ว)