
รัฐเร่งลงทุน ‘เมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน’ หวังฟื้นศก.ไทย โบรกแนะ‘รับเหมา-นิคม-แบงก์’
.
โบรกมองแผนลงทุนเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน ความหวังรัฐบาลฟื้นเศรษฐกิจไทย “บล.ยูโอบี เคย์เฮียน” ชี้ “กลุ่มรับเหมาฯ” ได้รับอานิสงส์โดยตรง แต่ “ระมัดระวัง”ในระยะสั้น “บล.บัวหลวง” แนะลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของรัฐ “บล.พาย” มองกลุ่มรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว
.
โครงการเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล กำลังถูกวางเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ผ่าน “4 เมกะโปรเจกต์สำคัญ” ได้แก่ แลนด์บริดจ์ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2 รถไฟทางคู่สายใต้เฟส 2 และการเร่งพัฒนาโครงการ EEC
.
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประเมินภาพรวมแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท พบรัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทั้งระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยที่ขยับเข้าใกล้เพดาน ส่งผลให้การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียวทำได้ยากขึ้น ทำให้แนวทางสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องนำมาใช้รูปแบบ PPP มากขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม โมเดล PPP มีทั้งข้อดีและความเสี่ยง โดยเอกชนจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรับความเสี่ยงด้านผลประกอบการโดยตรง หากโครงการไม่ประสบความสำเร็จหรือขาดทุน จะไม่สามารถจำกัดความเสี่ยงได้เหมือนรูปแบบรับเหมาก่อสร้างในอดีต
.
สำหรับ โครงการแลนด์บริดจ์ มองยังมีความท้าทายในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากพิจารณาเพียงประโยชน์จากการลดระยะเวลาและต้นทุนขนส่งการไม่ต้องอ้อมผ่านแหลมมลายูหรือสิงคโปร์ อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการคุ้มทุนได้
.
ในมุมของตลาดทุนไทย “หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” ยังได้รับอานิสงส์ แต่ในระยะสั้นนักลงทุนควรใช้ “ความระมัดระวัง” โดยสถิติในอดีตชี้ว่าหุ้นกลุ่มนี้มักยังไม่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในปีแรก จากความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ และมักจะเริ่มปรับตัวขึ้นในปีที่ 2
.
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตจำกัด ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดการขยายตัวของ GDP ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจ
.
ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาล ส่งผลให้การเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบเดิมทำได้ยากมากขึ้น รัฐจึงต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การใช้รูปแบบการร่วมลงทุนรูปแบบ PPP มากขึ้น ควบคู่กับการใช้เครื่องมือระดมทุนอื่น เช่น กองทุน Thailand Future Fund เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงการเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจาก FDI ผ่าน BOI
.
ในมุมของตลาดทุน หุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA และ AMATA กลุ่มโลจิสติกส์อย่าง SJWD รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะ STECON และ CK เนื่องจากเป็นตัวเลือกหลักของเอกชนที่เข้าร่วมลงทุนในโครงการ PPP กลุ่มธนาคารจะได้อานิสงส์จากการปล่อยสินเชื่อเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ ยังมีแนวโน้มเชิงบวกจากความต้องการใช้วัสดุที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณงานก่อสร้าง
.
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ สามารถเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน มองว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะ CK STECON และ ITD อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ STECON ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ขณะที่ CK ยังปรับขึ้นไม่มาก นักลงทุนควรระมัดระวัง เนื่องจากหุ้นกลุ่มรับเหมามักเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวเป็นหลัก โดยจังหวะลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงที่มีการเปิดประมูลงานจริง
ตอนนี้พลาดไม่ได้แล้วถ้าแต่ถ้าแก้ปัญหาเรื่องพลังงานได้ กับแลนด์บริดจ์ อาจจะพลิกเกม
รัฐเร่งลงทุน ‘เมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน
รัฐเร่งลงทุน ‘เมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน’ หวังฟื้นศก.ไทย โบรกแนะ‘รับเหมา-นิคม-แบงก์’
.
โบรกมองแผนลงทุนเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้าน ความหวังรัฐบาลฟื้นเศรษฐกิจไทย “บล.ยูโอบี เคย์เฮียน” ชี้ “กลุ่มรับเหมาฯ” ได้รับอานิสงส์โดยตรง แต่ “ระมัดระวัง”ในระยะสั้น “บล.บัวหลวง” แนะลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของรัฐ “บล.พาย” มองกลุ่มรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว
.
โครงการเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล กำลังถูกวางเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ผ่าน “4 เมกะโปรเจกต์สำคัญ” ได้แก่ แลนด์บริดจ์ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2 รถไฟทางคู่สายใต้เฟส 2 และการเร่งพัฒนาโครงการ EEC
.
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประเมินภาพรวมแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท พบรัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทั้งระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยที่ขยับเข้าใกล้เพดาน ส่งผลให้การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียวทำได้ยากขึ้น ทำให้แนวทางสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องนำมาใช้รูปแบบ PPP มากขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม โมเดล PPP มีทั้งข้อดีและความเสี่ยง โดยเอกชนจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรับความเสี่ยงด้านผลประกอบการโดยตรง หากโครงการไม่ประสบความสำเร็จหรือขาดทุน จะไม่สามารถจำกัดความเสี่ยงได้เหมือนรูปแบบรับเหมาก่อสร้างในอดีต
.
สำหรับ โครงการแลนด์บริดจ์ มองยังมีความท้าทายในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากพิจารณาเพียงประโยชน์จากการลดระยะเวลาและต้นทุนขนส่งการไม่ต้องอ้อมผ่านแหลมมลายูหรือสิงคโปร์ อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการคุ้มทุนได้
.
ในมุมของตลาดทุนไทย “หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” ยังได้รับอานิสงส์ แต่ในระยะสั้นนักลงทุนควรใช้ “ความระมัดระวัง” โดยสถิติในอดีตชี้ว่าหุ้นกลุ่มนี้มักยังไม่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในปีแรก จากความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ และมักจะเริ่มปรับตัวขึ้นในปีที่ 2
.
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตจำกัด ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดการขยายตัวของ GDP ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจ
.
ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาล ส่งผลให้การเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบเดิมทำได้ยากมากขึ้น รัฐจึงต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การใช้รูปแบบการร่วมลงทุนรูปแบบ PPP มากขึ้น ควบคู่กับการใช้เครื่องมือระดมทุนอื่น เช่น กองทุน Thailand Future Fund เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงการเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจาก FDI ผ่าน BOI
.
ในมุมของตลาดทุน หุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA และ AMATA กลุ่มโลจิสติกส์อย่าง SJWD รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะ STECON และ CK เนื่องจากเป็นตัวเลือกหลักของเอกชนที่เข้าร่วมลงทุนในโครงการ PPP กลุ่มธนาคารจะได้อานิสงส์จากการปล่อยสินเชื่อเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ ยังมีแนวโน้มเชิงบวกจากความต้องการใช้วัสดุที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณงานก่อสร้าง
.
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ สามารถเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน มองว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะ CK STECON และ ITD อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ STECON ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ขณะที่ CK ยังปรับขึ้นไม่มาก นักลงทุนควรระมัดระวัง เนื่องจากหุ้นกลุ่มรับเหมามักเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวเป็นหลัก โดยจังหวะลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงที่มีการเปิดประมูลงานจริง
ตอนนี้พลาดไม่ได้แล้วถ้าแต่ถ้าแก้ปัญหาเรื่องพลังงานได้ กับแลนด์บริดจ์ อาจจะพลิกเกม