JJNY : 5in1 “แพรรี่”ถาม“ศุภจี”│ชาวสวนระยองกระอัก│ชี้‘แลนด์บริดจ์’อาจไม่คุ้มเสีย│ตลาดโรงเกลือเงียบ│ไอติมมั่นใจเอาผิด ปปช.

กระทู้ข่าว
“แพรรี่” ถาม “ศุภจี” ทุเรียนลูกละ 100 บ. ชาวสวนจะอยู่กันยังไง แนะไลฟ์ขายปุ๋ยกระสอบละ 100 บ.
https://ch3plus.com/news/socialnews/morning/461833
.

.
“แพรรี่ ไพรวัลย์” ลั่น ทุเรียนลูกละ 100 ไปร้านอื่น ถาม “ศุภจี” ชาวสวนจะอยู่กันยังไง ปุ๋ยกระสอบละพันกว่าบาท แนะไลฟ์ขายปุ๋ยกระสอบละ 100 บ้าง วอนรัฐมนตรีช่วยแก้ที่ต้นทาง ตอนนี้ล้งต่างชาติขึ้นเต็มไปหมด จี้มองให้กว้างๆ อย่าไปทำสงครามราคา ตลาดมันจะพัง

กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงอย่างหนัก หลังจากที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมแท็กทีม “พิมรี่พาย” ไลฟ์ขายทุเรียนไทย 1 ล้านลูก ราคาลูกละ 100 บาท ในวันพรุ่งนี้ (28 เม.ย.) เพื่อยกระดับการค้าผลไม้ไทย

ล่าสุด “แพรรี่ ไพรวัลย์” อินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง และแม่ค้าขายทุเรียน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  “ชาวสวนทุเรียนฝากดิฉันมาค่ะ เมื่อไหร่จะเอาปุ๋ยกระสอบละ 100 มาไลฟ์ขาย ชาวสวนพร้อม F หน้าไลฟ์ค่ะ

ก่อนที่เจ้าตัวจะอัดคลิประบายความในใจขณะยืนหน้าแผงทุเรียนของตัวเอง โดยมีใจความว่า “มาค่ะๆ ทุเรียนลูกละ 100 ลูกละ 100 ไปร้านอื่นเลยค่ะ ร้านนี้ไม่มีหรอกค่ะลูกละ 100  จะอยู่กันยังไง ทุเรียนสวยๆ พูงามๆ แบบนี้ เมื่อไหร่ชาวสวนจะได้ลืมตาอ้าปากกันคะ ปีหนึ่งก็รอหน้าทุเรียนนี่แหละ ปุ๋ยกระสอบละเป็นพันกว่าบาท จะให้ขายทุเรียนลูกละ 100 ทำไมไม่เอาปุ๋ยมาไลฟ์ขายบ้าง กระสอบละ 100 เอามาไลฟ์ขายสิ ชาวนา ชาวสวน เขาจะได้ F ปุ๋ยราคาถูกๆ ช่วยกันค่ะ เกษตรกรจะได้ลืมตาอ้าปาก เข้าใจ๋ เข้าใจ ท่านรัฐมนตรีหญิงของดิฉันนะคะ ท่านก็สะสวย ท่านก็มีไอเดียดี ก็เข้าใจ อยากช่วยผู้บริโภค แต่ช่วยชาวสวนด้วยค่ะ เกษตรกรคือต้นทาง ต้นน้ำ ถ้าต้นน้ำต้นทางอยู่ไม่ได้ แล้วคนไทยจะได้กินของดีมีคุณภาพได้ยังไง
.
“เข้าใจ๋ เข้าใจ ท่านรัฐมนตรีหญิงของดิฉันนะคะ ท่านก็สะสวย ท่านก็มีไอเดียดี ก็เข้าใจว่าอยากช่วยผู้บริโภค แต่ช่วยชาวสวนด้วยค่ะ เกษตรกรคือต้นทาง ต้นน้ำ ถ้าต้นน้ำต้นทางอยู่ไม่ได้ แล้วคนไทยจะได้กินของดีมีคุณภาพได้ยังไง”
.
“ท่านรัฐมนตรีคะ ถ้าอยากช่วยเกษตรกร ช่วยที่ต้นทางค่ะ ล้งก็ขึ้นเต็มไปหมด ถามว่าล้งมีคนไทยบ้างไหม ลงคนไทยสักกี่ล้ง มีแต่ภาษาจีน มองให้กว้างๆ ควรให้เกษตรกร ผู้บริโภคอยู่ได้ ไม่ใช่แค่พ่อค้าคนกลางอยู่ได้ แล้วมันจะอยู่ยังไง อย่าไปทำสงครามราคา ตลาดมันจะพัง  ทุเรียนมันมีหลายเกรด มีหลายพันธุ์ ไม่ได้มีแค่เกรดเดียว ของดีขายที่ไหนก็เป็นของดี ไม่ใช่แค่ไปอยู่กับอินฟลูฯ ดังๆ ของดีถ้าอยู่กับแม่ค้าตลาดนัด แม่ค้าริมทาง ท่านก็ต้องไปดู มันก็ต้องไปดู”
.
https://www.facebook.com/reel/831821936642907
.

.
ชาวสวนระยอง กระอัก “ทุเรียนลูกละ 100” สวนทางต้นทุนปุ๋ยแพง เกษตรกรขาดทุนยับเยิน
https://ch3plus.com/news/social/morning/461838
.
ลูกค้าชอบ ชาวสวนเศร้า เกษตรกร จ.ระยอง เปิดใจหลัง "ศุภจี" รมว.พาณิชย์ เตรียมไลฟ์ขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ชี้ สวนทางต้นทุนปุ๋ย-ยาพุ่งสูง หากต้องขายราคานี้เกษตรกรขาดทุนยับเยิน แนะรัฐบาลหากอยากช่วยเหลือควรเน้นขยายตลาดส่งออก
.
จากกรณีที่มีกระแสการผลักดันและโปรโมตแคมเปญทุเรียนลูกละ 100 บาท จากทางภาครัฐและผู้ค้ารายใหญ่บางราย ล่าสุดทีมข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้าทุเรียนรายย่อยและลูกค้าในพื้นที่ จ.ระยอง เพื่อสะท้อนมุมมองต่อเรื่องดังกล่าว กระทบต้นทุนและชาวสวน
.
เจ้าของร้าน เอ็ม ทุเรียนคุณภาพ เปิดแผงขายทุเรียนคุณภาพอยู่ในพื้นที่ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในมุมของพ่อค้าแม่ค้าปลีกอาจจะไม่ได้รับผลกระทบในเชิงยอดขายมากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนโดยตรง
.
เนื่องจากทุเรียนแต่ละลูกมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา และการดูแลรักษาตลอดทั้งปี หากมีการปั่นราคาให้ต่ำลงเหลือเพียงลูกละ 100 บาท อาจทำให้ราคาตลาดกลางตกลง จนชาวสวนไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สินได้ ลูกค้าก็ชอบราคาถูก พ่อค้าแม่ค้าก็ชอบขายง่าย แต่ชาวสวนเศร้าแน่ๆ
.
ต้นทุนทุเรียนเกรดคุณภาพที่รับมาก็เกิน 100 บาทแล้ว จึงไม่แน่ใจว่าทุเรียนลูกละ 100 บาทที่นำมาขายนั้น เป็นไซส์ไหนหรือเกรดไหนกันแน่
.
นอกจากนี้ พ่อค้าทุเรียนยังได้เสนอแนะว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง ควรเน้นไปที่การ "ขยายตลาดส่งออก" ให้มากขึ้น เพื่อดึงราคาให้สูงขึ้นตามกลไกตลาด ไม่ใช่การบีบราคาขายในประเทศให้ต่ำลงจนกระทบถึงต้นทาง และกำหนดราคาขายในประเทศให้ลูกค้าและชาวสวนยิ้มได้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็กลัวว่าหากราคามันตกลงมาก จะโคล่นต้นทุเรียนทิ้งเหมือนหลายปีก่อน
.
จากการสอบถามลูกค้าที่มาเลือกซื้อทุเรียนเกรดพรีเมียม พบว่าแม้ทุเรียนราคาถูกจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่กลุ่มลูกค้าประจำยังคงเลือกซื้อทุเรียนที่ "เน้นคุณภาพ" และ "รสชาติที่แน่นอน" มากกว่า โดยมองว่าการสนับสนุนพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นที่คัดสรรของดีมาขาย เป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนที่ยั่งยืน
.
ขณะที่ชาวสวนทุเรียนในพื้นที่อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง หลังมีกระแสข่าวการจำหน่ายทุเรียนในราคาเพียงลูกละ 100 บาท ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่คนในอาชีพปลูกทุเรียนเป็นอย่างมาก นายนัฐพงษ์ อายุ 67 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านตำบลห้วยทับมอญ และเกษตรกรผู้คร่ำหวอดในวงการทุเรียน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวขณะกำลังลำเลียงผลผลิตทุเรียนขึ้นรถกระบะว่า ราคาที่มีการกล่าวอ้างว่าลูกละ 100 บาท นั้น ส่งผลกระทบต่อชาวสวนโดยตรง โดยเฉพาะในยุคที่ต้นทุนการผลิต ทั้งค่าปุ๋ยและค่ายาบำรุงรักษามีราคาสูงมาก
.
นายนัฐพงษ์ ได้หยิบทุเรียนสายพันธุ์ "มูซานคิง" มาสาธิตพร้อมระบุว่า โดยปกติทุเรียนพันธุ์นี้เกรดสวยๆ น้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม จะมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 300 บาท (เฉลี่ยกิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไป) แต่หากต้องมาขายในราคาลูกละ 100 บาท เท่ากับว่าชาวสวนต้องแบกรับภาระขาดทุนถึงลูกละ 200 บาทเลยทีเดียว
.
"ตอนนี้ราคารับซื้อที่ล้งหรือหน้าแผง อยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 110 บาท ถ้าลูกหนึ่งหนักกิโลกว่าๆ แล้วมาขายแค่ร้อยเดียว ชาวสวนขาดทุนแน่นอนอย่างน้อย 30-40 บาทต่อลูก อยากให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงความยากลำบากและต้นทุนที่แท้จริงของเกษตรกรด้วย" นายนัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย.
.

.
นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ อาจได้ไม่คุ้มเสีย หวั่นรัฐตัดสินใจพลาดสร้างระเบิดเวลาด้านการคลัง
https://www.matichon.co.th/economy/news_5694213
.
นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ อาจได้ไม่คุ้มเสีย หวั่นรัฐตัดสินใจพลาดสร้างระเบิดเวลาด้านการคลัง
.
เมื่อวันที่ 27 เมษายน นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เบื้องต้นมีความพยายามสื่อสารจากรัฐบาลถึงการไม่ต้องใช้งบประมาณเลย แต่จากข้อมูลยังพบความย้อนแย้งอยู่หลายส่วน เมื่อมีกระแสข่าวการตั้งงบประมาณดำเนินการในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ตัวเลขหลัก 1 ล้านล้านบาท จนถึงการปรับลดลงเหลือประมาณ 9 แสนล้านบาท ความไม่ชัดเจนนี้สร้างความกังวลว่า ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลอาจต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุน จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือ ต้องเปิดเผยรายละเอียดสัญญาและเงื่อนไขให้สาธารณชนทราบอย่างโปร่งใสที่สุด ทั้งในส่วนที่รัฐต้องลงทุนและเงื่อนไขสัมปทานของเอกชน เพราะในวันที่เงินงบประมาณมีจำกัด การตัดสินใจผิดพลาดบนโครงการมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท อาจไม่ใช่แค่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ แต่คือการวางระเบิดเวลาให้กับระบบการคลังของประเทศไทยในระยะยาว
.
นายนณริฏ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการขนาดมหึมาเช่นนี้คือ ความคุ้มค่า (Value for Money) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสงครามข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันวิชาการอิสระ เนื่องจากงานวิจัยที่ออกมาในหลายชิ้นงานนั้น หากมาจากสถาบันที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐหรือดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษา มักจะให้ผลลัพธ์ที่สนับสนุนโครงการจนอาจเกิดปัญหาในด้านผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ซึ่งจะถือเป็นผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างมาก โดยในทางตรงกันข้าม งานวิจัยอิสระจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับสะท้อนภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์ในมิติด้านเศรษฐศาสตร์นั้นไม่คุ้มค่าทางการลงทุน ข้อสรุปที่ขัดแย้งกันนี้เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ เพราะการเดินหน้าโครงการที่ไม่มีความคุ้มค่าท่ามกลางสภาวะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยพุ่งสูงขึ้น จะกลายเป็นการสร้างภาระหนี้ก้อนโตทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนราคาแพงจากความล้มเหลวของโครงการใหญ่ในอดีต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เพราะพบว่ามีหลายโครงการใหญ่ที่มีขนาดใหญ่มากๆ เมื่อนำไปลงในภาคใต้ มักจะแท้ง หรือไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย อาทิ โครงการ Southern Seaboard ท่าเรือปากบารา หรือแม้แต่โครงการขนาดเล็กอย่างกำแพงกันคลื่นและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมักมีเพียงแค่การจ้างงานระยะสั้นในช่วงก่อสร้าง แต่หลังจากโครงการเสร็จสิ้น 5-10 ปี กลับไม่สามารถสร้างรายได้หรือฐานภาษีที่ยั่งยืนให้กับรัฐได้ จึงน่าเป็นกังวลมากๆ ว่า โครงการแลนด์บริดจ์อาจซ้ำรอยกลายเป็นโฮปเวลล์ภาคใต้ ที่ทิ้งไว้เพียงซากโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตที่ไร้การใช้งานจริง” นายนณริฏ กล่าว
.
นายนณริฏ กล่าวว่า อีกหนึ่งความกังวลของสังคมและหลายส่วนคือ การให้สัมปทานกับนักลงทุนต่างชาติ เป็นระยะเวลากว่า 99 ปีที่สามารถดำเนินการครอบครองและบริหารได้ ส่วนนี้มองว่าหากรัฐบาลไม่ต้องลงทุนเองและให้เอกชนรับความเสี่ยงไปทั้งหมด เรื่องระยะเวลาสัมปทานอาจไม่ใช่ประเด็นหลัก ตราบใดที่ไม่กระทบต่อทางเลือกของประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ เกิดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเดินทางเข้าพื้นที่แบบไม่ใช่เป็นการเรียกเก็บจากรัฐบาล หรือหน่วยงานของประเทศไทย แบบนี้จะเป็นการสร้างค่าใช้จ่ายเพิ่มให้กับประชาชน ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นแน่นอน
.
หากจะมีสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า มองว่าเป็นคุณภาพของการลงทุน โดยเฉพาะหากผู้รับสัมปทานเป็นกลุ่มทุนจากประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งมักมีโมเดลการลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การใช้แรงงาน วัสดุอุปกรณ์ ไปจนถึงทรัพยากรจากประเทศตนเองทั้งหมด หากรัฐบาลไทยทำสัญญาไม่รัดกุม หรือให้สิทธิประโยชน์ผ่านมาตรการบีโอไอจนเกินงาม อาทิ การยกเว้นภาษีนิติบุคคลทั้งหมด ประเทศไทยอาจตกอยู่ในสภาวะสูญเปล่า คือเสียทั้งพื้นที่และทรัพยากรแต่ไม่ได้เม็ดเงินภาษีกลับเข้าประเทศเลย รวมถึงมีประเด็นเรื่องเงื่อนไขแฝง อาทิ การขอสิทธิบริหารพื้นที่สองข้างทางของโครงการ ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่เคยปรากฏในโครงการรถไฟความเร็วสูง
.
สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนมากที่สุดของรัฐบาลคือ ความโปร่งใส ทั้งในมิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้โครงการนี้เป็นเรื่องของอธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งไทยมีสิทธิสร้างเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแข่งขันในภูมิภาคได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนบ้านจะคิดอย่างไร ทำให้ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องการเมืองโลก แต่เป็นเรื่องความโปร่งใสในประเทศเอง” นายนณริฏ กล่าว
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่