เรื่องราวชีวิตคู่+คำถามว่าจริงๆแล้วผมทำแบบนี้กับแฟนเก่ามันดูเกินไปหรือเปล่า (ยาวมาก)

อยากปรึกษาครับ ผมเครียดมาก ลองถามหลายๆคนแล้วเสียงแตกเป็น 2 ทาง แม้แต่ผมเองก็ยังไม่รู้จะไปทางไหนดี
อาจจะยาวหรือเหมือนบ่นไปบ้าง แต่เพื่อให้ละเอียดที่สุด และมีการชั่งน้ำหนักที่ถูกต้อง มันทุกเรื่องราวมันมีผลในการตัดสินใจของผมจริงๆ
เพื่อนๆลองช่วยออกความเห็นในมุมมองของตัวเองหน่อยนะครับ ผมขอเกริ่นก่อนว่าถึงแม้ผมจะไม่ได้พูดถึง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าแฟนดูแลและเอาใจใส่ผมได้เป็นอย่างดี การทำอะไรน่ารักๆให้อย่างวาดรูปอะไรน่ารักๆให้ในวันเกิด หรือการให้กำลังใจในเวลาแย่ๆ แฟนผมทำได้ดีทีเดียว นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรักเขามากจริงๆ

ตัวผมเป็นคนที่ดูแลเรื่องเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นคนบ้างาน และคิดถึงความมั่นคงเป็นหลัก เนื่องจากเคยลำบากมากมาก่อน
ถึงขั้นที่ว่าผมมีเงินกินข้าวเช้า 10 บาท และต้องอยู่ให้ถึงเย็นเพื่อกินข้าวเย็น 20 บาท การเงินต่างๆเลยค่อนข้างซีเรียสสำหรับผม

ส่วนแฟนผมเป็นคนต้องการการเอาใจใส่ รักอิสระ ชอบกินของอร่อย อยากไปใช้เวลาในปัจจุบันด้วยกันตามปกติวันรุ่นทั่วไป
ทางบ้านไม่ค่อยอบอุ่นอย่างที่ควรจนผมเองยังแปลกใจ(ขอไม่ลงลึกเรื่องนี้) แฟนจึงทะเลาะกันกับที่บ้านบ่อยๆ แต่ทางบ้านส่งเงินให้ใช้ตลอด

ในระหว่างที่คบกันช่วงแรก เราเป็นนักศึกษาทั้งคู่
ผมเรียนตรีใบแรกใกล้จบ ส่วนใบที่ 2 น่าจะราวๆปี 3 เป็นมหาลัยราคาไม่แพงทั้งคู่ แต่ทางบ้านผมค่อนข้างลำบากผมเลยทำพาร์ทไทม์ไปด้วยเพื่อลดภาระ ช่วงนั้นผมแวะเวียนไปอาศัยอยู่ห้องที่ทางคุณแม่ของแฟนเช่าให้แฟนอยู่บ้างเป็นระยะๆ ราวๆ 1 ปี

ช่วงนี้มีอยู่วันนึงแฟนผมปวดท้องหนักกลางดึก ผมอยู่บ้านตนเองไม่ได้อยู่หอกับเขา บ้านผมอยู่ไกลมาก และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงสำหรับผมในตอนนั้น
ผมใช้วิธีโทรขอร้องให้นิติไปดูแฟนที่ห้องให้ผม เพราะเขาปวดท้องมากและอยู่ใกล้ที่สุด และรีบนั่งรถเมล์ไปหาในวันถัดไป คืนนั้นเขาโกรธผมมาก ด้วยเหตุที่ว่าผมไม่ใส่ใจเขาเท่าที่ควร เหมือนไม่คิดถึงใจเขาเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาโกรธผมอย่างแรง

ปีถัดมาผมได้ลาออกจากงานพาร์ทไทม์ และย้ายมาอยู่ด้วยกันกับแฟนแบบตลอดเวลา ช่วงนั้นการเงินทางบ้านผมดีขึ้นเล็กน้อย และหลังจากลาออกผมมีเวลาไปไหนมาไหนด้วยกันกับแฟน มีเวลาเล่นเกมส์อยู่บ้านด้วยกันตามประสาวัยรุ่น

ปีต่อมาพอผมเรียนจบป.ตรีใบแรก ผมรีบหางานด้วยวุฒิป.ตรีจริงๆจังๆเป็นครั้งแรก เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าต้องเป็นภาระให้แฟนหรือทางบ้านแฟน
โดยช่วงนั้นผมทำงาน 5 วันตามปกติทั่วไป กลับบ้านมาก็เล่นเกมกับเพื่อนบ้าง มีไปไหนมาไหนกับแฟนบ้างแต่ไม่บ่อย ผมรู้สึกว่าได้พักจากภาระและความเครียดที่หนักหนาก่อนหน้านี้ ทุกอย่างก็ดูแฮปปี้ดีจนกระทั่ง แฟนเริ่มทะเลาะกับคุณแม่ของเขาอย่างรุนแรง คุณแม่หยุดส่งเงินค่าห้องให้ และให้พวกผมออกกันเอง ผมก็บอกเขาให้ใจเย็นๆ ผมจะใช้เงินเดือนของผมรับผิดชอบตรงนั้น และแฟนผมอาสาทำกับข้าวให้ผมไปกินตอนกลางวันอยู่ราวๆ 2-3 เดือน แต่ครัวมันเตี้ยแฟนผมน้ำหนักเยอะและเริ่มปวดหลัง อีกอย่างอาหารกลางวันที่ทำงานผมราคา 65 บาท แต่ได้เป็นบุฟเฟต์นานาชาติ มันค่อนข้างครบกว่าด้วยผมเลยให้หยุดไป

เรื่องการเดินทาง โชคยังดีที่ก่อนหน้านั้นไม่นานเราได้เงินจากประกันโควิด ผมนำเงินทั้งหมดของฝั่งผมไปออกมอเตอร์ไซค์เพื่อมาใช้ด้วยกันจะได้ลดค่าใช้จ่ายการเดินทางระยะยาว และเผื่อจะมีโอกาสสานฝันให้แฟนที่อยากออกทริป ส่วนแฟนนำเงินส่วนที่เขาได้ไปผ่าตัดแต่ไม่ได้ใช้จนหมดทั้งก้อน (หัวข้อนี้อาจมีส่วนในการแบ่งทรัพย์สิน ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ)

ในช่วงนี้ เนื่องจากเราใช้เงินร่วมกันอยู่แล้วและการจัดการค่าใช้จ่ายมันแบ่งกันวุ่นวายทำให้เราต้อง "เอากระเป๋าเงินมารวมกัน"
แฟนให้ผมรับหน้าที่ในจัดการการเงินทุกอย่าง เพราะผมเป็นคนที่เก็บเงินได้ วางแผนการใช้เงินได้ดีกว่า
โดยหลังจากแฟนทะเลาะกับแม่ พอเอาเงินมารวมแล้วผมก็รู้ได้ว่าเรากำลังมีปัญหาการเงินในทันที เพราะหลังจากคำนวณแล้ว เราไม่สามารถเก็บเงินได้ และจะใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน และจากปกติที่ผมกับแฟนจะออกไปกินข้าวห้างกันบ่อยๆมันจะต้องลดลง และผมเริ่มปรามการใช้เงินไปกินข้าวห้างในหลายครั้ง ทำให้เขารู้สึกขาดอิสระ

ผมเลยพยายามทำอะไรสักอย่าง ผมเลือกที่จะทำ Game Streaming เพราะผมเล่นเกมอยู่แล้วและชอบการอธิบายต่างๆเลยอยากลองดู ก็มีลูกเพจนิดหน่อยพอเป็นงานอดิเรกได้แต่ยังไม่ได้รายได้เท่าไหร่ ผมเริ่มลองขยายไปทำ Youtube และเริ่มอัดวีดีโอ พากย์เสียง ตัดต่อ แปลภาษา และจัดการทุกอย่างทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ช่วงนั้นแฟนผมยังเรียนและมีเวลาแต่เขาไม่ถนัดตัดต่อจริงๆ ผมเคยลองสอนแล้วแต่เค้าบอกว่าไม่ไหวและเริ่มร้องไห้ตอนผมจะสอน ผมก็โอเคไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวผมจัดการตรงนี้เอง ผมเริ่มเอาเวลามาทำสตรีม ไม่กินข้าวข้างนอก กินแต่มื้อประหยัด ร้านใกล้ๆ และไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวใช้เวลาด้วยกัน เราทะเลาะกันบ่อยมากเพราะผมไม่มีเวลา เขาบอกว่าผมเอาแต่บ่นว่าเหนื่อยไม่ยอมออกไปข้างนอกด้วยกัน และเอาแต่เล่นเกมอยู่บ้าน

หลังจากผมทำสตรีมได้ไม่นาน ด้วยความที่ผมตื่นไปทำงาน 6 โมง รีบกลับบ้านมา อัดวีดีโอ พากย์เสียงต่างๆจนถึงเที่ยงคืนหรืออาจเลยมาสักหน่อย จนวันนึงผมมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และต้องเรียกรถ Ambu มารับไปโรงพยาบาล... นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่า ถ้าผมตายไปใครจะหาเงินมาดูแลแฟน? ผมเลยเลิกทำคลิป หันมาทำงานประจำเท่านั้น และพยายามพักผ่อนอยู่บ้านเพื่อฟื้นฟูร่างกาย

ช่วงนั้นด้วยความที่แฟนผมเป็นคนชอบขับมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว แฟนผมก็เลยอาสาเอารถออกไปวิ่ง Grab บ้างในช่วงกลางคืน ก็พอจะมีรายได้มาเพิ่มบ้าง

จนแฟนผมใกล้เรียนจบ ผมและแฟนต้องฝึกงาน เราเลยแยกย้ายไปอยู่คนละที่ เลยรับภาระเช่าห้อง 2 ทาง แฟนผมอยู่คอนโดใกล้ที่ฝึกงานและดูแล้วจะชอบคอนโดนั้นมาก บรรยากาศตอนนั้นดีมาก แม่ดูแล้วคิดว่าอาจทำกำไรได้มั้ง เลยยุให้ซื้อเอาไว้ แล้วด้วยความที่ว่าแม่เป็นคนที่เคยทำธุรกิจมาก่อนผมเลยเชื่อและซื้อไว้ ปัจจุบันยังผ่อนอยู่

หลังฝึกงานจบ เราจดทะเบียนกันตามกฎหมาย ผมรีบหางานเพราะเงินกำลังจะหมด ส่วนแฟนผมยังหางานไม่ได้ ผมได้งานที่ไกลจากที่พักมาก และนั่นเป็นอะไรที่ทำให้รู้ได้เลยว่า "อย่าหาซื้อคอนโด" ผมย้ายที่พักไม่ได้เพราะเลิกผ่อนไม่ได้ ทำให้ผมต้องขับจยย.เดินทางไปทำงานขาละกว่า 50 กม. ทุกวัน ทำ 6 วันแต่เงินค่อนข้างดี ผมหวังว่าจะช่วยดูแลครอบครัวได้เลยไป ช่วงนี้คือผมเลิกคิดถึงการเล่นคอมไปเลยเพราะไม่มีโอกาสแน่นอน ยังไงต้องดูแลการเงินก่อน

จากนั้นไม่นานแฟนผมได้งานในเมือง ก็ไกลจากที่พักราวๆ 50 กม.เหมือนกัน ไกลจากที่ทำงานผมประมาณนึง และเป็นที่ทำงานในเมือง ทำให้เราต้องตื่นเช้ากว่าเดิมและเดินทางฝ่ารถติดกันอย่างทุลักทุเล แต่ยังดีที่แฟนผมทำงาน 5 วันและได้ทำงาน WFH บ้างบางวัน

หลังจากทำได้ไม่นาน ด้วยความที่ที่ทำงานผมเลิกงานค่อนข้างดึก ทำให้เราทั้งคู่ต้องตื่นเช้าไปทำงานให้ทันเข้างานแฟน แต่ต้องกลับบ้านดึกเพราะที่ทำงานผมเวลาเลิกงานดึกทำให้เราต้องรอกัน และทำให้เหนื่อยมาก บริษัทที่ผมทำคือผิดกม.มาก เรื่องกม.แรงงานนี่ลืมไปได้เลย ผมทำได้ 3 เดือนเลยตัดสินใจหางาน และได้งานใหม่ที่ได้เงินเท่าเดิม ใกล้ขึ้นกว่าเดิม เวลาเข้างานใกล้กัน ถึงจะทำงาน 6 วันเหมือนเดิม แต่เดินทางแค่ 30+กม.ต่อขา ก็ใกล้ขึ้นเยอะเลยลองดู

ระหว่างทำงานผมก็เริ่มเก็บเงินได้บ้างแต่ก็จำกัดงบกันพอสมควร มีไปกินมื้อแพงกันบ้าง พวกชาบูหรืออะไรต่างๆ ตกคนละ 300 - 600 บาท เดือนละ 1-2 หน
ผมพยายามเก็บเงินแต่ด้วยความที่แฟนผมอยู่แถวในเมืองพักกลางวันเขาจะไปกินข้าวเพื่อนๆ ไปสเต๊กบ้าง หรือหม่าล่าบ้าง และก็มจะมีพวกชานม หรืออาจจะมีสั่งแกร๊บต่างๆกินบ้างในมื้อกลางวัน ผมจะชอบถามแฟนว่าซื้อมาเท่าไหร่และแฟนจะชอบบอกผมแบบประมาณว่า 150 แต่ใช้โค๊ดลดไป 100 นึงเลยนะ จริงๆนี่ราคาตั้ง 250 เลย อะไรประมาณนี้

ผมรู้ว่าเค้าเครียด ผมไม่ได้พาไปไหน หรือซื้ออะไรให้ เพราะผมไม่สามารถเก็บเงินได้เลย เลยไม่ได้ว่าอะไร และพูดให้เค้าสบายใจว่าเก่งมากเลยหาโค๊ดลดได้ตั้งเยอะแน่ะ แต่ด้วยความว่าราคามันก็ยังสูงสำหรับครอบครัวเราในตอนนี้ ถึงไม่ได้กินทุกวันมันทำให้เงินหมดไปกับตรงนี้เยอะพอสมควร ผมเริ่มพยายามที่จะอดข้าวเช้าและแบ่งเงินตรงนั้นมาเก็บแต่ปรากฎว่าเหมือนเดิมคือเงินยังหมดชนเดือนเหมือนเดิม

วันนึงมีไปเดินห้าง เค้าดันไปเจอเซลล์ของคลินิกเสริมความงาม ซึ่งถ้าเป็นผมจะไม่ไปอยู่ตรงนั้นเลย สรุปวันนั้นเจอค่าคอร์สลดน้ำหนักด้วยเครื่องอะไรซักอย่างไป 12,000 ผมต้องเอาบัตรผมรูด และผ่อน 0 เปอ 10 เดือน

ช่วงนั้นเค้าเริ่มงอแงว่าทำไมไม่ไปกินอะไรกันมั่งเลย ไม่ไปเที่ยวกันบ้าง ผมก็ได้แต่บอกว่ามันไม่มีเงิน เก็บแล้วจะพาไป ผมพยายามเก็บมากแล้วจริงๆแต่มันไม่ไหว เค้าก็บอกว่าไปเที่ยวกันใกล้ๆก็ได้ ขับรถไปกันกินลมชมวิวไม่ต้องใช้เงิน ผมก็คิดถึงแต่ค่าน้ำมัน ค่า Service รถตามรอบ ค่าอาหารนอกบ้านที่ควบคุมไม่ได้ ถ้าไปคาเฟ่ น้ำแห้วลพอย่างน้อยก็มี 40 50 บาทต่อคน ถ้าออกไปมันจะเข้าเนื้อแน่นอน และมันจะค่อยๆเข้าเงินเก็บของเราทั้งคู่ไปเรื่อยๆ ผมกับแฟนมีเงินสำรองรวมกันสองคนแค่ 25,000 ซึ่งผมถือว่าค่อนข้างอันตรายมาก และลองมาหลายวิธีก็เก็บเพิ่มไม่ได้ด้วย

พอจบเรื่องนั้นก็มีเรื่องที่เค้าขอให้ซื้อดอกไม้เล็กๆน้อยๆให้บ้าง ผมเข้าใจเลยมันไม่ได้แพงและยอมรับว่าผมผิดเองที่ไม่ได้ดูแลเค้าตรงนี้ ผมออกบ้านเช้า กลัวว่าซื้อมาถึงเย็นมันจะเหี่ยว และพอตอนเย็นมันก็ไม่มีร้านที่มันจะเปิดขาย

ผมประสบปัญหาความเครียดอย่างหนัก ผมตื่น 6 โมงออกไปทำงาน และด้วย Workload ที่เยอะเกินกว่าจะทำได้ ผมทำงานถึง 2-3 ทุ่มทุกวันก็ยังทำไม่ทัน แถมยังมีความ Toxic ในที่ทำงานต่างๆ มันทำให้ผมหมดทั้งพลังกายพลังใจ รู้สึกล้มเหลวว่าทำไมผมถึงทำงานไม่เสร็จ กลับมาบ้านรู้สึกเป็นผู้ชายที่ล้มเหลวอีกครั้งที่ไม่สามารถดูแลแฟนได้ดี เรื่องการบ้านผมก็ยอมรับว่าผมขาด อาจจะไม่ได้บ่อยเหลือสักเดือนละครั้งได้มั้ง ไม่รู้ด้วยความเครียดหรืออะไรผมไม่สามารถทำกิจกรรมได้ สิ่งเดียวที่บอกให้ผมลุกออกไปทำงานคือความหวังว่าเดือนหน้าผมจะมีโอกาสสักนิดที่จะได้เก็บเงินเพื่อดูแลคนที่เป็นครอบครัวที่รออยู่ข้างหลังให้ดีขึ้น ความหวังว่าจะได้หาเงินมาแล้วไปเที่ยวกับแฟนตามที่เค้าหวังไว้

หลังจากทำงานไปได้ราวๆ 7 เดือน เราเริ่มน้อยใจกันบ่อยขึ้น แฟนแนะนำให้ผมกลับมาบ้านแม่เพราะใกล้กว่า และเมื่อทำงานไปได้ 9 เดือน ผมถึงได้รู้ความลับของที่ทำงานของผม ว่าในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เขาเปลี่ยนตำแหน่งผมไป 15 คนแล้ว ผมได้ยินเลยตัดสินใจหางานใหม่หวังว่าจะลาออก "แต่มันก็ช้าไป"

แฟนผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ดูแลเอาใจใส่เธออย่างที่ควรจะเป็น เธอขาดการดูแล เป็นดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉา และในช่วงวันปีใหม่เธอได้บอกเลิกผม ผมทำใจไม่ได้

ช่วงนั้นก่อนจะเลิกกัน แฟนผมทนความ Toxic ที่ทำงานไม่ไหวและกำลังจะลาออก ช่วงนั้นเขาอยากได้โลชั่นตัวแพงตัวนึง ผมเลยยักเงินไว้ซื้อให้เค้า แต่คอมที่เค้าใช้ทำงานอยู่ที่บ้านดันมาพัง(คอมเล่นเกมผมนั้นแหละ) ผมเอาเงินส่วนที่บอกจะซื้อครีมให้เขาประมาณ 1,000 ไปซ่อมคอมที่เขาใช้ทำงานก่อน(หมดไป 3,000) วันก่อนหน้าที่ผมจะไปซื้ออะไหล่คอมมาเปลี่ยนเขาถามผมอีกรอบว่า ผมจะซื้อครีมอันนี้ให้เขาได้ไหม ผมบอกว่าคงไม่ได้แล้ว เอาเงินไปซ่อมคอมแล้ว สรุปเราโกรธกันแบบใหญ่มาก แต่ทำไงได้ คอมมันจำเป็น สุดท้ายผมไปซื้อของมาซ่อมคอม

ช่วงหลังจากที่ผมย้ายออกมาอยุ่บ้านแม่ การที่ผมจะขึ้นไปคอนโดตัวเองผมต้องขอเขาก่อน ว่าเขาจะสะดวกให้เข้ามั้ย คือเขานอยผมหนักแล้ว ผมก็อยากให้เขาได้มีพื้นที่ส่วนตัว ผมก็เลยจะบอกเขาตลอดว่าเออ ไปหาได้มั้ย ขอขึ้นไปนะ

ในวันต่อมาวันที่เราเลิกกัน ผมรู้ว่าเขายังโกรธอยู่แต่ผมไม่รู้จะทำยังไง คอมเขาต้องใช้และต้องซ่อม ผมนั่งรถไปหาเขา และพอถึงใต้คอนโดผมโทรหาเขาและขอไปหาเขาเพื่อไปซ่อมคอมหน่อยได้ไหม(ยังไม่ได้บอกว่ามาถึงแล้ว) เขาปฏิเสธอย่างชัดเจน ว่าไม่อยากให้ผมขึ้นไปอีก ให้เราเลิกกันแค่นี้ ผมขอร้องขอโอกาส นั่งยองๆแอบร้องไห้ไปคุยโทรศัพท์ไปอยู่ในลานจอดรถคอนโดเป็นชั่วโมง จนน้ำตามันหยุดไหลเองผมเลยบอกแฟนว่าจริงๆผมมาถึงแล้ว แค่ขอขึ้นไปซ่อมคอมให้นิดนึงได้ไหม ผมขึ้นไปและเธอก็มีน้ำตาเหมือนกันแต่เหมือนเธอกลั้นเอาไว้ หลังจากคุยกันซ่อมคอมเสร็จผมกลับบ้าน

ต่อคห.1
แก้ไขข้อความเมื่อ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 11
ไม่เกินไปครับ และคุณควรตัดสินใจแบบนี้ตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ สิ่งที่คุณพลาดมาตลอดคือการใจดีและยอมถอยมากเกินไปจนเขาเคยตัว

ทะเบียนสมรสมันกลายเป็นข้อต่อรองเพื่อเอาเงินคุณไปแล้ว ทั้งๆ ที่ทรัพย์สินอย่างคอนโดกับรถคุณก็เป็นคนรับภาระผ่อน การที่คุณสั่งยึดรถคืนและเชิญเขาออกจากห้องคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในตอนนี้ เพื่อดึงให้เขากลับมาเจอโลกความจริงบ้างว่าไม่มีใครเป็นสปอนเซอร์ให้ฟรีๆ ตลอดชีวิต

ปัญหาของพวกคุณคือเป้าหมายชีวิตมันไปกันไม่ได้ คุณแบกอนาคตจนหลังแอ่น ส่วนเขาโหยหาแต่ความสุขในปัจจุบันจนไม่มองความเป็นจริงของเงินในกระเป๋า พอแยกทางกันคุณก็ยังอุตส่าห์ใจดีให้ที่ซุกหัวนอน ให้รถใช้ จ่ายค่าซ่อมรถให้ มันเลยทำให้เขาไม่เคยต้องดิ้นรนจริงๆ พอคุณจะขอจบให้ถูกต้องตามกฎหมาย เขาก็เลยเอาเรื่องเซ็นหย่ามาบีบคุณ



วิธีแก้ตอนนี้คือเลิกคุยเรื่องเงินก้อนแล้วเดินหน้าทางกฎหมายครับ



เพราะจากที่เล่า คือ พฤติกรรมที่แยกกันอยู่ชัดเจน แถมยังมีการยื่นข้อเสนอขอเงินเพื่อแลกกับการหย่า

ทนายเขาสามารถรวบรวมข้อความแชทหรือพยานแวดล้อมมาเป็นหลักฐานประกอบการฟ้องหย่าได้ครับ ยิ่งคุณเป็นคนรับภาระหนี้สินทั้งคอนโดทั้งรถอยู่ฝ่ายเดียว ศาลท่านมองเห็นครับว่าใครที่รับผิดชอบครอบครัว พอหมายศาลไปถึงตัวเดี๋ยวเขาก็ต้องตื่นจากความฝันเองแหละ ดีไม่ดีพอเห็นว่าคุณเอาจริง เขาอาจจะเป็นฝ่ายยอมมาเซ็นให้ฟรีๆ เพราะไม่อยากเสียเวลาขึ้นศาลก็ได้

คอนโดก็รีบเอามาปล่อยเช่าซะจะได้เอาเงินมาโปะหนี้ เลิกใจอ่อน เลิกโทษตัวเองว่าดูแลเขาไม่ดีพอได้แล้ว คุณทำหน้าที่ในฐานะคนคนนึงเต็มที่แล้ว ตอนนี้ถึงเวลาต้องปกป้องตัวเองและทรัพย์สินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่