คือเราอยากเล่าให้ฟังเฉยๆ นะทุกคน...เราเป็นคนเชียงใหม่ แต่ไปทำงานอยู่ กทม. แล้วเป็นช่วงหยุดยาวเลยกลับบ้าน ทีนี้ก่อนเดินทางฉันขี้เกียจออกจากบ้านในตอนเช้า ตอนเย็นเลยขอให้หลานสาวไปส่งพักที่โรงแรมเพื่อที่จะได้เดินทางไปสนามบินได้สะดวก โรงแรมแรกจอมถามราคา มันคืนละ 700 บาทมั้งถ้าจำไม่ผิด เลยคิดว่าราคามันดูแรงไปสำหรับคนในพื้นที่อย่างเรา เลยลองจองผ่าน Booking เลยเจอที่นึงมันก็ดูดีนะ แล้วราคาประมาณ 500 บาท เลยอ่ะ จองเลย โอนเงินเลย เลยบอกหลานไปส่ง พอไปถึงหน้าที่พัก ประตูปิด เงียบมาก เป็นไม้อารมเหนือๆ แหละ เลยคุยกับหลานว่ามันใช่ที่นี่จริงหรอวะ เลยลองโทรถามตามเบอร์ในแอพแต่ไม่มีคนรับสาย แต่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงห้องข้างล่างเดินออกมาพอดี เขาก็ถามว่ามาพักที่นี่หรอคะ เราก็ตอบใช่ค่ะ แต่จะเช็คอินตรงไหน เค้าก็บอกว่าโรงแรมนี้เค้าจะให้เราเข้าที่พักโดยเค้าจะส่งเมลล์เป็นรหัสตู้เก็บกุญแจหน้าห้องไว้ รหัสห้องใครห้องมัน พอได้รหัสแล้วก็เอากุญแจไปเปิดเข้าห้องได้เลย ถ้าจะเช็คเอ้าท์ก็แค่เอากุญแจเก็บไว้ที่เดิม เราก็พยักหน้าแบบงงๆ เลยบอกหลานให้กลับไปเลยเดี๋ยวเราเข้าไปเอง พอเดินขึ้นบันได ซึ่งชองทางมันแคบและมืดมาก เราเริ่มมีอาการปวดหัวอยากอาเจียน (ลืมบอกว่าเราเป็นคนมีเซ้นส์) ขึ้นไปก็ทำตามที่ผู้หญิงห้องข้างล่างบอก พอเข้าในห้องมันเริ่มปวดหัวหนักกว่าเดิม เลยเดินไปเปิดผ้าม่านตรงหน้าต่าง แล้วตรงข้างหัวเตียงจะเป็นกำแพงทึบๆ แต่มันมีผ้าม่านด้วยแต่เราไม่ได้เปิดเพราะมันไม่มีหน้าต่างมันเป็นกำแพงว่างๆ แล้วเรามีอาจารย์ที่นับถืออยู่คนนึง ซึ่งเค้าเป็นคนที่มองเห็นสิ่งลี้ลับ เราเลยหยิบมือถือมาถ่ายวีดีโอกวาดไปทั่วห้อง แล้วกะส่งไปให้อาจารย์แบบพูดติดขำว่า ห้องนี้มีป่าวแม่ (เราเรียกอาจารย์ว่าแม่) พออาจารย์อ่านข้อความสักพักเค้าก็ตอบกลับมาว่ามี เป็นผู้ชาย ตัวใหญ่ๆ มีเลือดเต็มตัว ยืนอยู่ตรงโคมไฟข้างหัวเตียงที่มีผ้าม่านบังอยู่ แต่เค้าน่าจะเสียชีวิตมานานแล้ว เค้ายืนมองอยู่เฉยๆ แล้วไอ้เราก็เป็นคนที่มีแค่เซ้นส์แต่มองไม่เห็นอะไรเลยเริ่มกังวลละ 555 เลยคิดว่าจะทำยังไงดีให้อยู่ในห้องนี้ได้จนถึงเช้าแบบไม่มีอะไรมากวน เลยหยิบอูคูเลเล่มาเล่นค่ะ เล่นไปสักพักรู้สึกเสียวหลังวาบ กลัวผีปรบมอให้เลยโทรหาหลานสาว แล้วเล่าให้เขาฟังว่าในห้องนี้มันมีอะไรยังไงบ้าง เลยบอกว่าอยู่คุยกันจนถึงเช้าได้ไหม เพราะพี่จะไม่นอน 555 สักพักรความรู้สึกมันเริ่มแย่ลงเลยปรึกษากับหลานว่าพี่จะอยู่ที่นี่หรือพี่จะออกไปเช่าที่อื่นดี คือลังเลอยู่นานมาก สรุปคือบอกหลานว่าพี่จะออกดีกว่า อยู่แล้วไม่สบายใจว่ะ เลยวางสายจากหลานแล้วจะรีบเก็บข้าวของออกจากห้อง แต่มันดันมีจังหวะโบ๊ะบ๊ะอย่างกับในหนังเลยเธอเอ้ย ขณะที่กำลังเก็บของอยู่นั้น คือด้วยความที่เรารนเกินไปเท้าดันไปเตอะโดนรองเท้าอีกข้างนึงเข้าไปใต้เตียง จะบ้าาาาา ในใจนี่คิดเลยว่า นั่นไงเหมือนในหนังเป๊ะ เอาไงดีจะก้มไปเก็บหรือทิ้งไว้แบบนั้นดี (มันเป็นรองเท้าสลิปออนที่ใส่ในห้อง) สรุปเราตัดสินใจเอาเท้าแหย่ๆ ใต้เตียงเพื่อเอารองเท้าออกมา พอเขี่ยรองเท้าได้ปุ๊บปิดไฟเก็บกระเป๋าแล้วเอากุญแจใส่ที่เดิมแล้ววิ่งลงจาดชั้น 2 มาเลยจ้า แล้วอาการปวดหัวแล้วอยากอาเจียนมาก็ดีขึ้นเลย เราก็วิ่งออกจากซอยหอบของพะรุงพะรังจนไปถึงถนนเส้นหลักแล้วถึงเรียกแกร๊บ และแล้วคือย้ายไปพักอีกโรงแรมหนึ่งราคาแพงกว่าที่แรกที่ถามอีกแต่เพื่อความสบายใจพักก็ได้ สรุปเสียไป 1200 ค่าห้อง รู้งี้นอนที่แรกเลยจบเสียแค่ 700 เองง่ะ คือมันน่ากลัวแล้วมันก็ตลกตัวเองอ่ะ เรามีเรื่องเล่าอีกเยอะเลยไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกนะทุกคน
ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องน่ากลัวหรือเรื่องตลกนะ