ไม่รอด! ชายจีนเปิดร้านขายของในฐานแก๊งคอลฯ สุดท้ายติดคุก
.
บางครั้งการไม่ได้ลงมือทำเอง อาจไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิด โดยเฉพาะเมื่อการกระทำบางอย่างเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมโดยรู้ตัว คดีหนึ่งในจีนกำลังถูกพูดถึง หลังชายรายหนึ่งเชื่อว่าแค่ทำหน้าที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่น่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่สุดท้ายกลับต้องเผชิญโทษจำคุก และกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนเส้นแบ่งระหว่าง “ทำมาหากิน” กับ “มีส่วนร่วมในอาชญากรรม” ได้อย่างชัดเจน
.
“ผมไม่ได้หลอกใครโดยตรง แบบนี้ไม่น่าจะผิดกฎหมาย” นี่คือความคิดของชายแซ่เฉา ที่เชื่อว่าการเปิดร้านขายของในแหล่งคอลเซ็นเตอร์โดยไม่ลงมือโกงเองโดยตรง จะไม่ทำให้ตัวเองมีความผิด แต่ท้ายที่สุด ความเข้าใจเช่นนี้กลับพาเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกลายเป็นอีกคดีที่ถูกพูดถึงในจีนอย่างมากช่วงที่ผ่านมา
.
ช่วงปี 2019-2020 ชายแซ่เฉาได้ลักลอบข้ามพรมแดนหลายครั้งโดยไม่ผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย ทั้งการนั่งมอเตอร์ไซค์ ใช้เรือเล็ก และเดินเท้าข้ามชายแดน ระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านแห่งหนึ่ง
.
แม้จะรู้ดีว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งรวมแก๊งหลอกลงทุน หลอกลวงเชิงชู้สาว และขู่กรรโชกออนไลน์ ที่มุ่งเป้าไปยังชาวจีน แต่เขากลับทำสัญญาเช่าพื้นที่เปิดร้านค้าในเขตดังกล่าว โดยขายอาหาร ของใช้ และให้บริการแลกเงินแก่ผู้ที่ทำงานในเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ ร้านของเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสนับสนุน ที่ช่วยให้ขบวนการหลอกลวงสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
.
จากการสอบสวนพบว่า ระหว่างที่ชายแซ่เฉาเปิดร้านค้าอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว มีหลายกลุ่มอาชญากรใช้สถานที่นั้นเป็นฐานหลอกลวงชาวจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเพียงแก๊งเดียวก็สร้างมูลค่าความเสียหายมากกว่า 20 ล้านหยวน (ราว 94 ล้านบาท)
.
ศาลเขตผู่ตงของเซี่ยงไฮ้ พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เขาจะไม่ได้ลงมือหลอกลวงโดยตรง แต่การเปิดร้านและให้บริการภายในพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นการสนับสนุนการฉ้อโกงและการขู่กรรโชก อีกทั้งยังมีความผิดฐานลักลอบข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย ท้ายที่สุด ศาลจึงตัดสินลงโทษจำคุกเกือบ 5 ปี พร้อมปรับเงินกว่า 70,000 หยวน (ราว 3.29 แสนบาท) จากการกระทำผิดหลายข้อหารวมกัน
.
คดีนี้สะท้อนว่าการเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือในพื้นที่ที่ใช้ก่ออาชญากรรม ก็อาจเข้าข่ายกระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้ เพราะแก๊งหลอกลวงออนไลน์ไม่เพียงสร้างความเสียหายด้านทรัพย์สิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน
.
นอกจากนี้ การลักลอบข้ามพรมแดนยังส่งผลต่อการควบคุมชายแดน และเอื้อให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเติบโตได้ง่ายขึ้น กฎหมายจีนระบุว่าหากรู้ว่าผู้อื่นกระทำผิด แต่ยังให้ความช่วยเหลือด้านสถานที่ เงินทุน หรือสิ่งของ ก็อาจถูกพิจารณาเป็นผู้ร่วมกระทำผิดได้เช่นกัน
.
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในพื้นที่ดังกล่าว เปิดร้านค้า หรือช่วยดูแลระบบสนับสนุน หากรู้ว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย ก็อาจต้องรับโทษทางอาญา แม้ไม่ได้เป็นคนลงมือหลอกลวงด้วยตัวเองก็ตาม
.
ศาลจีนยังเตือนให้ประชาชนระวังข้อเสนองานต่างประเทศที่อ้างรายได้สูง สมัครง่าย เพราะหลายกรณีอาจเป็นช่องทางดึงคนเข้าสู่เครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์
.
นอกจากนี้ การช่วยเหลือหรือสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ก็อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้ พร้อมย้ำให้ปฏิบัติตามกฎหมายการเดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างเคร่งครัด และหากพบเบาะแสที่น่าสงสัย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#คดีจีน #ข่าวจีน #แก๊งคอลเซ็นเตอร์
https://www.facebook.com/share/p/18eoDcEXz8/
👮 ไม่รอด! ชายจีนเปิดร้านขายของในฐานแก๊งคอลฯ สุดท้ายติดคุก
.
บางครั้งการไม่ได้ลงมือทำเอง อาจไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิด โดยเฉพาะเมื่อการกระทำบางอย่างเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมโดยรู้ตัว คดีหนึ่งในจีนกำลังถูกพูดถึง หลังชายรายหนึ่งเชื่อว่าแค่ทำหน้าที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่น่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่สุดท้ายกลับต้องเผชิญโทษจำคุก และกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนเส้นแบ่งระหว่าง “ทำมาหากิน” กับ “มีส่วนร่วมในอาชญากรรม” ได้อย่างชัดเจน
.
“ผมไม่ได้หลอกใครโดยตรง แบบนี้ไม่น่าจะผิดกฎหมาย” นี่คือความคิดของชายแซ่เฉา ที่เชื่อว่าการเปิดร้านขายของในแหล่งคอลเซ็นเตอร์โดยไม่ลงมือโกงเองโดยตรง จะไม่ทำให้ตัวเองมีความผิด แต่ท้ายที่สุด ความเข้าใจเช่นนี้กลับพาเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกลายเป็นอีกคดีที่ถูกพูดถึงในจีนอย่างมากช่วงที่ผ่านมา
.
ช่วงปี 2019-2020 ชายแซ่เฉาได้ลักลอบข้ามพรมแดนหลายครั้งโดยไม่ผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย ทั้งการนั่งมอเตอร์ไซค์ ใช้เรือเล็ก และเดินเท้าข้ามชายแดน ระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านแห่งหนึ่ง
.
แม้จะรู้ดีว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งรวมแก๊งหลอกลงทุน หลอกลวงเชิงชู้สาว และขู่กรรโชกออนไลน์ ที่มุ่งเป้าไปยังชาวจีน แต่เขากลับทำสัญญาเช่าพื้นที่เปิดร้านค้าในเขตดังกล่าว โดยขายอาหาร ของใช้ และให้บริการแลกเงินแก่ผู้ที่ทำงานในเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ ร้านของเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสนับสนุน ที่ช่วยให้ขบวนการหลอกลวงสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
.
จากการสอบสวนพบว่า ระหว่างที่ชายแซ่เฉาเปิดร้านค้าอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว มีหลายกลุ่มอาชญากรใช้สถานที่นั้นเป็นฐานหลอกลวงชาวจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเพียงแก๊งเดียวก็สร้างมูลค่าความเสียหายมากกว่า 20 ล้านหยวน (ราว 94 ล้านบาท)
.
ศาลเขตผู่ตงของเซี่ยงไฮ้ พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เขาจะไม่ได้ลงมือหลอกลวงโดยตรง แต่การเปิดร้านและให้บริการภายในพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นการสนับสนุนการฉ้อโกงและการขู่กรรโชก อีกทั้งยังมีความผิดฐานลักลอบข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย ท้ายที่สุด ศาลจึงตัดสินลงโทษจำคุกเกือบ 5 ปี พร้อมปรับเงินกว่า 70,000 หยวน (ราว 3.29 แสนบาท) จากการกระทำผิดหลายข้อหารวมกัน
.
คดีนี้สะท้อนว่าการเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือในพื้นที่ที่ใช้ก่ออาชญากรรม ก็อาจเข้าข่ายกระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้ เพราะแก๊งหลอกลวงออนไลน์ไม่เพียงสร้างความเสียหายด้านทรัพย์สิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน
.
นอกจากนี้ การลักลอบข้ามพรมแดนยังส่งผลต่อการควบคุมชายแดน และเอื้อให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเติบโตได้ง่ายขึ้น กฎหมายจีนระบุว่าหากรู้ว่าผู้อื่นกระทำผิด แต่ยังให้ความช่วยเหลือด้านสถานที่ เงินทุน หรือสิ่งของ ก็อาจถูกพิจารณาเป็นผู้ร่วมกระทำผิดได้เช่นกัน
.
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในพื้นที่ดังกล่าว เปิดร้านค้า หรือช่วยดูแลระบบสนับสนุน หากรู้ว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย ก็อาจต้องรับโทษทางอาญา แม้ไม่ได้เป็นคนลงมือหลอกลวงด้วยตัวเองก็ตาม
.
ศาลจีนยังเตือนให้ประชาชนระวังข้อเสนองานต่างประเทศที่อ้างรายได้สูง สมัครง่าย เพราะหลายกรณีอาจเป็นช่องทางดึงคนเข้าสู่เครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์
.
นอกจากนี้ การช่วยเหลือหรือสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ก็อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้ พร้อมย้ำให้ปฏิบัติตามกฎหมายการเดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างเคร่งครัด และหากพบเบาะแสที่น่าสงสัย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#คดีจีน #ข่าวจีน #แก๊งคอลเซ็นเตอร์
https://www.facebook.com/share/p/18eoDcEXz8/